หน่วยงานท้องถิ่นญี่ปุ่น ไฟเขียวอนุมัติให้โรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์ใหญ่ที่สุดในโลก กลับมาเริ่มทำงานอีกครั้ง ซึ่งเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เกิดภัยพิบัติฟุกุชิมะ ในปี 2011
โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุกุชิมะปิดตัวลง เมื่อญี่ปุ่นได้สั่งปิดเตาปฏิกรณ์ทั้งหมดของโรงงานดังกล่าว เป็นการชั่วคราว หลังจากเกิดแผ่นดินไหวและสึนามิครั้งใหญ่ในปี 2011
ฮิเดโย ฮานาซูมิ ผู้ว่าราชการจังหวัดนีงาตะ ซึ่งเป็นพื้นที่ตั้งของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ คาชิวาซากิ-คาริวะ กล่าวในการแถลงข่าวว่า ตนได้ "จะอนุมัติ" เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (21 พ.ย.) ในการให้โรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์ฯ กลับดำเนินงานอีกครั้ง ซึ่งขั้นต่อไป จะต้องได้รับอนุญาตขั้นสุดท้ายจากหน่วยงานกำกับดูแลด้านนิวเคลียร์ของญี่ปุ่น
เหตุผลสำคัญ กลับมาเดินเครื่องโรงไฟฟ้าฟุกุชิมะ
ญี่ปุ่น ประเทศที่ขาดแคลนทรัพยากรนี้ ต้องการฟื้นฟูพลังงานนิวเคลียร์เพื่อลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลจำนวนมาก หวังบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี 2050 และตอบสนองความต้องการพลังงานที่เพิ่มขึ้นจากปัญญาประดิษฐ์
เครื่องปฏิกรณ์ทั้ง 14 เครื่อง ส่วนใหญ่อยู่ในภูมิภาคตะวันตก และภาคใต้ของประเทศ ได้กลับมาดำเนินการอีกครั้ง นับตั้งแต่การปิดโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุกุชิมะ หลังจากมีการกำหนดมาตรฐานความปลอดภัยที่เข้มงวด
แต่ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ญี่ปุ่นได้เริ่มเปิดโรงไฟฟ้านิวเคลียร์บางแห่งอีกครั้งภายใต้เงื่อนไขที่ต้องผ่านการตรวจสอบและรับรองความปลอดภัยจากหน่วยงานรัฐบาลญี่ปุ่น และได้รับการสนับสนุนจากบางภาคส่วนที่เชื่อว่า พลังงานนิวเคลียร์เป็นทางเลือกที่สำคัญในการลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิลและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
โรงไฟฟ้าคาชิวาซากิ-คาริวะ มีพื้นที่ 2,500 ไร่ ตั้งอยู่ทางชายฝั่งทะเลญี่ปุ่น หันหน้าไปทางคาบสมุทรเกาหลี โดยโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ในภาคกลางของญี่ปุ่นแห่งนี้ ได้รับการติดตั้งกำแพงสูง 15 เมตร เพื่อรองรับกรณีเกิดสึนามิ ระบบสำรองไฟฟ้าใหม่บนที่สูง และอุปกรณ์อื่นๆ
ก่อนเกิดแผ่นดินไหวและสึนามิในปี 2011 ซึ่งเป็นเหตุการณ์คร่าชีวิตผู้คนไปราว 18,000 ราย โรงงานพลังงานนิวเคลียร์แห่งนี้ สามารถผลิตไฟฟ้าให้ญี่ปุ่นได้ประมาณหนึ่ง 1 ใน 3 ส่วนพลังงานส่วนใหญ่ที่ใช้มาจากเชื้อเพลิงฟอสซิล
ญี่ปุ่นหันมาใช้ พลังงานนิวเคลียร์มากขึ้น
เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ รัฐบาลญี่ปุ่นได้ส่งแผนปฎิบัติการด้านสภาพภูมิอากาศ 2035 (National Determined Contributions : NDC) ให้กับองค์การสหประชาชาติ (United Nations : UN) ซึ่งเป็นวันเดียวกันกับที่คณะรัฐมนตรีอนุมัติแผนพลังงานฉบับที่ 7 (the Seventh Strategic Energy Plan) และแผนดำเนินมาตรการยับยั้งภาวะโลกร้อน (the Plan for Global Warming Countermeasures) ซึ่งโดยพื้นฐานจะต้องเป็นเครื่องมือเพื่อนำไปสู่เป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
"แผนพลังงานฉบับใหม่ (ฉบับที่ 7) ของญี่ปุ่นได้ตัดเรื่องที่ระบุถึงการลดการพึ่งพาพลังงานนิวเคลียร์ให้มากที่สุดออกจากแผนพลังงานฉบับที่ 4 ในปี 2014 หลังจากเกิดอุบัติภัยที่ฟุกุชิมะ แต่กรีนพีซ ญี่ปุ่นเตือนว่า การกลับมาผลิตพลังงานจากนิวเคลียร์อาจไม่สามารถปกป้องสภาพภูมิอากาศได้ทันเวลา เนื่องจากต้องใช้เวลานานในการวางแผนและเริ่มโครงการ และความเสี่ยงของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ยังคงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ" แถลงการณ์กรีนพีซ ออกเมื่อเดือนมีนาคม 2025 ในโอกาสครบรอบ 14 ปี อุบัติภัยฟุกุชิมะ
บริษัทพลังงานคันไซ อิเล็กทริก ระบุในเดือนกรกฎาคม 2025 ว่า กำลังดำเนินการขั้นแรกเพื่อสร้างเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์แห่งใหม่แห่งแรกของประเทศ นับตั้งแต่ภัยพิบัติฟุกุชิมะ
ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มากเป็นอันดับ 5 ของโลก รองจากจีน สหรัฐ อินเดีย และรัสเซีย ซึ่งญี่ปุ่นจำเป็นต้องพึ่งพาการนำเข้าฟอสซิลเป็นอย่างมาก
สำหรับเชื้อเพลิงที่มาจากฟอสซิลเกือบทั้งหมด ตามที่ได้นำเข้าไปยังญี่ปุ่น มีต้นทุนประมาณ 500 ล้านดอลลาร์ต่อวัน
อ้างอิง CNA





