ความตึงเครียดจีน-ญี่ปุ่นกรณีไต้หวัน เขย่าวงการท่องเที่ยวญี่ปุ่นอย่างรุนแรง คาดฉุดรายได้แดนปลาดิบ ‘สูงเฉียด 40,000 ล้านบาท’ ในสิ้นปีนี้ ขณะเดียวกัน นักท่องเที่ยวจีน ‘เปลี่ยนทิศ’ ไทย สิงคโปร์ เกาหลีใต้ มาเลเซีย และเวียดนาม ผงาดได้อานิสงส์จากการจองใหม่ที่พุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว
ในความร้าวฉานทางการทูตครั้งใหญ่ระหว่างแดนมังกรกับแดนซามูไร สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า ญี่ปุ่นอาจสูญเสียรายได้จากนักท่องเที่ยวสูงสุดถึง 1,200 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 39,000 ล้านบาท) ตั้งแต่ตอนนี้ไปจนถึงสิ้นปีนี้ หลังนักเดินทางชาวจีนจำนวนมาก “ยกเลิกทริป” เนื่องจากความตึงเครียดทางการทูตที่รุนแรงขึ้น
ข้อมูลจาก China Trading Desk ระบุว่า “ราว 30%” ของการเดินทางจากจีนไปญี่ปุ่นจำนวน 1.44 ล้านทริป ที่มีกำหนดจนถึงปลายเดือนธันวาคม ได้ถูกยกเลิกแล้ว หลังจากรัฐบาลปักกิ่งออกคำแนะนำให้ชาวจีนหลีกเลี่ยงการเดินทางไปญี่ปุ่น โดยประมาณ 70% ของตัวเลขที่ลดลง เกิดจากการยกเลิกหรือเลื่อนการเดินทางในระยะใกล้
ขณะที่ “การจองใหม่แทบไม่เกิดขึ้นเลย” ตามข้อมูลของบริษัทวิจัยตลาดที่เชี่ยวชาญด้านข้อมูลการท่องเที่ยว
ซูบรามาเนีย บัตต์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ China Trading Desk ระบุว่า การยกเลิกทริปดังกล่าว จะทำให้ญี่ปุ่นสูญเสียรายได้จากการท่องเที่ยวอย่างน้อย 500 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 16,000 ล้านบาท) และตัวเลขอาจพุ่งสูงถึง 1,200 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 39,000 ล้านบาท)
ในการประเมินนี้ คำนวณจากค่าใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวจีนที่เฉลี่ยมากกว่า 900 ล้านดอลลาร์หรือราว 29,000 ล้านบาทต่อเดือน รวมถึงข้อมูลการใช้จ่ายในต่างประเทศของนักท่องเที่ยวจีนจาก UnionPay และบริษัทผู้ให้บริการทางการเงินรายอื่น ๆ
ทั้งนี้ ญี่ปุ่นเผชิญผลกระทบทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ในช่วงเวลาที่เปราะบางเช่นนี้ หลังจากที่นายกรัฐมนตรีซานาเอะ ทาคาอิจิ ออกแถลงการณ์ถึงความเป็นไปได้ที่จะ “ใช้กำลังทางทหาร” ด้วยการส่งกองกำลังญี่ปุ่นเข้าร่วมใน “กรณีไต้หวัน” จนนำไปสู่การตอบโต้จากปักกิ่ง ซึ่งรวมถึงการระงับการนำเข้าอาหารทะเลจากญี่ปุ่น และตอนนี้ ความตึงเครียดยังกระทบต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยวที่มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจ โดย “จีน” เป็นตลาดนักท่องเที่ยวต่างชาติรายใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่น
“เรากำลังเห็นความต้องการเดินทางจากจีนไปญี่ปุ่นดิ่งลงอย่างฉับพลัน” บัตต์กล่าว พร้อมระบุว่าผลกระทบจากความขัดแย้งรอบนี้ อาจไม่เหมือนกับเหตุการณ์ความตึงเครียดทางการทูตก่อนหน้า “ประกาศล่าสุดที่ห้ามการเดินทางไปญี่ปุ่นอย่างชัดเจนนี้ เป็นจุดยืนที่ ‘แข็งกร้าวที่สุด’ ในรอบหลายปี”
แม้จะมีการยกเลิกทริปเป็นจำนวนมาก แต่ก็มีนักท่องเที่ยวบางส่วนที่ไม่ยกเลิกการเดินทางโดยสิ้นเชิง เพียงแต่เปลี่ยนจุดหมายปลายทาง “ไปประเทศอื่นแทนญี่ปุ่น” โดยข้อมูลระบุว่า “สิงคโปร์” และ “เกาหลีใต้” มีจำนวนการจองใหม่เพิ่มขึ้นสูงสุดถึง 15% ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา
ขณะที่ “ไทย มาเลเซีย และเวียดนาม” มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นสูงสุดถึง 11% เมื่อเทียบรายสัปดาห์ ตามข้อมูลของบัตต์
นอกจากนี้ สื่อญี่ปุ่นรายงานว่า โรงแรมหลายแห่งเริ่มได้รับผลกระทบแล้ว โดยโรงแรม Gamagori ในจังหวัดไอจิ ซึ่งมีแขกมากถึง 60% ที่จองผ่านเอเยนต์ท่องเที่ยวจีน เผชิญกับการยกเลิกการจองที่พุ่งสูงขึ้นในช่วงเดือนพฤศจิกายนและธันวาคม โดย FNN News Network รายงานเมื่อวันพฤหัสบดีว่า มีทัวร์กลุ่ม 28 กลุ่ม รวมราว 1,000 คน ยกเลิกการเข้าพักเฉพาะเดือนพฤศจิกายนเพียงเดือนเดียว
ด้านโรงแรม Sapporo Stream ซึ่งรองรับแขกชาวจีนราว 3,000 คนต่อเดือน ก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน โดยมีการยกเลิกห้องพักประมาณ 40 ห้อง คิดเป็นความสูญเสียประมาณ 800,000 เยน (ราว 1.6 แสนบาท) ตามรายงานของ Hokkaido Broadcasting
ก่อนที่จะมีคำเตือนงดเดินทาง การจองทริประหว่างจีน–ญี่ปุ่นจนถึงสิ้นปีนี้ สูงกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อนมากถึง 25% บัตต์ระบุ
แต่เมื่อต้องเผชิญกับการยกเลิกจำนวนมาก เวลานี้ยอดการจองกลับ “ตามหลัง” ระดับของปีที่แล้วแล้ว โดยเส้นทางยอดนิยมจากเซี่ยงไฮ้ ปักกิ่ง และกวางโจว ไปยังโตเกียวและโอซาก้า เป็นเส้นทางที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดจากการยกเลิก
ท่ามกลางสถานการณ์ที่ยังไม่มีสัญญาณความตึงเครียดจะคลี่คลาย ความเสี่ยงที่ข้อพิพาททางการทูตจะยืดเยื้อไปถึงปีหน้า อาจสร้างแรงกระแทกทางเศรษฐกิจรุนแรงเป็นพิเศษ
บัตต์ระบุว่า หากนักเดินทางจากจีนแผ่นดินใหญ่ยังคงหลีกเลี่ยงญี่ปุ่นไปจนถึงปี 2026 ผลกระทบสะสมอาจสูงถึง 9,000 ล้านดอลลาร์ (ราว 2.9 แสนล้านบาท)
อย่างไรก็ตาม จนถึงขณะนี้ การยกเลิกเดินทางส่วนใหญ่ยังคงจำกัดอยู่เฉพาะช่วงไม่กี่สัปดาห์สุดท้ายของปีนี้ และการจองสำหรับเดือนมกราคม ยังอยู่ในระดับคงที่
“นั่นสะท้อนว่า นักท่องเที่ยวจำนวนมากยังคาดหวังว่า สถานการณ์จะผ่อนคลายลงภายในตอนนั้น” บัตต์กล่าว
อ้างอิง: bloomberg





