เมื่อบิ๊กเทคเร่งทุ่มสร้างโครงสร้างพื้นฐาน AI จนเงินลงทุนไหลทะลุระดับหลายแสนล้านดอลลาร์ เสียงเตือนเริ่มดังขึ้น ตั้งแต่ซีอีโอ Google ที่ยอมรับว่า มี ‘ความไร้เหตุผลบางส่วน’ กำลังกำหนดทิศทางการลงทุน ไปจนถึงผู้จัดการกองทุนทั่วโลกที่มองว่า บริษัทกำลัง ‘ทุ่มงบเกินตัว’ และราคาหุ้น AI อยู่ในภาวะฟองสบู่
ท่ามกลางกระแสยักษ์เทค แห่ทุ่มลงทุน AI อย่างหนัก ซุนดาร์ พิชัย ซีอีโอของ Google กล่าวยอมรับว่า ตัวเขามองเห็น “ความไร้เหตุผลบางส่วน” ที่กำลังขับเคลื่อนการบูมของปัญญาประดิษฐ์ พร้อมเตือนว่า “ไม่มีบริษัทไหน” ที่จะรอดพ้นผลกระทบได้หาก ฟองสบู่แตก
“เมื่อพิจารณาศักยภาพของเทคโนโลยีนี้ ความตื่นตัวก็ดูมีเหตุผลมาก” พิชัยให้สัมภาษณ์กับช่องข่าว BBC ในบทความที่เผยแพร่เมื่อวันอังคาร “แต่ก็จริงเช่นกันว่า เมื่อเราอยู่ในวัฏจักรการลงทุนเช่นนี้ จะมีบางช่วงที่พวกเราทั้งอุตสาหกรรม ‘ลงทุนเกินตัว’ อย่างชัดเจน”
ในปีนี้ บริษัท Google ของพิชัย ได้ตั้งงบค่าใช้จ่ายด้านการลงทุน (Capital Expenditures) ไว้ถึง 93,000 ล้านดอลลาร์ หรือราว 3 ล้านล้านบาท เพื่อเร่งพัฒนาเทคโนโลยีเกิดใหม่อย่าง AI
นอกจากนี้ ซีอีโอ Google ยังเปรียบเทียบสภาพตลาดการลงทุนใน AI ในปัจจุบัน กับยุคเฟื่องฟูของอินเทอร์เน็ต ซึ่งมูลค่าบริษัทเทคโนโลยีช่วงแรกๆ พุ่งสูงผิดปกติ ก่อนที่ “ฟองสบู่ดอตคอม” จะแตกในปี 2000 ว่า
“เราสามารถย้อนกลับไปดูยุคอินเทอร์เน็ตได้ชัดเจน ตอนนั้นมีการลงทุนที่ ‘มากเกินความจำเป็น’ อย่างเห็นได้ชัด แต่ไม่มีใครตั้งคำถามเลยว่าอินเทอร์เน็ตเป็นสิ่งที่เปลี่ยนโลกอย่างลึกซึ้งหรือไม่” พิชัย กล่าว “ผมคาดว่า AI ก็จะเป็นเช่นเดียวกัน ดังนั้นผมมองว่า มีทั้ง ‘ความสมเหตุสมผล’ และก็มีองค์ประกอบของ ‘ความไร้เหตุผล’ ผสมอยู่ในช่วงเวลาแบบนี้เช่นกัน”
เมื่อถูกถามว่า Google จะรับมืออย่างไร หากเกิด ฟองสบู่ AI แตก พิชัยตอบกลับว่า บริษัทเตรียมพร้อมไว้แล้ว แต่ก็ยอมรับว่า “ไม่มีบริษัทใดที่จะรอดพ้นผลกระทบได้ รวมถึงเราเองด้วย”
อย่างไรก็ตาม พิชัยยังกล่าวในเชิงบวกอย่างมากเกี่ยวกับ “ศักยภาพ AI” ในการพลิกโฉมเศรษฐกิจให้ดีขึ้น แม้เขาจะยอมรับว่า AI มีแนวโน้มก่อให้เกิดความปั่นป่วนด้านแรงงาน รวมถึงการตกงานจำนวนหนึ่ง เมื่อภาคธุรกิจเปลี่ยนมาใช้เทคโนโลยี AI
ผู้จัดการกองทุนส่วนใหญ่มอง บริษัทเทคกำลังทุ่มงบเกินตัว
นอกจากมุมมองของซีอีโอ Google แล้ว ผู้จัดการกองทุนส่วนใหญ่ทั่วโลกก็มองว่า บริษัทต่างๆ กำลัง “ลงทุนมากเกินไป” ท่ามกลางกระแสกังวลที่เพิ่มขึ้นว่า การทุ่มงบด้าน AI ในระดับมหาศาลเช่นนี้ อาจไม่สามารถยืนระยะได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว
ผลสำรวจของ “ธนาคาร Bank of America” ในเดือนนี้ระบุว่า ผู้จัดการกองทุนเห็นว่า บริษัทต่างๆ ใช้เงินลงทุนมากเกินไป ซึ่งเป็นครั้งแรกที่ “เสียงส่วนใหญ่” แสดงความเห็นเช่นนี้ ตั้งแต่เริ่มมีข้อมูลในปี 2005
“การพุ่งขึ้นของความกังวลดังกล่าว เกิดจากขนาด และรูปแบบการจัดหาเงินทุนของกระแสการใช้จ่ายลงทุนด้าน AI” นักวิเคราะห์ของ Bank of America ระบุ
ไม่เพียงเท่านั้น กระแสทุ่มงบด้านเทคโนโลยี ยังเปลี่ยนโฉมตลาดเครดิตเช่นกัน บริษัทในสหรัฐได้ออกตราสารหนี้มูลค่ากว่า 200,000 ล้านดอลลาร์ในปีนี้ เพื่อใช้เป็นเงินทุนในโครงการ AI ท่ามกลางคำเตือนเกี่ยวกับ “คลื่นมหาศาล” ของการออกตราสารหนี้ที่จะตามมา
แอนตอน ดอมโบรฟสกี ผู้เชี่ยวชาญพอร์ตตราสารหนี้จาก T Rowe Price มองว่า “ตลาดเครดิตทั้งภาครัฐ และเอกชน กำลังกลายเป็น ‘แหล่งเงินทุนหลัก’ ของการลงทุนด้าน AI และการเติบโตอย่างรวดเร็ว ก็ก่อให้เกิดความกังวลตามมา”
นักวิเคราะห์บางรายเคยเตือนว่า การเพิ่มขึ้นของเงินลงทุน (Capex) โดยเหล่ายักษ์เทค Hyperscalers อาจเริ่มกดดันโครงการซื้อหุ้นคืนของบริษัท ซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ช่วยหนุนราคาหุ้นในปีนี้
นักวิเคราะห์ของธนาคาร Barclays ประเมินว่า ยอดรวมการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับ AI ของยักษ์เทค และบริษัทขนาดเล็กกว่า อาจ “สูงเกิน 10% ของจีดีพีสหรัฐ” ภายในปี 2029
ขณะเดียวกัน ผู้จัดการกองทุนกว่า 50% ที่ร่วมตอบแบบสำรวจของ Bank of America ซึ่งบริหารสินทรัพย์รวมกันประมาณ 500,000 ล้านดอลลาร์ ระบุว่า ราคาหุ้น AI อยู่ใน ‘ภาวะฟองสบู่’ แล้ว
ไม่เพียงเท่านั้น ประมาณ 45% ของผู้จัดการกองทุนมองว่า การลงทุนใน AI ที่ร้อนแรงเกินไป เป็น “ความเสี่ยงที่ใหญ่ที่สุด” ต่อทั้งตลาด และเศรษฐกิจโลก ซึ่งเพิ่มขึ้นจาก 33% เมื่อเดือนก่อน และกลายเป็นประเด็นกังวล มากกว่าความเสี่ยงอื่นๆ เช่น เงินเฟ้อ หรือกำลังซื้อผู้บริโภคสหรัฐลดลง
แต่ในอีกด้านหนึ่ง นักลงทุนกลับ “มั่นใจ” ในตลาดมากขึ้น โดยแม้จะกังวลเรื่องการทุ่มเงินลงทุน AI แต่ดัชนีวัด Sentiment ของนักลงทุน (คำนวณจากสัดส่วนเงินสด, สัดส่วนหุ้น และคาดการณ์เศรษฐกิจ) กลับเพิ่มขึ้นสูงที่สุดตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งเป็นช่วงก่อนที่ ปธน.ทรัมป์สร้างความผันผวนด้วยมาตรการภาษีทั่วโลก
อย่างไรก็ตาม มีสัญญาณเตือนจากตลาดขึ้น เมื่อเงินสดในพอร์ตร่วงต่ำผิดปกติ นักลงทุนถือเงินสดเฉลี่ยในพอร์ตเพียง 3.7% เท่านั้น และ Bank of America ระบุว่า ในอดีตเมื่อสัดส่วนเงินสดลดลงมาระดับนี้ มักตามด้วยตลาดหุ้นปรับตัวลง และพันธบัตรรัฐบาลปรับตัวขึ้นภายในช่วง 1–3 เดือนถัดมา
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์





