วันพุธ ที่ 1 เมษายน 2569

Login
Login

'หนาว' เพราะ 'โจรกรรมลูฟวร์' | อาหารสมอง

'หนาว' เพราะ 'โจรกรรมลูฟวร์' | อาหารสมอง

โจรกรรมที่พิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ (Louvre Museum) ในกรุงปารีสเมื่อเร็วๆ นี้ ทำให้ชาวโลกตะลึงในความรวดเร็วและประสิทธิภาพในการทำงานที่ใช้เวลาไม่กี่นาทีได้เครื่องเพชรไปเป็นมูลค่ากว่า 88 ล้านยูโร (ประมาณ 3,300 ล้านบาท)

อาชญากรรมที่ง่ายดายและได้รับผลตอบแทนสูงเช่นนี้ ทำให้เกิดความเป็นห่วงความปลอดภัยของอีกหลายร้อยหลายพันพิพิธภัณฑ์ในโลก 

การโจรกรรมยังเตือนให้นึกถึงเหตุการณ์ครั้งสำคัญที่พิพิธภัณฑ์แห่งเดียวกันนี้เมื่อ 100 กว่าปีก่อน ที่ทำให้ภาพวาดหนึ่งกลายเป็นสิ่งอมตะของโลก โจรกรรมครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อกลางเดือน ต.ค.2568 โจรที่อยู่ในร่างของคนงานก่อสร้างเข้าไปขโมยอย่างซึ่งหน้าในเวลากลางวันแสกๆ หลังจากที่พิพิธภัณฑ์เปิดให้เข้าชมไม่กี่นาที ทั้งหมดใช้เวลา 8 นาที โดย 4 นาทีในพิพิธภัณฑ์ และอีก 4 นาทีนอกอาคาร

เรื่องก็มีอยู่ว่าคนงานก่อสร้าง 2 คนขึ้นไปชั้นสองของอาคารผ่านระเบียงโดยอาศัยรถยกของแบบลิฟต์ จากนั้นก็ใช้เลื่อยตัดกระจกหน้าต่าง สัญญาณเกิดดังขึ้นมีการ์ดวิ่งมาแต่โจรก็ขู่ด้วยอาวุธพร้อมกับคว้าของล้ำค่า 9 ชิ้น จาก 2 ตู้ที่ตั้งแสดง จากนั้นก็ลงมาถึงพื้นดินด้วยรถยก และเพื่อนอีก 2 คนก็รับขึ้นรถสกู๊ตเตอร์วิ่งหายไป

9 ชิ้นนั้นประกอบด้วยสมบัติล้ำค่าของชาติทั้งสิ้น อันได้แก่ มงกุฎเพชร ตุ้มหูและสร้อยคอเพชร เครื่องเพชรอื่น ๆ ที่โดดเด่นที่สุดคือ มงกุฎของพระเจ้าหลุยส์ที่ 15 ชุดสร้อยคอมรกต ตุ้มหูเพชรของจักรพรรดินี Maria Louise และเข็มกลัดกับรัดเกล้า ของจักรพรรดินี Eugénie de Montijo

แต่ในขณะที่กำลังหนีได้ทำชิ้นหลังนี้หล่นจึงได้ไปทั้งหมด 8 ชิ้น ทางการฝรั่งเศสแถลงว่าของที่ถูกขโมยไปเป็นมรดกของชาติ มีค่าเกินกว่าที่จะประเมินได้เพราะเป็นสิ่งที่ตกทอดมาจากประวัติศาสตร์ และเป็นความภูมิใจของชาวฝรั่งเศส

ภายในเวลาเพียง 6 วัน ตำรวจก็จับผู้ต้องสงสัยได้ 2 คน หลังจากสอบสวนและเก็บหลักฐาน DNA นับร้อยชิ้นจากเหงื่อ น้ำลาย เซลล์ผิวหนัง เส้นผม ฯลฯ ตลอดจนหลักฐานอื่นๆ ที่น่าแปลกใจก็คือ โจรวางแผนกันมาเป็นอย่างดีและแผนการก็ง่ายๆ ไม่มีอะไรซับซ้อนเหมือนภาพยนตร์แนวนี้ แต่กลับทิ้งร่องรอยไว้มากมายนับตั้งแต่ที่ตัดกระจก บันได หมวก รถยกของและอุปกรณ์ในการโจรกรรมอีกหลายชิ้น 

หลักฐาน DNA คือ กุญแจนำไปสู่การจับกุมอีก 5 คน ตำรวจเชื่อว่าในการทำงานสนามมี 4 คนร่วมกันเป็นทีม ส่วนที่เหลืออาจมีส่วนร่วมในลักษณะอื่นๆ อย่างไรก็ดีประเด็นสำคัญก็คือสิ่งที่ถูกโจรกรรมไปทั้งหมดนั้นตำรวจยังไม่รู้ว่าอยู่ที่ไหน

การสอบสวนพบว่าพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ตระหนักดีถึงจุดอ่อนในการดูแลทรัพย์สิน ได้ตรวจประเมินและกำลังอยู่ในช่วงเวลาของการแก้ไขแต่ก็มาถูกโจรกรรมเสียก่อน ครั้งสุดท้ายที่พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ถูกโจรกรรมก็คือเมื่อปี 2541 ภาพวาดมีชื่อถูกขโมยไป ในรอบ 2-3 ปีที่ผ่านมาพิพิธภัณฑ์ฝรั่งเศสหลายแห่งถูกโจรกรรมเพราะปัญหาการดูแลทรัพย์สิน

พ.ย.2567 สองพิพิธภัณฑ์ถูกขโมยและ อีกพิพิธภัณฑ์หนึ่งในเดือน ก.ย.2568 ในเวลาห่างกันไม่กี่วันโจรขโมยทองคำมูลค่า 600,000 ยูโร (22.6 ล้านบาท) จาก The National Museum of Natural History ในกรุงปารีส

โจรกรรมของพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ที่ดังสุด ๆ เกิดขึ้นในปี 2454 โดยช่างไม้ชาวอิตาลีชื่อ Vincenzo Peruggia ผู้เคยทำงานให้พิพิธภัณฑ์ติดตั้งกล่องกระจกป้องกันรูปภาพศิลปะที่สำคัญ ในวันที่ 20 ส.ค.เขาซ่อนตัวในพิพิธภัณฑ์ข้ามคืนและในวันรุ่งขึ้นที่พิพิธภัณฑ์ปิดทำการเพื่อซ่อมแซม

เขาถอดกรอบรูปและนำภาพวาด La Joconde ขนาด 77 x 53 เซนติเมตรม้วนซ่อนในเสื้อทำงานและเดินออกไปอย่างสบายๆ กว่าจะรู้ว่าภาพถูกขโมยก็ผ่านไปแล้วเป็นเวลากว่า 24 ชั่วโมง

ภาพนี้หายไปอย่างไร้ร่องรอยเป็นเวลากว่า 2 ปี กระทั่ง ธ.ค.2456 Peruggia พยายามขายภาพนี้ให้แก่พ่อค้าศิลปะ ซึ่งตกตะลึงเมื่อเห็นภาพวาดและแจ้งตำรวจ ภาพวาดนี้ก็คือ Mona Lisa ซึ่งเป็นอีกชื่อเรียกหนึ่งของภาพที่วาดโดย Leonardo da Vinci จากนั้นได้กลับมาแขวนที่พิพิธภัณฑ์ลูฟวร์และอยู่ที่นั่นตลอดมา ปัจจุบันมีนักท่องเที่ยวเข้าชมไม่ต่ำกว่าปีละ 10 ล้านคน (80% ของผู้เข้าพิพิธภัณฑ์ต้องการชมภาพ Mona Lisa)

การโจรกรรมครั้งนั้นได้เปลี่ยนสถานะของภาพวาดหนึ่งให้เป็นอมตะ อีกทั้งทำให้มีการยกเครื่องการดูแลทรัพย์สินศิลปะของพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ครั้งใหญ่ อย่างไรก็ดีวันเวลาผ่านไป ความเข้มข้นก็ลดลงจนพ่ายแพ้แก่ความง่ายดายในการขโมยในที่สุด

หลังเหตุการณ์โจรกรรมปี 2568 ชาวโลกต่างวิพากษ์วิจารณ์และสงสัยเป็นอันมากว่าอะไรเป็นเหตุจูงใจและใครเป็นตัวการใหญ่ที่อยู่เบื้องหลัง และจะได้สมบัติคืนมาครบหรือไม่ ข้อสังเกตพอสรุปได้ดังนี้ (1) โจรไม่สนใจเพชรมีค่าเม็ดอื่นที่อยู่ในบริเวณเดียวกัน เช่น เพชรเม็ดชื่อ Regent (มูลค่า 5 ล้านยูโร หรือ190 ล้านบาท) Sancy (400 ล้านบาท) Hortensia (500 ล้านบาท) หากมุ่งไปที่มรดกล้ำค่าของชาติ 

ดังนั้นจึงไม่น่าจะเป็น “โจรกระจอก” น่าจะมีผู้วางแผนในระดับบนที่จะได้ประโยชน์และน่าจะเป็นผู้มีเงินทุน เนื่องจากของที่ขโมยไปนั้นในระยะสั้นไม่อาจขายอย่างเปิดเผยหรือแม้แต่ใต้ดินก็ตาม หรืออีกแผนหนึ่งคือการถอดเป็นเม็ดๆ เพื่อขายซึ่งง่ายกว่า แต่ก็จำเป็นต้องมีเครือข่ายช่วยในการดำเนินการ

(2) การประสานงานในการโจรกรรม ไม่ว่าเรื่องความรวดเร็วที่เข้าขโมยหรือหนี เป็นการกระทำของมืออาชีพก็จริง แต่ก็หนีความจริงที่ว่า “ทุกอาชญากรรมย่อมทิ้งร่องรอย” ไม่พ้น โจรได้ทิ้งหลักฐานไว้มากมายราวกับว่าไม่มีการวางแผนที่ดี เชื่อว่าอาจเป็นผลจากความร้อนรนจากกริ่งสัญญาณเตือนโจรกรรม หรือจากความหยิ่งผยองว่าได้ทำงานใหญ่สำเร็จแล้วด้วยวิธีที่แสนง่ายจนประมาทและถึงจุดจบในที่สุด

(3) น่าจะมี “คนใน” ของพิพิธภัณฑ์ให้ข้อมูลสำคัญ จนเลือกวันและเวลาได้อย่างเหมาะเจาะและเลือกมรดกของชาติได้อย่างตรงจุดในเวลาอันรวดเร็ว ซึ่งหมายความว่ามีเครือข่ายสนับสนุนทั้งการขโมยและการนำไปขายต่อ

บทเรียนสำคัญของงานนี้ก็คือ ทุกพิพิธภัณฑ์ในโลกที่เก็บของมีค่าต้องระวังอย่างยิ่ง เมื่อมีคนสามารถใช้เวลา 8 นาทีในการทำงานและได้เงินก้อนโตนับพันล้านก็จะเย้ายวนใจให้เลียนแบบ 

ผมเคยไปงานเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์แห่งชาติของบ้านเราในเวลากลางคืนที่ภาคเอกชนจัดขึ้นเมื่อหลายปีก่อน และรู้สึกหวาดหวั่นในการเกิดโจรกรรมเพราะความมืดนั้นเป็น “มหามิตรของสิ่งชั่วร้าย” เสมอ  โจรกรรมครั้งนี้สอนให้รู้ว่าพิพิธภัณฑ์แห่งชาติคงจะต้องเลิกการอนุญาตในลักษณะนี้

เพราะแค่ป้องกันการขโมยในตอนกลางวันก็เหนื่อยมากพออยู่แล้ว เมื่อมีความมืดเป็นตัวช่วย (โจร) ก็อาจต้องปราชัยเข้าสักวัน อย่าลืมว่าโลกเรามีคนชั่วที่โลภมองหาช่องทางอยู่เสมอ