กระทรวงการต่างประเทศเผย นายกฯ อนุทินทำหนังสือแจ้งประธานาธิบดีทรัมป์แล้ว หลังสหรัฐสอบถามข้อเท็จจริงสถานการณ์ไทย-กัมพูชา เชื่อไทยไม่เสียเปรียบ ประชาคมโลกเข้าใจ
ในการแถลงข่าวเรื่องสถานการณ์ชายแดนไทย - กัมพูชา ประจำวันศุกร์ (14 พ.ย.) นายนิกรเดช พลางกูร อธิบดีกรมสารนิเทศ กระทรวงการต่างประเทศ ตอบคำถามผู้สื่อข่าวถึงท่าทีของสหรัฐว่า นายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล ทำหนังสือแจ้งประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐแล้ว ตามที่สหรัฐสอบถามข้อเท็จจริง
“ซึ่งก็เป็นหน้าที่ของเขาที่ต้องตรวจสอบข้อเท็จจริง สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงวอชิงตัน ได้ติดต่อใกล้ชิดกับกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐ เช่นเดียวกับกระทรวงการต่างประเทศไทยติดต่อใกล้ชิดกับสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐประจำประเทศไทย ให้ข้อมูลตามที่สอบถามมา ทั้งสองฝ่ายมีการติดต่อหารือกันอยู่”
ส่วนข้อเรียกร้องสามข้อของไทยที่มีต่อกัมพูชานั้น โฆษกเผยว่า ยังไม่มีการตอบรับใดๆ ไทยยังไม่ได้รับหนังสือหรือข้อความแสดงความเสียใจจากกัมพูชา ไทยจึงยังคงระงับการปฏิบัติตาม Joint Declaration ต่อไป ขณะที่การปราบสแกมเมอร์ที่อาจต้องขอความร่วมมือจากกัมพูชา โฆษกกระทรวงการต่างประเทศยืนยันว่า สองเรื่องที่ไทยจะไม่หยุดทำคือการปราบปรามสแกมเมอร์และการกู้ทุ่นระเบิดที่อยู่ในเขตอธิปไตยของไทย
“การปราบปรามสแกมเมอร์เป็นวาระแห่งชาติ เราดำเนินการต่อแน่นอน และดำเนินการอย่างแข็งขันด้วย และหวังว่ากัมพูชาจะให้ความร่วมมือ เรื่องนี้มากกว่าไทย-กัมพูชา เป็นเรื่องของภูมิภาค เป็นเรื่องของอาเซียน เป็นเรื่องของโลก ถ้ากัมพูชามีความรับผิดชอบต่อประชาคมระหว่างประเทศ เรื่องนี้ก็น่าจะถูกแยกออกจากเรื่องของชายแดน” โฆษก กต.ย้ำ
- ไทยไม่เสียเปรียบในเวทีโลก
ผู้สื่อข่าวถามต่อไปว่า บางคำที่นายกรัฐมนตรีให้สัมภาษณ์ทำให้เกิดข้อกังวลว่าอาจทำให้ไทยเสียเปรียบในเวทีโลก โฆษกอธิบายว่า นายกฯ กล่าวถึงเรื่องไทยยุติการปฏิบัติตาม Joint Declaration ขณะลงตรวจพื้นที่ ซึ่งจะเป็นการเสียเปรียบได้อย่างไรในเมื่อไทยเป็นฝ่ายถูกละเมิด คนที่ฉีก Join Declaration คือกัมพูชา “โดยการตัดรั้วลวดหนาม เข้ามาวางทุ่นระเบิด แล้วยิงยั่วยุ”
ตนมองตรงกันข้ามว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจะทำให้ประชาคมโลกเห็นว่า ไทยเป็นเหยื่อ จึงเป็นเรื่องปกติที่ฝ่ายไทยจะลุกขึ้นมาบอกว่า เราจะมีปฏิกริยาต่อเรื่องนี้ และไทยได้ทำหนังสือแจ้งประเทศที่เกี่ยวข้องที่สุดซึ่งก็คือสหรัฐและมาเลเซีย ผู้สังเกตการณ์การลงนามปฏิญญาร่วม





