งานวันชาติของประเทศหนึ่งๆ บ่งบอกเรื่องราวมากมายเกี่ยวกับประเทศนั้น เมื่อวันก่อน World Pulse ได้ไปร่วมงานวันแห่งชัยชนะปีที่ี 5 และวันแห่งธงชาติของสาธารณรัฐอาเซอร์ไบจาน ได้ฟังถ้อยแถลงของเอกอัครราชทูตเอลชิน รากุบ โอกลู บาชีรอฟ (H.E. Mr. Elchin Ragub oglu Bashirov) กล่าวกับแขกผู้มีเกียรติ พบคีย์เวิร์ดน่าสนใจสมควรนำมาเล่าสู่กันฟัง
เริ่มต้นที่วันแห่งธงชาติ ท่านทูตกล่าวว่า สาธารณรัฐอาเซอร์ไบจานเริ่มใช้ธงไตรรงค์ (สามสี) เป็นครั้งแรกในวันที่ 9 พ.ย.1918 ตอนนั้นยังเป็นสาธารณรัฐประชาธิปไตยแห่งแรกของโลกมุสลิม
ธงผืนนี้ซึ่งเป็นสัญลักษณ์อำนาจอธิปไตยของอาเซอร์ไบจานและเป็นที่มาแห่งความภาคภูมิใจของประชาชน ได้รับการรับรองให้เป็นธงชาติอาเซอร์ไบจานอีกครั้งในปี 1991 ตามความคิดริเริ่มของเฮย์ดาร์ อาลีเยฟ ผู้นำของชาวอาเซอร์ไบจาน สีที่ปรากฏอยู่บนผืนธงสะท้อนถึงอัตลักษณ์ของประชาชนสีน้ำเงินหมายถึงรากเหง้าของชาวเติร์ก สีแดงหมายถึงความปรารถนาที่จะสร้างสังคมสมัยใหม่และพัฒนาประชาธิปไตย สีเขียวหมายถึงการเป็นส่วนหนึ่งของอารยธรรมอิสลามของอาเซอร์ไบจาน
วันที่ 12 พ.ย. เป็นวันรัฐธรรมนูญแห่งสาธารณรัฐอาเซอร์ไบจาน ซึ่งได้รับการรับรองในปี 1995 เป็นรากฐานสำคัญแห่งความเป็นรัฐ อธิปไตย และพัฒนาการด้านประชาธิปไตยของอาเซอร์ไบจาน สร้างหลักประกันปกป้องสิทธิมนุษยชนและหลักนิติธรรมของประเทศ ในวาระ 30 ปีของรัฐธรรมนูญ และ 5 ปีของชัยชนะในสงครามรักชาติ ประธานาธิบดีจึงประกาศให้ปี 2025 เป็น “ปีแห่งรัฐธรรมนูญและประชาธิปไตย”
นั่นคือข้อมูลจากทูตอาเซอร์ไบจาน ที่ฟังแล้วทำให้รู้จักประเทศนี้เพิ่มขึ้นมาอีกนิด เพราะสำหรับคนที่ติดตามข่าวต่างประเทศส่วนใหญ่จะได้ยินเฉพาะเรื่องราวความขัดแย้งระหว่างอาเซอร์ไบจานกับอาร์เมเนียเพื่อนบ้านพรมแดนติดกัน ข้อมูลจากรอยเตอร์ระบุว่า ทั้งอาร์เมเนียและอาเซอร์ไบจานที่ต่างก็เคยเป็นอดีตสหภาพโซเวียตด้วยกันทั้งคู่ขัดแย้งเรื่องนากอร์โน-คาราบัคมาเกือบสี่สิบปีแล้วหลังสหภาพโซเวียตล่มสลาย
นากอร์โน-คาราบัค ภูมิภาคบนภูเขาของอาเซอร์ไบจาน ซึ่งมีประชากรส่วนใหญ่เป็นชาวอาร์เมเนีย ได้แยกตัวออกจากอาเซอร์ไบจาน โดยรับการสนับสนุนจากอาร์เมเนีย ต่อมาในปี 2023 อาเซอร์ไบจานได้กลับมาควบคุมภูมิภาคนี้อย่างเต็มรูปแบบ ส่งผลให้ชาวอาร์เมเนียเกือบทั้ง 100,000 คนในดินแดนนี้อพยพไปยังอาร์เมเนีย
ความขัดแย้งและการสู้รบเป็นข่าวอยู่เนืองๆ จนกระทั่งเมื่อวันที่ 8 ส.ค. ประธานาธิบดีอิลฮัม อาลีเยฟของอาเซอร์ไบจาน และนายกรัฐมนตรีนิโคล ปาชินยานของอาร์เมเนีย ได้ลงนามสันติภาพกันที่ทำเนียบขาวต่อหน้าประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (ฉากนี้คุ้นๆ ว่าเคยเกิดที่กัวลาลัมเปอร์ มาเลเซียเมื่อเร็วๆ นี้)
ในสปีชของท่านทูตบาชีรอฟได้ระบุถึงเหตุการณ์สำคัญเมื่อวันที่ 8 ส.ค.ไว้เช่นกันและว่า พื้นที่คาราบัคของอาเซอร์ไบจานนั้นได้ชื่อว่าถูกวางทุ่นระเบิดมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ปัจจุบันรัฐบาลทำโครงการฟื้นฟูบูรณะและสร้างโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ เก็บกู้ทุ่นระเบิดออกจากพื้นที่ สร้างอาคารบ้านเรือน โรงเรียน โรงพยาบาล ให้คนที่เคยพลัดที่นาคาที่อยู่กลับไปใช้ชีวิตได้
World Pulse หยิบถ้อยแถลงของเอกอัครราชทูตอาเซอร์ไบจานมาเขียนประกอบกับรายงานข่าวจากรอยเตอร์เพื่อเป็นอุทธาหรณ์ว่า เพื่อนบ้านก็เหมือนลิ้นกับฟัน กระทบกระทั่งกันเป็นเรื่องธรรมดา หนักหน่อยก็กลายเป็นสงคราม มีผู้แพ้ ผู้ชนะก็จริง แต่ก็เกิดความเสียหายทั้งชีวิตและทรัพย์สิน อีกทั้งประเด็นปัญหาอาจไม่ได้ยุติจริงเพียงแต่ผลของสงครามอาจทำให้เรื่องนั้นไม่ถูกพูดถึงไประยะหนึ่งก่อนจะมีปัจจัยใหม่โหมกระพือเข้ามาให้ปะทุขึ้นมาอีก
สิ่งสำคัญที่ต้องตระหนักคือขึ้นชื่อว่าเป็นประเทศเพื่อนบ้านกันแล้วไม่มีใครย้ายหนีใครได้ ทำอย่างไรถึงจะอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุขเป็นเรื่องที่ต้องคิดให้ดี





