ผู้เชี่ยวชาญต่างชาติไม่มั่นใจตั้งแต่แรกว่าข้อตกลงหยุดยิงไทย-กัมพูชา ที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เข้ามาข้องเกี่ยวจะดำรงอยู่ได้นาน ขณะนี้ได้แต่รอดูท่าทีของผู้นำสหรัฐ
จากเหตุทหารไทยเหยียบทุ่นระเบิดเมื่อวันจันทร์ (10 พ.ย.68) เป็นเหตุให้รัฐบาลไทยประกาศระงับปฏิบัติตาม Joint Declaration ที่ลงนามกันเมื่อวันที่ 26 ต.ค.68 ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย สำนักข่าวสกายนิวส์ รายงานว่า การหยุดยิงครั้งนี้ทรัมป์อ้างว่า เป็นหนึ่งในแปดสงครามที่รัฐบาลของตนยุติได้ในรอบแปดเดือน เป็นที่ทราบกันดีว่าทรัมป์อยากได้รางวัลโนเบลสันติภาพเหมือนที่ประธานาธิบดีบารัก โอบามา เคยได้ ความพยายามทางการทูตที่ทรัมป์ทำก็เพื่อเป้าหมายนี้
ทรัมป์จับทั้งสองฝ่ายขึ้นโต๊ะเจรจาหลังขู่ว่าสหรัฐจะระงับการเจรจาการค้า แต่ผู้เชี่ยวชาญคาใจตลอดมาว่าสันติภาพจะเกิดขึ้นได้อย่างไร
แมทธิว วีเลอร์ นักวิเคราะห์อาวุโสด้านเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จากอินเตอร์เนชันแนลไครสิสกรุ๊ปในเบลเยียม กล่าวว่า เป็นเรื่องคาดหมายได้ว่าการหยุดยิงจะล่ม
“เป็นที่คาดการณ์ได้ว่าข้อตกลงดังกล่าวจะล้มเหลว เนื่องจากสรุปกันด้วยเรื่องการค้าที่ไม่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งก็เพื่อเอาใจประธานาธิบดี และทรัมป์เองก็ต้องการให้คนมองว่าเป็นผู้สร้างสันติภาพ”
ด้านเซาท์ไชนามอร์นิงโพสต์รายงานว่า ราวสองสัปดาห์หลังทรัมป์อ้างว่า “สันติภาพ” ระหว่างไทย-กัมพูชาเกิดขึ้นแล้ว ข้อตกลงสันติภาพกัวลาลัมเปอร์ที่เขาเป็นประธานก็สุ่มเสี่ยงล่ม
เหล่านักวิเคราะห์มองว่า การไม่ไว้วางใจกันตั้งแต่ต้นเป็นตัวบ่อนทำลายการหยุดยิง
“การหยุดยิงมักจบลงด้วยความล้มเหลวเสมอ การหยุดยิงใดๆ ที่เคยมีล่มลงอย่างรวดเร็ว ความขัดแย้งชายแดนระหว่างสองประเทศน่าจะปะทุขึ้นเร็วๆ นี้” พอล แชมเบอร์ส ผู้เชี่ยวชาญด้านกองทัพไทย นักวิจัยรับเชิญจากสถาบันไอเอสอีเอเอส ยูโซฟ อิชัค ในสิงคโปร์ กล่าวและว่า กองทัพไทยยังควบคุมนโยบายชายแดน ทำให้นายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล ไม่สามารถมีอิทธิพลเหนือการตัดสินใจของกองทัพได้
“ฝ่ายกัมพูชาเองก็ไม่ได้สนใจหยุดยิงอย่างแท้จริงเหมือนกัน” แชมเบอร์ส กล่าวเสริม
นอกจากนี้ความรู้สึกชาตินิยมเพิ่มมากขึ้นในสองประเทศ หลายคนในประเทศไทยไม่พอใจเมื่อรับรู้ว่าถูกสหรัฐใช้คำขู่ขึ้นภาษีมาบีบให้หยุดยิง
“ไทยหงุดหงิดที่ทรัมป์ และสหรัฐดูเหมือนเข้าข้างกัมพูชามากกว่า ทั้งยังหงุดหงิดที่จีนดูเหมือนเข้าข้างกัมพูชา” แชมเบอร์ส ระบุ
หลังยุติความเป็นปฏิปักษ์ต่อกันทั้งสองประเทศได้ลดภาษีเหลือ 19% หรือราวครึ่งหนึ่งจากที่เคยถูกรัฐบาลวอชิงตันข่มขู่ไว้ตอนแรก
กัมพูชาซึ่งเสนอชื่อทรัมป์ชิงรางวัลโนเบลสันติภาพจากความพยายามของเขา สามารถปิดดีลการค้าฉบับสมบูรณ์กับสหรัฐได้ ขณะที่ไทยเห็นชอบกรอบเค้าโครงข้อตกลง พร้อมให้คำมั่นให้สิทธิพิเศษสหรัฐเข้าถึงแร่ธาตุหายากของไทย
นักวิเคราะห์กล่าวด้วยว่า ดีลกัวลาลัมเปอร์เห็นได้ชัดว่าทำกันอย่างเร่งรีบ ไม่ได้แก้ไขรากเหง้าของความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชา และความรู้สึกชาตินิยมที่พลุ่งพล่านของทั้งสองฝ่ายได้
“สิ่งที่สองฝ่ายเห็นชอบกันในกัวลาลัมเปอร์ไม่ใช่ข้อตกลงสันติภาพเท่าใดนัก เป็นแค่คำสัญญาว่าจะดำเนินมาตรการสร้างความเชื่อมั่น” วีเลอร์ กล่าวและว่า ขณะนี้ความสนใจกลับไปสู่ทำเนียบขาว และท่าทีต่อไปของประธานาธิบดีสหรัฐ
"เรารอดูว่าทรัมป์จะรับมือกับการที่ข้อตกลงที่เขาสนับสนุนล่มลงอย่างไร เขาอาจใช้ภาษีเป็นเครื่องมือกดดันได้ง่ายๆ แต่ไม่แน่ชัดว่าจะได้ผลเนื่องจากหลายคนในไทยเชื่อว่า อธิปไตยของชาติกำลังตกอยู่ในความเสี่ยง"
สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวเมื่อวันอังคาร (11 พ.ย.68) ว่า ไทยตัดสินใจอธิบายให้สหรัฐ และมาเลเซีย ประธานอาเซียนทราบในฐานะผู้อำนวยความสะดวกกระบวนการหยุดยิง
“สิ่งที่กัมพูชาพูดยังไม่พอ เราต้องดูท่าทีของกัมพูชานับจากนี้เป็นต้นไป” สีหศักดิ์ กล่าว
ด้านโมห์ด นิซัม จัฟฟาร์ ผู้บัญชาการทหารบกมาเลเซีย กล่าวกับสื่อท้องถิ่นเมื่อวันอังคารว่า อาจต้องมีการ “หยุดพักชั่วคราว” เพื่อให้สถานการณ์สงบ แต่ทางการ “หวังเป็นอย่างยิ่งว่ากระบวนการสันติภาพจะเดินหน้าต่อไป”
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์





