วันพุธ ที่ 11 มีนาคม 2569

Login
Login

วิกฤตการคลัง ‘อินโดฯ’ ซูเบียนโตเตรียมใช้ 'ไพ่ใบสุดท้าย'

วิกฤตการคลัง ‘อินโดฯ’  ซูเบียนโตเตรียมใช้ 'ไพ่ใบสุดท้าย'

สำนักข่าวดิอีโคโนมิสต์รายงานบทวิเคราะห์เกี่ยวกับความนิยมที่ลดลงของประธานาธิบดีปราโบโว สุเบียนโต ของอินโดนีเซีย หลังดำรงตำแหน่งได้เพียงหนึ่งปี จากความไม่สงบทางการเมือง ตลาดแรงงานที่ชะลอตัว และอุปสรรคอื่น ๆ ที่เข้ามากีดกันให้ไม่สามารถทำตามสัญญาที่เคยได้หาเสียงไว้ ว่าจะทำให้เศรษฐกิจเติบโต และสร้างการเปลี่ยนแปลงทางสังคมแก่ประเทศ 

นายปราโบโว และคณะรัฐมนตรีพยายามทำทุกวิถีทางในการจัดหางบประมาณ เพื่อให้การบริการจัดการภาครัฐเป็นไปอย่างดีที่สุด โดยนายปูร์บายา ยูธี ซาเดวา รัฐมนตรีคลังคนใหม่ พุ่งเป้าไปที่เงินสดสำรองของรัฐบาลอินโดนีเซีย มูลค่า 2.7 หมื่นล้านดอลลาร์ ซึ่งรู้จักกันในชื่อ “ซัลโด อังการาน เลบีห์” (SAL) หรือเงินงบประมาณส่วนเกินสะสม 

เงินงบประมาณส่วนเกินสะสม เป็นเงินสดที่เก็บเอาไว้จากการจัดสรรงบประมาณในอดีต ซึ่งศรี มุลยานี อินทราวาตี อดีตรัฐมนตรีคลัง ตั้งเป้าจะเก็บเอาไว้เป็นกองทุนสำรองฉุกเฉิน 

นายปูร์บายา วางแผนที่จะใช้เงินกว่าครึ่งของ SAL ภายในสิ้นปี 2568 หลังจากที่ได้อัดฉีดเงิน 1.2 หมื่นล้านดอลลาร์จากกองทุนนี้เข้าสู่ธนาคารของรัฐหลายแห่งในเดือน ก.ย. ที่ผ่านมา โดยนายปูร์บายากล่าวว่า SAL ที่มีขนาดเล็กลง จะไม่เป็นอุปสรรคต่อการบริหารเงินสดของรัฐบาล และเงินที่ได้รับการจัดสรรไปให้ธนาคารของรัฐจะเป็นปัจจัยช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้

นายปูร์บายาเข้ามามีบทบาททางการเมืองหลังนายปราโบโว ปลดศรี มุลยานี ออกจากตำแหน่ง จากเหตุการณ์การประท้วงต่อต้านรัฐบาลในเดือน ส.ค. ซึ่งเหตุการณ์ในครั้งนั้นได้ทำให้บ้านของศรี มุลยานี ถูกบุกปล้น โดยนายปูร์บายาถูกมองว่ามีความเข้มงวดทางการคลังน้อยกว่าและมีความยืดหยุ่นมากกว่าศรี มุลยานี

ในการจะบรรลุเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจ 8% ที่ประธานาธิบดีปราโบโวได้ตั้งเอาไว้ นายปูร์บายาจึงได้ให้คำมั่นสัญญาว่า อินโดนีเซียจะมีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้นจาก 5% ในปัจจุบัน เป็น 6-7% ในปีหน้า โดยหวังว่าคำสัญญานี้จะช่วยลดความตึงเครียดระหว่างรัฐบาลกับผู้ประท้วงลงได้บ้าง โดย ปูร์บายากล่าวหลังเข้ารับตำแหน่งได้ไม่นานว่า “ประชาชนจะง่วนอยู่กับการทำงานและได้กินดีอยู่ดี แทนที่จะต้องออกมาประท้วง” 

เมื่อพิจารณาวิธีการของปูร์บายา จะพบว่าไม่ได้แหวกแนวไปจากแนวปฏิบัติตามปกติโดยสิ้นเชิง โดยในสัปดาห์ที่ผ่านมา เขาได้ออกมาปกป้องความเป็นอิสระของธนาคารกลางอินโดนีเซีย พร้อมกันนั้นตลาดหุ้นก็ปรับตัวสูงขึ้น และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลก็ต่ำกว่าช่วงต้นปี

อย่างไรก็ตาม ฐานะการคลังของรัฐบาลกำลังเผชิญกับภาวะวิกฤต จากการขาดดุลงบประมาณที่เพิ่มขึ้นจนเกือบจะเกินเพดานที่กฎหมายกำหนดเอาไว้ที่ 3% ของ GDP ส่วนหนึ่งเป็นเพราะราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่เป็นรายได้หลักของอินโดนีเซีย เช่น ถ่านหินและนิกเกิล มีราคาถูกลงมาก 

แม้การคาดการณ์งบประมาณปี 2569 จะถูกมองว่าเป็นการมองโลกในแง่บวกมากเกินไป ประธานาธิบดีปราโบโวยังคงยืนยันที่จะใช้จ่ายตามลำดับความสำคัญ โดยนโยบายต่าง ๆ ของเขาประกอบไปด้วย นโยบายอาหารกลางวันนักเรียนฟรี และโครงการสหกรณ์สินเชื่อภายในหมู่บ้าน

มาตรฐานทางการคลังที่อ่อนแอลง ทำให้นักลงทุนต่างชาติทยอยขายพันธบัตรรัฐบาลอินโดนีเซีย ออกไปแล้วกว่า 6 พันล้านดอลลาร์ นับตั้งแต่เดือน ส.ค. โดยสัดส่วนการถือครองสินทรัพย์ของชาวต่างชาติลดลงจากจุดสูงสุดที่ 39% ในช่วงก่อนเกิดการระบาดของเชื้อไวรัสโควิด 19 เหลือเพียง 14% ในปัจจุบัน

ในการนี้ ธนาคารกลางอินโดนีเซียได้เข้ามาแทรกแซง และรับซื้อพันธบัตรเหล่านั้น ซึ่งทำให้ในปัจจุบัน ธนาคารกลางอินโดนีเซียถือครองพันธบัตรรัฐบาลสกุลเงินรูเปียห์อยู่ราวหนึ่งในสี่ของจำนวนพันธบัตรรัฐบาลทั้งหมด 

ท้ายที่สุด บทวิเคราะห์ระบุว่า จริงอยู่ที่ว่าการลดการพึ่งพาเงินทุนจากต่างประเทศอาจทำให้อินโดนีเซียมีความเสี่ยงจากภาวะช็อคทางการเงินที่มีสาเหตุมาจากปัจจัยภายนอกประเทศที่ลดลงด้วย แต่หากความเชื่อมั่นในเสถียรภาพทางการคลังของประเทศลดน้อยลง การจะฟื้นคืนให้กลับมาก็อาจไม่ใช่เรื่องง่ายเช่นกัน