เงินเปโซฟิลิปปินส์ ‘ดิ่งแตะระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์’ ท่ามกลางวิกฤติศรัทธาที่ปะทุจาก ‘คดีคอร์รัปชัน’ โครงสร้างพื้นฐานครั้งใหญ่ ซึ่งสั่นคลอนทั้งเศรษฐกิจ และความเชื่อมั่นนักลงทุนทั่วโลก จากสัญญาเท็จ และงบประมาณที่หายไป สู่การไหลออกของเงินทุน และการชะลอตัวทางเศรษฐกิจ
เว็บไซต์นิกเคอิ เอเชียรายงานว่า “เงินเปโซ” ของฟิลิปปินส์ กำลัง “อ่อนค่าลงอย่างรุนแรง” และมีการซื้อขายแตะ “ระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์” ความอ่อนแอนี้ไม่ได้เกิดจากการแข็งค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐเท่านั้น แต่ยังเกิดจาก “ปัญหาภายในประเทศที่ร้ายแรง” อย่างคดีคอร์รัปชันขนาดใหญ่ในโครงการโครงสร้างพื้นฐานของรัฐบาล ซึ่งสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจ จนธนาคารกลางฟิลิปปินส์จำเป็นต้องดำเนินนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายต่อไป
สำหรับข้อกล่าวหา “คอร์รัปชันเชิงระบบ” ที่ถูกเปิดเผยโดยหน่วยสอบสวนต่อต้านคอร์รัปชันของประธานาธิบดีเฟอร์ดินานด์ มาร์กอส จูเนียร์ คดีอื้อฉาวนี้เกี่ยวกับการจัดทำสัญญาเท็จ การยักยอกงบประมาณภาครัฐ และโครงการก่อสร้างที่ได้รับเงินไปแล้ว แต่ไม่เคยสร้างจริง จนทำให้เกิด “วิกฤติศรัทธา” ในตลาด
เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2568 เงินเปโซอ่อนค่าลงแตะระดับต่ำสุดระหว่างวันเป็นประวัติการณ์ที่ 59.262 เปโซต่อดอลลาร์ ต่ำกว่าสถิติเดิมที่ 59.168 ในปี 2022
ในวันเดียวกันนั้น ธนาคารกลางฟิลิปปินส์ ระบุว่า การร่วงลงอย่างรวดเร็วของเงินเปโซ อาจสะท้อนถึงความกังวลของตลาดต่อการชะลอตัวของการเติบโตทางเศรษฐกิจ ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากกรณีอื้อฉาวด้านการใช้จ่ายโครงสร้างพื้นฐาน รวมถึงความคาดหวังว่าธนาคารกลางจะผ่อนคลายนโยบายการเงินเพิ่มเติม
ณ วันศุกร์ที่ผ่านมา เงินเปโซยังคงอ่อนค่าที่ 58.9 เปโซต่อดอลลาร์
เหล่านักเศรษฐศาสตร์ระบุว่า คดีอื้อฉาวดังกล่าว ได้ “บั่นทอนศักยภาพการเติบโตทางเศรษฐกิจ” ของฟิลิปปินส์ ตัวเลขทางการที่เผยแพร่เมื่อวันศุกร์ระบุว่า เศรษฐกิจฟิลิปปินส์เติบโตเพียง 4.0% ในไตรมาส 3 ต่ำกว่าระดับ 5.24% ในช่วงเดียวกันของปีก่อน และเป็นการขยายตัวที่ช้าที่สุดนับตั้งแต่ปี 2021 ซึ่งเป็นช่วงการระบาดของโควิด-19
นักวิเคราะห์บางรายประเมินว่า หากไม่มีการยักยอกเงินงบประมาณไปโดยเปล่าประโยชน์ และนำเงินภาครัฐไปใช้ในโครงการที่ก่อให้เกิดผลผลิตจริง การเติบโตทางเศรษฐกิจอาจแตะได้ถึง 6% ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา
ราล์ฟ เรคโต รัฐมนตรี กระทรวงการคลังฟิลิปปินส์ เปิดเผยต่อสมาชิกวุฒิสภาเมื่อวันที่ 14 ตุลาคม ระหว่างการพิจารณางบประมาณว่า ความพยายามของรัฐในการจัดเก็บรายได้ กำลังชะลอตัวลงอันเป็นผลจาก “ปัญหาคอร์รัปชัน” จนทำให้การขยายตัวทางเศรษฐกิจในประเทศหยุดชะงัก
ส่วนไมเคิล เอ็นริเกซ ประธานบริษัท Sun Life Investment Management and Trust ระบุว่า “หากฟิลิปปินส์ต้องการเรียกคืนความเชื่อมั่นจากนักลงทุนต่างชาติ จำเป็นต้องแก้ปัญหาคอร์รัปชันเหล่านี้ รัฐบาลต้องฟื้นฟูความน่าเชื่อถือ ด้วยการปฏิรูปเชิงนโยบายในทุกสถาบันของรัฐ”
ขณะที่ศาสตราจารย์เศรษฐศาสตร์ลีโอนาร์โด ลันโซนา จากมหาวิทยาลัย Ateneo de Manila อธิบายว่า “ภาษีศุลกากรที่สหรัฐกำหนดในอัตราสูงต่อฟิลิปปินส์ ก็เป็นอีกแรงกดดันต่อค่าเงิน การขาดดุลการค้า ความแตกต่างของอัตราดอกเบี้ย และเงินเฟ้อที่สูง ต่างก็ยิ่งตอกย้ำความอ่อนแอของเงินเปโซ ขณะที่การส่งออก และเงินโอนจากแรงงานในต่างประเทศ ไม่สามารถช่วยพยุงค่าเงินได้มากนัก เนื่องจากสภาพเศรษฐกิจโลกที่ซบเซา”
ทั้งนี้ ภาพของการคอร์รัปชันที่แพร่หลาย ส่งผลโดยตรงให้เกิดการไหลออกของเงินทุน การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศชะลอตัว เงินทุนไหลออกจากตลาดหุ้น และตลาดตราสารหนี้ อีกทั้งนักลงทุนภายในประเทศเอง ก็หันไปหาที่พักเงินที่ปลอดภัยกว่าในต่างประเทศ
ความปั่นป่วนทางการเมืองเช่นนี้ ทำให้นักลงทุนเรียกร้อง “ผลตอบแทนชดเชยความเสี่ยง” ที่สูงขึ้นสำหรับการถือสินทรัพย์สกุลเปโซ จนทำให้สินทรัพย์ในประเทศดูไม่น่าลงทุนมากขึ้นอย่างชัดเจน
จากกรณีความกังวลเรื่องการเติบโตที่เกิดจากคดีคอร์รัปชัน คณะกรรมการนโยบายการเงินของธนาคารกลางฟิลิปปินส์ (BSP) จึงเดินหน้าผ่อนคลายนโยบายการเงินอย่างต่อเนื่อง โดยในปีนี้ BSP ได้ลดดอกเบี้ยนโยบายลง 4 ครั้งติดต่อกัน ครั้งละ 0.25 จุด จนเหลืออัตราดอกเบี้ยที่ 4.75% เพื่อประคองเศรษฐกิจ
อ้างอิง: nikkei
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์





