วันอังคาร ที่ 3 มีนาคม 2569

Login
Login

หนี้ครัวเรือนสหรัฐทุบสถิติใหม่ '600 ล้านล้าน' คนรุ่นใหม่เบี้ยวหนี้พุ่ง

หนี้ครัวเรือนสหรัฐทุบสถิติใหม่ '600 ล้านล้าน' คนรุ่นใหม่เบี้ยวหนี้พุ่ง

อะไรๆ ก็ทำสถิติใหม่ในยุคทรัมป์ ล่าสุด 'หนี้ครัวเรือนสหรัฐ' พุ่งทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ 18.6 ล้านล้านดอลลาร์ 'หนี้กู้ยืมเพื่อการศึกษา' ผิดนัดชำระพุ่งนิวไฮ 14.4% สะท้อน 'คนรุ่นใหม่' กำลังเจอแรงกดดันทางการเงินหนักหน่วง

ไม่ได้มีเพียงแค่ราคาสินทรัพย์ทั้งทองคำ หุ้น และคริปโทเคอร์เรนซีที่พุ่งทะยานขึ้นไป "ทำสถิติใหม่" อย่างอู้ฟู่ในยุคของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์เท่านั้น แต่ "หนี้" ก็ยังพุ่งทะยานเป็นประวัติการณ์ตามมาในยุคนี้ด้วย

ล่าสุดธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) สาขานิวยอร์กรายงานว่า "หนี้ครัวเรือน" ของสหรัฐเพิ่มขึ้นแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 18.6 ล้านล้านดอลลาร์ (กว่า 600 ล้านล้านบาท) ในไตรมาส 3 ปีนี้ โดยเพิ่มขึ้นมาอีกจากไตรมาสก่อนหน้า 1.97 แสนล้านดอลลาร์

ที่น่าจับตามองก็คือ กลุ่มหนี้ค้างชำระเกิน 30 วัน (ล่าช้า), หนี้ค้างชำระเกิน 90 วัน (หนี้เสีย: NPL) และการผิดนัดชำระหนี้ (Delinquency) โดยเฉพาะกลุ่ม "คนรุ่นใหม่"

คนรุ่นใหม่ผิดนัดชำระหนี้ทุบสถิติ

สัดส่วนของหนี้ที่ค้างชำระเกิน 30 วันอยู่ที่ 4.5% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ไตรมาสแรกของปี 2020 โดยในจำนวนนี้ อัตราการผิดนัดชำระของ "เงินกู้เพื่อการศึกษา" เพิ่มขึ้นแตะระดับ "สูงสุดเป็นประวัติการณ์" ที่ 14.4%

ส่วนหนี้ค้างชำระเกิน 90 วัน เพิ่มขึ้นเป็น 3% ของยอดหนี้ทั้งหมด ซึ่งเป็นอัตราการเพิ่มขึ้นรายไตรมาสที่สูงที่สุดในรอบ 11 ปี หรือนับตั้งแต่ปี 2014 เป็นต้นมา โดยเฉพาะในกลุ่มลูกหนี้ "คนรุ่นใหม่" อายุระหว่าง 18–29 ปี ตัวเลขนี้อยู่ที่ราว 5% ซึ่งมากกว่าสองเท่าเมื่อเทียบกับปีก่อน และยังเป็นสัดส่วนที่สูงสุดในบรรดาทุกช่วงอายุ

โดยรวมแล้ว 4.5% ของยอดหนี้คงค้างทั้งหมดในไตรมาสที่ผ่านมา อยู่ในภาวะ "ผิดนัดชำระหนี้" ในบางส่วน ซึ่งเป็นระดับสูงที่สุดนับตั้งแต่ต้นปี 2020 แม้จะใกล้เคียงกับระดับก่อนเกิดโควิด-19 และยังห่างไกลจากระดับสูงสุด 11% ซึ่งเคยเกิดขึ้นในปี 2009 ก็ตาม

แม้ลูกหนี้โดยรวมยังคงสามารถชำระหนี้ได้ตามกำหนด แต่ตัวเลขนี้สะท้อนว่า "คนอเมริกันรุ่นใหม่" กำลังเผชิญแรงกดดันทางการเงินที่เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะหนี้เงินกู้ยืมเพื่อการศึกษา ซึ่งยังเพิ่มขึ้นแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 1.65 ล้านล้านดอลลาร์ และลูกหนี้วัย 20–30 ปี ยังเป็นกลุ่มที่เกิดการผิดนัดชำระมากที่สุด

สำหรับยอดหนี้ครัวเรือนรวมตามประเภท ณ ไตรมาส 3 ปี 2025 แบ่งออกได้ตามนี้

  • สินเชื่อที่อยู่อาศัย (Mortgage Debt) 13.07 ล้านล้านดอลลาร์
  • สินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ (Auto Debt) 1.66 ล้านล้านดอลลาร์
  • สินเชื่อเพื่อการศึกษา (Student Debt) 1.65 ล้านล้านดอลลาร์
  • สินเชื่อบัตรเครดิต (Credit Card Debt) 1.23 ล้านล้านดอลลาร์
  • สินเชื่อประเภทอื่นๆ (Other) 0.55 ล้านล้านดอลลาร์
  • สินเชื่อบ้าน (HELOC) 0.42 ล้านล้านดอลลาร์

เฟดนิวยอร์กระบุในรายงานว่า อัตราการค้างชำระยังคงอยู่ในระดับ “สูง” แต่ก็ย้ำด้วยว่าหนี้ส่วนใหญ่ ทั้งสินเชื่อบ้าน รถยนต์ และบัตรเครดิต  ยังคงมีเสถียรภาพ

อี-ดงฮุน ที่ปรึกษาด้านวิจัยเศรษฐกิจของเฟดนิวยอร์ก กล่าวว่า “อัตราการค้างชำระหนี้บ้านที่อยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับอดีต สะท้อนถึงความแข็งแกร่งของตลาดที่อยู่อาศัย ซึ่งได้รับแรงหนุนจากมูลค่าอสังหาริมทรัพย์ที่สูงและมาตรฐานการปล่อยสินเชื่อที่เข้มงวด

ด้านเท็ด รอสส์แมน นักวิเคราะห์อาวุโสจากเว็บไซต์การเงินแบงก์เรต (Bankrate) ระบุว่า สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อรายได้ในปัจจุบัน ยังต่ำกว่าช่วงตั้งแต่ปลายทศวรรษ 1990 ถึงปลายทศวรรษ 2010

“ตัวเลขดังกล่าวเพิ่มขึ้นในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา แต่ไม่ได้อยู่ในระดับที่น่ากังวลเป็นพิเศษ” รอสส์แมนกล่าว

ช่องว่างคนจน-คนรวยกว้างขึ้นแบบ K-shaped

แม้อัตราการผิดนัดชำระในภาพรวมจะไม่ได้พุ่งอย่างรวดเร็ว แต่ก็มีการบ่งชี้ชัดเจนขึ้นว่า "ภาวะเศรษฐกิจกำลังแยกตัวออกเป็น 2 ขั้ว" ระหว่างกลุ่มลูกหนี้ที่ยังคงเติบโตมั่งคั่ง และลูกหนี้ที่ต้องดิ้นรนเอาตัวรอด

รูปแบบนี้เริ่มสะท้อนภาพเศรษฐกิจแบบ “K-shaped” ซึ่งหมายถึงเศรษฐกิจที่กลุ่มลูกหนี้รายได้สูงยังคงจับจ่ายและสร้างความมั่งคั่งต่อไป ขณะที่กลุ่มลูกหนี้รายได้ต่ำเผชิญความตึงเครียดทางการเงินที่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ

รายงานล่าสุดของ TransUnion ระบุว่าขณะนี้ ครัวเรือนในกลุ่มรายได้สูงสุด 10% ของประเทศ มีสัดส่วนการใช้จ่ายผู้บริโภค "เกือบครึ่งหนึ่ง" ของการบริโภคในประเทศทั้งหมด บรรดาบริษัทขนาดใหญ่ตั้งแต่สายการบินไปจนถึงโรงแรมต่างยืนยันว่า "บริการระดับพรีเมียม" คือแรงขับเคลื่อนหลักของการเติบโตในช่วงนี้

ช่องว่างนี้ยังปรากฏชัดในภาคสินเชื่อผู้บริโภค โดยสัดส่วนของผู้กู้ยืมในกลุ่มสินเชื่อซับไพรม์ (subprime borrowers) ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงเบี้ยวหนี้สูง เพิ่มขึ้นแตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2019 แต่ขณะเดียวกัน จำนวนลูกหนี้ชั้นดีความเสี่ยงต่ำในกลุ่ม super-prime borrowers ก็มีจำนวนเพิ่มขึ้นเช่นกัน

ในไตรมาสที่ผ่านมา ยอดหนี้บัตรเครดิตเฉลี่ยต่อผู้กู้หนึ่งรายเพิ่มขึ้นเป็น 6,523 ดอลลาร์ (ราว 2.1 แสนบาท) และมีผู้บริโภคเกือบ 175 ล้านคนที่ยังคงมีภาระหนี้คงค้างอยู่

“เนื่องจากผู้บริโภคมีแนวโน้มที่จะเลือกรับความเสี่ยงด้านสินเชื่อในระดับสูงสุดมากขึ้น จึงไม่น่าแปลกใจที่เราจะเห็นการเติบโตอย่างรวดเร็วของสินเชื่อบัตรเครดิตและสินเชื่อรถยนต์เหล่านี้” มิเชล ราเนรี รองประธานและหัวหน้าฝ่ายวิจัยและที่ปรึกษาประจำสหรัฐของทรานส์ยูเนียน ระบุในรายงาน