ดุลการค้าเวียดนามชะลอตัว! การส่งออกต่ำกว่าคาด ‘ภาษีสหรัฐ’ เริ่มส่งสัญญาณกระทบผู้ผลิตรายใหญ่ คาดปีหน้าส่งออกขยายตัวเหลือ 7-8%
รายงานจากสำนักงานสถิติแห่งชาติของเวียดนาม ระบุว่าดุลการค้าของ “เวียดนาม” เกินดุลลดลงเป็นเดือนที่ 2 ติดต่อกัน ในเดือนต.ค. แม้ว่าจะยังเกินดุลที่ 2.6 พันล้านดอลลาร์ แต่ตัวเลขนี้ต่ำกว่าเดือนก่อนที่ 2.85 พันล้านดอลลาร์
การส่งออกเวียดนามในเดือนต.ค.พลาดเป้า โดยขยายตัว 17.5% เมื่อเทียบกับปีก่อน ซึ่งต่ำกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ไว้ที่ 19.5% ขณะที่การนำเข้าเพิ่มขึ้น 16.8% ซึ่ง น้อยกว่าที่คาดการณ์ไว้ที่ 19.3% ตัวเลขที่ต่ำกว่าคาดการณ์นี้บ่งชี้ว่า ภาษีศุลกากรของสหรัฐกำลังเริ่มสร้างแรงกดดันต่อเวียดนาม ซึ่งเป็นฐานการผลิตขนาดใหญ่
แม้ตัวเลขการส่งออกจะต่ำกว่าคาดการณ์ แต่กำลังการผลิตของเวียดนามยังแข็งแกร่ง สะท้อนถึงความแข็งแกร่งอย่างต่อเนื่องของกำลังการผลิตและการส่งออกของเวียดนาม ซึ่งเป็นฐานผลิตสินค้าหลากหลายประเภทตั้งแต่กาแฟ เสื้อผ้า ไปจนถึงชิ้นส่วนเครื่องยนต์
นอกจากนี้ ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิต (PMI) ของ S&P Global ในสัปดาห์นี้ ซึ่งแสดงให้เห็นว่ากิจกรรมโรงงานในเดือนตุลาคมได้ขยายตัวเพิ่มขึ้นเป็น 54.5 จาก 50.4 ในเดือนก.ย.นับเป็น ระดับสูงสุดในรอบปี
ฝ่าม หวู่ ทัง ลอง หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของ Ho Chi Minh City Securities ให้ความเห็นว่า การที่ดุลการค้าหดตัวลงในเดือนนี้ไม่ได้น่ากังวลมากนัก เพราะผู้ส่งออกได้มีการเตรียมการไว้ล่วงหน้า โดยรับคำสั่งซื้อจำนวนมากไปแล้ว
"เราคาดว่าอัตราการเติบโตของการส่งออกในปีหน้าอาจชะลอตัวลงเหลือเพียงเลขหลักเดียว ซึ่งอาจอยู่ที่ประมาณ 7-8% ถือเป็นตัวเลขที่ยอมรับได้ เมื่อคำนึงถึงผลกระทบอย่างเต็มที่จากการเรียกเก็บภาษีศุลกากรของสหรัฐอเมริกาที่จะเกิดขึ้น"
สรุปกรอบการค้า ‘เวียดนาม-สหรัฐ’
ในช่วง 10 เดือนแรกของปี 2568 สหรัฐอเมริกายังคงเป็นตลาดส่งออกที่ใหญ่ที่สุดของเวียดนาม โดยเวียดนามมี ดุลการค้าเกินดุลกับสหรัฐสูงถึง 1.11 แสนล้านดอลลาร์ ตัวเลขนี้เพิ่มขึ้นอย่างมากถึง 28.2% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว ซึ่งสำนักงานสถิติแห่งชาติระบุว่า การเติบโตส่วนใหญ่มาจากการเร่งส่งมอบคำสั่งซื้อล่วงหน้า ของผู้ส่งออกชาวเวียดนาม เพื่อหลีกเลี่ยงกระทบก่อนที่สหรัฐจะเรียกเก็บภาษีใหม่
เดิมทีสหรัฐอเมริกาเคยขู่ว่าจะเรียกเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากเวียดนามในอัตราสูงถึง 46% แต่สุดท้ายอัตราภาษีดังกล่าวได้ถูกปรับลดลงเหลือเพียง 20% ซึ่งอัตรา 20% นี้ สูงกว่าอัตราภาษีนำเข้าที่สหรัฐเรียกเก็บจากประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคอย่าง อินโดนีเซีย, มาเลเซีย, ฟิลิปปินส์ และไทย เพียง 1% เท่านั้น
ภายใต้กรอบข้อตกลงที่ทำเนียบขาวประกาศเมื่อวันที่ 27 ต.ค.68 เวียดนามตกลงที่จะ "ให้สิทธิพิเศษทางการตลาด" แก่สินค้าส่งออกทางอุตสาหกรรม และเกษตรกรรมของสหรัฐ เกือบทั้งหมดที่นำเข้าสู่เวียดนาม ในขณะเดียวกัน สหรัฐ จะยกเว้นการเก็บภาษีนำเข้าเป็นศูนย์สำหรับสินค้าของเวียดนามบางรายการเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม รายละเอียดที่สำคัญของข้อตกลงนี้ยังไม่มีการสรุปที่ชัดเจน โดยเฉพาะอย่างยิ่งวิธีการที่สหรัฐ จะใช้ตัดสินว่าสินค้าใดจัดเป็นสินค้าประเภท "ขนถ่าย" (Transshipment) ซึ่งสินค้าในกลุ่มนี้จะถูกเรียกเก็บภาษีนำเข้าสูงถึง 40% ตามข้อตกลงที่ทำกับเวียดนาม
ขณะเดียวกัน เวียดนามมีการขาดดุลการค้ากับประเทศจีนเพิ่มขึ้นถึง 38.6% โดยมีมูลค่าการขาดดุลรวมสูงถึง 9.3 หมื่นล้านดอลลาร์
รัฐบาลเวียดนาม ได้ตั้งเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ทะเยอทะยาน โดยต้องการให้เศรษฐกิจขยายตัว อย่างน้อย 10% ต่อปี ในช่วง 5 ปีข้างหน้า แม้จะมีความท้าทายจากภาษีศุลกากรของสหรัฐ และความไม่แน่นอนของการค้าโลก
ทั้งนี้ ในไตรมาสที่ผ่านมา เศรษฐกิจเวียดนามเติบโตที่ 8.2% ซึ่งเป็น อัตราที่เร็วที่สุดในรอบ 3 ปี โดยสาเหตุหลักมาจากการที่โรงงานต่างๆ เร่งผลิต และส่งสินค้าไปยังสหรัฐเพื่อให้ทันก่อนที่มาตรการภาษีจะมีผลบังคับใช้
อ้างอิง Bloomberg
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์





