วันอังคาร ที่ 3 มีนาคม 2569

Login
Login

Spiritual Tourism เฟื่องทั่วเอเชีย อินเดีย–จีน แข่งยึดโอกาส 'เศรษฐกิจศรัทธา'

Spiritual Tourism เฟื่องทั่วเอเชีย อินเดีย–จีน แข่งยึดโอกาส 'เศรษฐกิจศรัทธา'

ในโลกที่เต็มไปด้วยความความวุ่นวาย “ความสงบ” กำลังกลายเป็นสินค้าที่มีค่าที่สุดของศตวรรษนี้ การเดินทางเพื่อฟื้นฟูจิตใจไม่ใช่ความฟุ่มเฟือย แต่เป็นการลงทุนเพื่อความหมายของชีวิต และทำให้ 'Spiritual Tourism' เฟื่องฟู

แนวโน้มการท่องเที่ยวที่มาแรงในเอเชียเวลานี้ อาจไม่ใช่ทริปชอปปิงหรือธรรมชาติ หากแต่หันมาเป็น “Spiritual Tourism” หรือการท่องเที่ยวเชิงจิตวิญญาณ ที่เน้นเดินทางเพื่อแสวงหาความสงบ ความหมาย และการเชื่อมโยงกับตัวเองมากกว่าความบันเทิงแบบเดิม

ในเมืองพาราณสี บาหลี หรือเชียงใหม่ ภาพของนักท่องเที่ยวที่จุดธูปขอพรพร้อมถือสมาร์ตโฟนไว้ในมือ กลายเป็นสัญลักษณ์ของยุคที่ความศักดิ์สิทธิ์ถูกรีแบรนด์ให้เข้ากับชีวิตโซเชียล โลกของศรัทธากำลังแปรเปลี่ยนเป็นเศรษฐกิจแห่งประสบการณ์

Spiritual Tourism เฟื่องทั่วเอเชีย อินเดีย–จีน แข่งยึดโอกาส 'เศรษฐกิจศรัทธา'

รายงาน Lifestyle Strategy APAC: Spiritual Tourism Boom ของ WGSN ชี้ว่า เอเชียแปซิฟิกกำลังกลายเป็น “ศูนย์กลางทางจิตวิญญาณของโลก” กว่าครึ่งของการเดินทางทั่วโลกเกี่ยวข้องกับกิจกรรมทางศาสนาและการดูแลจิตใจ โดยเฉพาะในอินเดีย จีน ไทย ญี่ปุ่น และอินโดนีเซีย ซึ่งกำลังผสานความศักดิ์สิทธิ์เข้ากับเศรษฐกิจสร้างสรรค์อย่างเป็นระบบ

การเปลี่ยนแปลงนี้สะท้อนให้เห็นว่าการแสวงบุญไม่จำกัดอยู่แค่พิธีกรรมอีกต่อไป แต่กลายเป็นการแสวงหาประสบการณ์ที่ครบทั้งมิติทางวัฒนธรรม สุขภาวะ และอัตลักษณ์ ตอบโจทย์ผู้คนที่เหนื่อยล้าจากชีวิตการทำงาน

Spiritual Tourism เฟื่องทั่วเอเชีย อินเดีย–จีน แข่งยึดโอกาส 'เศรษฐกิจศรัทธา'

ในมิติทางเศรษฐกิจ ขนาดของตลาดนี้เติบโตอย่างก้าวกระโดด  อินเดียคาดว่าภายในปี 2028 การท่องเที่ยวเชิงจิตวิญญาณจะมีมูลค่าประมาณ 59,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และสร้างการจ้างงานใหม่มากกว่า 100 ล้านตำแหน่ง ขณะที่จีนเดินหน้าผลักดัน “Temple Economy” ซึ่งมีมูลค่าราว 13,900 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่า การเดินทางที่เคยเป็นเพียงเรื่องของศรัทธา กำลังกลายเป็นเครื่องจักรเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่ไม่เพียงสร้างรายได้และการจ้างงาน แต่ยังขับเคลื่อนภูมิภาคเอเชียให้เติบโตบนฐานของความหมายและคุณค่าทางจิตวิญญาณ

แรงขับเคลื่อนสำคัญของเทรนด์นี้มาจาก 2 ทิศทาง หนึ่งคือภาครัฐที่เร่งลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับกระแสความสนใจ เช่น โครงการ PRASAD ของอินเดียที่มุ่งพัฒนาเมืองแสวงบุญให้มีความสะดวกและปลอดภัย หรือการที่จีนผลักดันพื้นที่มรดกโลกอย่างภูเขาอู่ไถและเส้นทางประวัติศาสตร์ต่าง ๆ ให้กลายเป็นจุดหมายทางวัฒนธรรมระดับนานาชาติ สองคือการเปลี่ยนแปลงของผู้บริโภค โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ที่ไม่ได้ยึดโยงกับศาสนาใดเป็นพิเศษ แต่กลับแสวงหาความสงบในรูปแบบที่เข้ากับชีวิตสมัยใหม่

ในจีนมีคำว่า “เยาวชนสายธูป” หรือ “Incense-burning Youth” ใช้เรียกคนรุ่นใหม่ที่หันไปขอพรในวัด พิสูจน์ได้จากยอดผู้เข้าชมวัดหย่งเหอในปักกิ่งเพิ่มขึ้นกว่า 500% ในปีเดียว ขณะที่ในอินเดีย การท่องเที่ยวเชิงศรัทธาคิดเป็นกว่า 60% ของการเดินทางภายในประเทศทั้งหมด 

Spiritual Tourism เฟื่องทั่วเอเชีย อินเดีย–จีน แข่งยึดโอกาส 'เศรษฐกิจศรัทธา'

ตลาดนี้ยังถูกนิยามใหม่ด้วยผู้บริโภค 4 กลุ่มหลัก 

  • กลุ่มที่ 1 “The Modern Pilgrim” หรือ ผู้แสวงบุญยุคใหม่ ที่ต้องการความสะดวกสบายควบคู่กับความศักดิ์สิทธิ์ เช่น ที่พักบูทีค เต็นท์หรู หรือบริการส่งสัมภาระระหว่างเดินทาง แอปอย่าง HENRO Helper ในญี่ปุ่นช่วยให้ผู้แสวงบุญวางแผนเส้นทางกว่า 1,200 กิโลเมตรได้อย่างปลอดภัยและเป็นระบบ ขณะที่ Templestay ในเกาหลีใต้เปิดโอกาสให้ผู้เข้าพักสัมผัสวิถีสงบแบบพระสงฆ์ แต่ยังคงมีความสะดวกสบาย 
  • กลุ่มที่ 2 “The Gen Z Seeker” นักเดินทางสายจิตวิญญาณ โดยเฉพาะ Gen Z ที่ต้องการทริปสั้น กระชับ และแชร์ได้บนโซเชียล ตัวอย่างเช่น Soulshine Bali ที่ผสานโยคะ ดนตรี และความสนุกในบรรยากาศรีทรีตแบบไม่เคร่งขรึมเกินไป 
  • กลุ่มที่ 3 “The Digital Devotee” เน้นศรัทธาผ่านหน้าจอมากกว่าการเดินทางจริง แอปพลิเคชันอย่าง AppsForBharat และ VAMA ในอินเดียเปิดให้ผู้ใช้ทำพิธีออนไลน์ จุดตะเกียงเสมือน หรือส่งของถวายถึงบ้าน ขณะที่วัดในจีนและสิงคโปร์ก็เริ่มใช้คิวอาร์โค้ดรับบริจาคและถ่ายทอดพิธีกรรมแบบไลฟ์สด 
  • กลุ่มที่ 4 “The Luxury Wellness Traveler” นักเดินทางระดับหรูที่ต้องการประสบการณ์สงบแต่พรีเมียม รีสอร์ตอย่าง Six Senses Qing Cheng Mountain ในจีน หรือ Ananda in the Himalayas ในอินเดีย ต่างเป็นตัวอย่างที่ผสานความหรูหรากับพิธีกรรมโบราณได้อย่างลงตัว

สำหรับประเทศไทย การเติบโตของ Spiritual Tourism ถือเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจที่น่าสนใจ ซึ่งสามารถต่อยอดได้ผ่านการผสานวัฒนธรรม ศิลปะ และเทคโนโลยีเข้าด้วยกัน ภาพรวมของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยที่มีองค์ประกอบด้านสุขภาวะและจิตวิญญาณเป็นหัวใจสำคัญอยู่แล้ว และกำลังมุ่งสู่เป้าหมายสร้างรายได้รวมราว 87,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2026 

Spiritual Tourism เฟื่องทั่วเอเชีย อินเดีย–จีน แข่งยึดโอกาส 'เศรษฐกิจศรัทธา'

นโยบายรัฐบาลเองก็เริ่มขยับในทิศทางนี้ ตั้งเป้ามุ่งสร้างผลลัพธ์ระยะสั้นควบคู่กับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้เติบโตต่อเนื่องในระยะยาว และกระจายรายได้อย่างทั่วถึง สอดรับกับจังหวะการขยายตัวของ Spiritual Tourism ที่ไทยมีทุนทางวัฒนธรรมเข้มแข็งอยู่แล้ว

หากสามารถพัฒนาให้เห็นภาพระบบนิเวศครบวงจร ตั้งแต่ผู้ประกอบการท้องถิ่นจนถึงเทคโนโลยีสนับสนุน ก็จะช่วยยกระดับ “ศรัทธาไทย” ให้กลายเป็นพลังเศรษฐกิจสร้างสรรค์ได้อย่างแท้จริง