วันศุกร์ ที่ 3 เมษายน 2569

Login
Login

ไทยขาดดุลดิจิทัลสูง ‘2 แสนล้านบาทต่อปี’ แต่กลับ ‘ไม่เก็บภาษีบริการดิจิทัล’

ไทยขาดดุลดิจิทัลสูง ‘2 แสนล้านบาทต่อปี’ แต่กลับ ‘ไม่เก็บภาษีบริการดิจิทัล’

ดิจิทัลกลายเป็น ‘สมรภูมิใหม่ของการค้าโลก’ ที่ไทยยัง ‘เสียเปรียบ’ แม้ไทยจะเกินดุลการค้าสินค้ากับสหรัฐ แต่กลับขาดดุลในภาคบริการดิจิทัลมหาศาลกว่า ‘2 แสนล้านบาทต่อปี’ โดยสหรัฐกดดันให้ไทยไม่เก็บภาษีบริการดิจิทัล ซึ่งไทยก็ยินยอมตาม ขณะที่ยุโรปกลับเลือกทางตรงข้าม ตั้งกฎเก็บภาษี และปรับยักษ์เทคฯ สหรัฐอย่างเข้ม

ในด้านส่งออกตัวสินค้าที่หยิบจับได้ แม้ไทยเกินดุลการค้ากับสหรัฐ แต่ในด้าน “บริการดิจิทัล” ไทยกลับ “ขาดดุลสหรัฐมหาศาล” จากการที่คนไทยใช้บริการแพลตฟอร์มจากต่างประเทศจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็น Apple iCloud, Google, Youtube, Netflix, Spotify, Facebook ฯลฯ ผ่านการจ่ายค่าลงโฆษณา และสมัครใช้บริการต่างๆ โดยนายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ ผู้เชี่ยวชาญด้านอีคอมเมิร์ซได้ประเมินว่า ไทยขาดดุลภาคดิจิทัลนี้สูงถึง “2 แสนล้านบาทต่อปี” และเงินคนไทยที่ไหลออกนอกเหล่านี้ ก็มีแนวโน้มสูงขึ้นเรื่อยๆ อย่างต่อเนื่อง

ในขณะเดียวกัน การเก็บภาษีจากดิจิทัลก็ไม่ง่าย ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือจากบริษัทเทคฯ สหรัฐในการยืนยันแหล่งรายได้ว่าธุรกรรมเกิดที่ประเทศใด IP address ของผู้ใช้ รวมถึงหากแพลตฟอร์มเลือกไม่จดทะเบียนในไทย แต่ให้บริการจากต่างประเทศแทน ก็ยากที่จะไปเก็บ ไปจนถึงแรงกดดันจากรัฐบาลสหรัฐที่ไม่ต้องการให้ประเทศใดๆ เก็บภาษีดิจิทัลกับแพลตฟอร์มสหรัฐนี้

ล่าสุด จากการเซ็นกรอบข้อตกลงระหว่างสหรัฐ กับมาเลเซีย กัมพูชา และไทย นอกจากเรื่องสันติภาพกับกัมพูชา ให้สิทธิด้านแร่หายากแล้ว ทำเนียบขาวได้รับการยืนยันว่า ทั้งสามประเทศจะ “ไม่เก็บภาษีบริการดิจิทัล” และจะไม่เลือกปฏิบัติต่อผู้ให้บริการออนไลน์ของสหรัฐ ไม่ว่าจะเป็นอีคอมเมิร์ซ โซเชียลมีเดีย สตรีมมิ่ง การเก็บข้อมูลบนคลาวด์ หรือบริการออนไลน์ประเภทอื่นๆ 

ขณะเดียวกัน ในอีกฟากทวีปอย่าง “ยุโรป” กลับมีแนวทางตรงกันข้าม โดยได้ออก “กฎหมายเก็บภาษีจากรายได้” ของผู้ให้บริการดิจิทัลรายใหญ่ เช่น Google, Apple, Amazon, Meta รวมถึงออกกฎหมายต่อต้านการผูกขาดพร้อมโทษปรับ จนกลายเป็นข้อพิพาทใหญ่กับประธานาธิบดีทรัมป์ ซึ่งก่อนหน้านั้น สหภาพยุโรปเคยสั่งปรับ Meta Platforms (เจ้าของ Facebook) ด้วยข้อหาละเมิดกฎการค้าเป็นเงิน 797.72 ล้านยูโร (สูงเกือบ 3 หมื่นล้านบาท)

สำหรับเป้าหมายของ ปธน.ทรัมป์ ถึงแม้ข้อตกลงการค้าของทรัมป์ จะมุ่ง “ขึ้นภาษีสินค้าจากเอเชีย” เพื่อปกป้องอุตสาหกรรมของสหรัฐ ซึ่งดูเหมือนจะเป็นนโยบายกีดกันทางการค้า (Protectionism) แต่ในข้อตกลงฉบับเดียวกันนั้น ยังมีอีกส่วนหนึ่งที่ซ่อนอยู่ ซึ่งกลับมีเป้าหมาย “ตรงกันข้าม” คือ สหรัฐต้องการสร้างระบบการค้าโลกแบบใหม่ที่เปิดกว้างในด้าน “การค้าดิจิทัล” (Digital Commerce) หมายถึง ไม่เก็บภาษี และไม่กีดกันการให้บริการออนไลน์ เช่น e-commerce, โซเชียลมีเดีย, คลาวด์, สตรีมมิ่ง ฯลฯ

กล่าวง่ายๆ คือ “แม้ทรัมป์จะกีดกันสินค้าจริง แต่เขากลับต้องการเปิดเสรีในสินค้าดิจิทัล” ซึ่งเป็นสิ่งที่สหรัฐได้ประโยชน์ 

“รัฐบาลทรัมป์เชื่อว่า การขาดดุลการค้าสินค้าของสหรัฐ เป็นสิ่งที่ถูกกำหนดอย่างไม่เป็นธรรม ขณะที่ส่วนเกินทางการค้าภาคบริการนั้น เป็นสิ่งที่สหรัฐได้มาอย่างยุติธรรม” อนุพัม จันเดอร์ ศาสตราจารย์ด้านกฎหมาย และเทคโนโลยีแห่งมหาวิทยาลัยจอร์จทาวน์ กรุงวอชิงตัน กล่าว พร้อมเสริมว่า รัฐบาลทรัมป์ต้องการ “รักษาส่วนเกินทางการค้าบริการไว้ ขณะเดียวกันก็ลดการขาดดุลทางการค้าสินค้า”

“ผมเข้าใจได้ว่า ทำไมประเทศอื่นๆ ถึงรู้สึกว่านโยบายแบบนี้เอง ก็อาจไม่ยุติธรรมเช่นกัน” ศาสตราจารย์ท่านนี้กล่าวเพิ่มเติม

เมื่อปีที่แล้ว การส่งออก “บริการดิจิทัลข้ามพรมแดน” ทั่วโลก เพิ่มขึ้นแตะระดับกว่า 4.77 ล้านล้านดอลลาร์ โดยเพิ่มขึ้นเกือบ 10% จากปี 2023 และเติบโตมากกว่า 2 เท่าของการเติบโตในภาพรวมของการค้าสินค้า และบริการทั้งหมด ตามข้อมูลจากองค์การการค้าโลก และองค์การสหประชาชาติ โดยภาคบริการดิจิทัลนี้ถือเป็น “กลุ่มที่เติบโตเร็วที่สุด” ในบรรดาการค้าสินค้า และบริการทั่วโลก ซึ่งมีมูลค่ารวมราว 33 ล้านล้านดอลลาร์ ในปีที่ผ่านมา 
 

 

 

อ้างอิง: bloombergกรุงเทพธุรกิจ

พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์