"จีนและอาเซียน" ได้ลงนามยกระดับข้อตกลงการค้าเสรีเป็นฉบับใหม่ที่เรียกว่า CAFTA 3.0 ข้อตกลงใหม่นี้มุ่งเน้นการส่งเสริมเศรษฐกิจสีเขียวและความเชื่อมโยงของห่วงโซ่อุปทาน
KEY POINTS
- จีนและอาเซียนได้ลงนามยกระดับข้อตกลงการค้าเสรีเป็นฉบับใหม่ที่เรียกว่า CAFTA 3.0
- ข้อตกลงใหม่นี้มุ่งเน้นการส่งเสริมเศรษฐกิจสีเขียวและความเชื่อมโยงของห่วงโซ่อุปทาน
- จีนต้องการใช้ข้อตกลงนี้เพื่อหาตลาดใหม่สำหรับสินค้าอย่างรถยนต์ไฟฟ้าและแผงโซลาร์
- การลงนามเกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกับที่สหรัฐฯ พยายามเจรจาข้อตกลงการค้าในภูมิภาคเช่นกัน
- สำหรับอาเซียน ข้อตกลงนี้เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามสร้างสมดุลความสัมพันธ์กับมหาอำนาจทั้งจีนและสหรัฐฯ
จีนขยายข้อตกลงการค้าเสรีกับกลุ่มประเทศอาเซียน ยกระดับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับภูมิภาคที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ก็กำลังให้ความสำคัญเช่นเดียวกัน
นายกรัฐมนตรีจีน หลี่ เฉียง และนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย อันวาร์ อิบราฮิม ได้ร่วมเป็นสักขีพยานในการลงนามขยายข้อตกลง China-Asean Free Trade Area (CAFTA) ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์วันนี้ (28 ต.ค.) โดยข้อตกลงฉบับนี้ครอบคลุมการลดอุปสรรคทางการค้าและส่งเสริมเศรษฐกิจสีเขียว ซึ่งอาจช่วยจีนเพิ่มการส่งออกและลดผลกระทบจากมาตรการเก็บภาษีของสหรัฐ
การลงนามครั้งนี้เกิดขึ้นเพียงวันเดียวหลังจากที่ทรัมป์ปิดการเยือนอาเซียน ซึ่งระหว่างการเยือน สหรัฐได้บรรลุข้อตกลงเพื่อเข้าถึงแร่ธาตุหายากมากขึ้น พร้อมกับยกเว้นภาษีให้สินค้าบางชนิด ข้อตกลงเหล่านี้ถือเป็นเรื่องสำคัญสำหรับอาเซียน ซึ่งปัจจุบันส่งออกสินค้าไปยังสหรัฐมากกว่าจีน
ในระหว่างกล่าวสุนทรพจน์ หลี่ เฉียง พยายามนำเสนอจีนในฐานะผู้สนับสนุนการค้าเสรี พร้อมเรียกร้องความเป็นเอกภาพกับกลุ่มอาเซียน โดยไม่ได้เอ่ยถึงสหรัฐโดยตรง แต่แสดงท่าทีต่อสหรัฐว่าเป็นผู้ก่อความไม่สงบในภูมิภาค
“การแทรกแซงจากอำนาจภายนอกในภูมิภาคของเรากำลังเพิ่มขึ้น หลายประเทศถูกเรียกเก็บภาษีสูงโดยไม่เป็นธรรม” หลี่กล่าว พร้อมอธิบายเสริมว่า “การเผชิญหน้าหรือแตกแยกจะไม่ก่อประโยชน์ใด ๆ แต่จะนำไปสู่ความขัดแย้งและการครอบงำจากอำนาจภายนอก”
คำกล่าวของหลี่สะท้อนความพยายามของจีนในการเสริมสร้างความสัมพันธ์กับคู่ค้าการค้ารายใหญ่ที่สุดของตัวเอง และสำหรับอาเซียน การสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับทั้งสองมหาอำนาจถือเป็นเรื่องสำคัญเพื่อรับประกันการจัดหาวัตถุดิบอย่างต่อเนื่องและเข้าถึงลูกค้ากำลังซื้อสูง
ข้อตกลงฉบับปรับปรุง หรือที่เรียกว่า CAFTA 3.0 ครอบคลุมพื้นที่ใหม่ ๆ เช่น เศรษฐกิจสีเขียวและความเชื่อมโยงของห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งถือเป็นชัยชนะเชิงยุทธศาสตร์สำหรับจีน ที่กำลังมองหาตลาดใหม่สำหรับกำลังการผลิตอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ในด้านแผงโซลาร์ แบตเตอรี่ และรถยนต์ไฟฟ้า
กระทรวงพาณิชย์จีนระบุว่า ข้อตกลงจะช่วยส่งเสริมการค้าในสินค้าเพื่อสิ่งแวดล้อม และมีความตกลงร่วมกันว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะไม่ใช้มาตรฐานสิ่งแวดล้อมเป็นเครื่องมือในการกีดกันทางการค้า
ทั้งนี้ "จีนและอาเซียน" ยังร่วมกันพัฒนามาตรฐานกฎระเบียบสำหรับรถยนต์พลังงานใหม่ ซึ่งอาจช่วยให้การเข้าตลาดง่ายขึ้น และสนับสนุนอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้าขนาดใหญ่ของจีนให้หาผู้ซื้อใหม่ ลดผลกระทบจากภาษีสหรัฐ
บทวิเคราะห์ของบลูมเบิร์ก เผยว่า สำหรับอาเซียน ข้อตกลงนี้ถือเป็นส่วนสำคัญของความพยายามสร้างสมดุลกับทั้งสหรัฐและจีน โดยมาเลเซีย หนึ่งในสี่ประเทศในอาเซียนที่ลงนามกับทรัมป์สัปดาห์นี้ ระบุว่าข้อตกลงดังกล่าวให้การยกเว้นภาษีสำหรับน้ำมันปาล์ม โกโก้ และผลิตภัณฑ์ยา





