วันอังคาร ที่ 17 มีนาคม 2569

Login
Login

จีนเร่งเครื่อง “Scent Economy” ปูทางสู่บทบาทนำ อุตสาหกรรมน้ำหอมโลก

จีนเร่งเครื่อง “Scent Economy” ปูทางสู่บทบาทนำ อุตสาหกรรมน้ำหอมโลก

จับตา 'จีน' ในฐานะผู้นำ 'เศรษฐกิจแห่งกลิ่น' ในอุตสาหกรรมน้ำหอมโลก เมื่อน้ำหอมยังเป็นหนึ่งใน 'ความฟุ่มเฟือย' เพียงไม่กี่อย่างที่ผู้บริโภคยังซื้อหาอยู่ ท่ามกลางกระแสการบริโภคหรูอย่างระมัดระวัง 'Recession Glam'

เมื่อ “กลิ่น” กลายเป็นเครื่องมือสร้างมูลค่า "จีน" จึงถูกจับตามองในฐานะทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภคที่ทรงอิทธิพล และงาน Notes Shanghai 2025 ก็กำลังกลายเป็นเวทีสำคัญในการประกาศบทบาทผู้นำ “เศรษฐกิจแห่งกลิ่น” ของจีน

อุตสาหกรรมความงามซึ่งมีมูลค่ารวมกว่า 593 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2024 กำลังปรับตัวสู่แนวโน้มใหม่ที่นักวิเคราะห์เรียกว่า "Recession Glam" หรือการบริโภคอย่างพินิจพิเคราะห์ ที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพและความคุ้มค่ามากกว่าปริมาณ ภายใต้กระแสดังกล่าว น้ำหอมจึงได้รับการยกย่องว่าเป็นสัญลักษณ์ของความหรูหราในราคาที่จับต้องได้

รายงานจาก Euromonitor International ชี้ว่า น้ำหอมคือหนึ่งในกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนตลาดความงามในช่วงปี 2024–2029 คิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 23% ของการเติบโตทั้งหมด และมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยปีละ 5.5% สะท้อนถึงความต้องการเชิงประสบการณ์ที่เชื่อมโยงกลิ่นกับความทรงจำ ตัวตน และการดูแลสุขภาวะทางใจในยุคที่โลกเปลี่ยนเร็ว

กลิ่น…คือการลงทุนทางอารมณ์

ท่ามกลางการชะลอตัวของแฟชั่นหรู น้ำหอมกลับถูกมองว่าเป็นการลงทุนเล็ก ๆ ที่ให้คุณค่าทางอารมณ์ แนวคิด "Slow Perfume" กำลังนิยามความหรูหราใหม่ โดยเน้นงานฝีมือและเรื่องเล่าที่สร้างสายสัมพันธ์ระหว่างแบรนด์และผู้ใช้ มากกว่าราคาและสถานะทางสังคม ผู้บริโภคจำนวนมากอาจเลี่ยงการซื้อเสื้อผ้าหรือกระเป๋าในราคาสูง แต่ยังยินดีจ่ายเพื่อกลิ่นของ Dior หรือ Tom Ford ที่มอบความรู้สึกพิเศษให้กับทุกวัน

น้ำหอมในกลุ่ม Functional Fragrance ยังเติบโตต่อเนื่อง โดยเน้นการออกแบบกลิ่นที่ส่งผลต่ออารมณ์ เช่น ความสุข ความมั่นใจ หรือความสงบ

ตัวอย่างเช่นคอลเลกชัน “Collection of Emotions” จาก Charlotte Tilbury และกลุ่ม Neuro-Fragrance ซึ่งอ้างว่าช่วยเพิ่มสมาธิ หรือแม้แต่ควบคุมน้ำหนัก ทั้งหมดนี้ช่วยขับเคลื่อนให้ตลาดน้ำหอมพรีเมียมทั่วโลก คาดว่าจะมีมูลค่าไปแตะ 9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2026

กลิ่น…คือภาษาสำหรับคนรุ่นใหม่

Millennials และ Gen Z คือกลุ่มที่กำลังเปลี่ยนนิยามของกลิ่น จากความหอมสู่ภาษาแสดงอัตลักษณ์และสุขภาวะทางใจ พฤติกรรมการสร้างเลเยอร์ของกลิ่นแบบ Scent Stacking ที่ผสมผสานการใช้โลชั่น บอดี้มิสต์ และน้ำหอม เพื่อสร้างกลิ่นเฉพาะตัว กำลังได้รับความนิยม และส่งผลให้ยอดขายเติบโตถึง 7.1% ในปีเดียว

ขณะเดียวกัน การแบ่งกลิ่นตามเพศกำลังเลือนหาย แบรนด์จำนวนมากหันมาพัฒนาแนวกลิ่นแบบ "ยูนิเซ็กซ์" เพื่อตอบรับความหลากหลายทางอัตลักษณ์ โดยเฉพาะในกลุ่ม Gen Z ที่มองกลิ่นเป็นการแสดงออกโดยไม่จำเป็นต้องอธิบาย ส่วน Gen Alpha เองก็กำลังเริ่มต้นเข้าสู่โลกของกลิ่นผ่านบอดี้สเปรย์ราคาย่อมเยาอย่างแบรนด์ Sol de Janeiro ที่สร้างกระแสใน TikTok ก่อนเข้าสู่ตลาดพรีเมียม

เทรนด์ Newstalgia หรือการหวนคืนสู่อดีตอย่างมีสไตล์ ก็กำลังได้รับความนิยม โดยมีการรีแบรนด์กลิ่นคลาสสิก เช่น Clinique Happy ให้สอดรับกับบริบทใหม่ แพลตฟอร์ม TikTok โดยเฉพาะ #FragranceTok ซึ่งมีโพสต์นับร้อยล้านรายการ ได้กลายเป็นศูนย์กลางของการแชร์ข้อมูลการค้นพบกลิ่นใหม่ ๆ

ขณะที่แนวคิดอย่าง “Bedtime Perfume” หรือ “AM/PM Scent” ก็สะท้อนว่ากลิ่นได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของการดูแลสุขภาพจิตในชีวิตประจำวันไปแล้ว

จีนจ่อเป็นผู้นำ “เศรษฐกิจแห่งกลิ่น”

ตลาดความงามในเอเชียแปซิฟิกครองสัดส่วนกว่า 31% ของมูลค่าตลาดโลก โดยเฉพาะใน “จีน” แม้ตลาดน้ำหอมจะหดตัวลงร้อยละ 3 ในปี 2024 จากภาวะเศรษฐกิจ แต่กลุ่มพรีเมียมยังคงเติบโตอย่างแข็งแกร่ง โดยเฉพาะแนวกลิ่นแบบยูนิเซ็กซ์ที่ขยายตัวถึง 15.9% และถูกคาดหมายว่าจะเป็นกำลังหลักของตลาดในอีก 5 ปีข้างหน้า ความนิยมในกลิ่นที่สะอาด สดชื่น และไม่กวนใจผู้อื่น สะท้อนรสนิยมเฉพาะของผู้บริโภคจีนและการเคารพกันทางสังคม เปิดโอกาสให้แบรนด์ต่างชาติเข้าถึงตลาดนี้ได้อย่างยั่งยืน

งาน Notes Shanghai 2025 ที่จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 16–19 ตุลาคม 2568 ณ West Bund International Convention and Exhibition Center จึงไม่เพียงเป็นงานแสดงสินค้า แต่ยังเป็นสัญลักษณ์ของการประกาศบทบาทผู้นำของจีนในเศรษฐกิจแห่งกลิ่นที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว ทั้งในเชิงเทคโนโลยี วัฒนธรรม และการตลาดระดับโลก