วันพุธ ที่ 4 มีนาคม 2569

Login
Login

 นโยบายทรัมป์ กดดัน 'ดอลลาร์' เปลี่ยนสถานะสู่สินทรัพย์ 'รับความเสี่ยง'

 นโยบายทรัมป์ กดดัน 'ดอลลาร์' เปลี่ยนสถานะสู่สินทรัพย์ 'รับความเสี่ยง'

นโยบาย 'ทรัมป์' กำลังกดดัน 'ดอลลาร์'  อ่อนค่าหนัก ทำผลงานแย่สุดในรอบ 55 ปี สู่การเปลี่ยนสถานะจากสินทรัพย์ปลอดภัยเป็น 'สินทรัพย์รับความเสี่ยง'

ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา สถานะของ “เงินดอลลาร์” ในตลาดโลกกำลังเผชิญกับปรากฏการณ์ที่ผิดปกติ  โดยดัชนีดอลลาร์ (DXY) ซึ่งเป็นมาตรวัดความแข็งแกร่งของดอลลาร์เทียบกับสกุลเงินหลักของประเทศพัฒนาแล้วได้ลดลงถึง 10% จากจุดสูงสุดในเดือนม.ค.2568 และในช่วงครึ่งแรกทำผลงานแย่ที่สุดนับตั้งแต่ช่วงปี 2513

โดยปกติแล้ว เมื่อเศรษฐกิจของสหรัฐแข็งแกร่ง และอัตราดอกเบี้ยสูงกว่าประเทศอื่น ดอลลาร์ควรจะแข็งค่าขึ้น แต่สถานการณ์ปัจจุบันกลับสวนทางอย่างสิ้นเชิง ทำให้เกิดคำถามว่า ดอลลาร์ได้เปลี่ยนสถานะจากสกุลเงิน “หลีกเลี่ยงความเสี่ยง” กลายเป็นสกุลเงินที่ “รับความเสี่ยง”  ไปแล้วหรือไม่

งานวิจัยหลายชิ้นพบว่าสถานะของดอลลาร์กำลังเปลี่ยนไป โดยรายงาน Is the Dollar Losing Its Edge? ของ ชาร์ลส คอลลินส์ และไมเคิล ไคลน์  พบว่าการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์ที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ความไม่แน่นอนของนโยบายเพิ่มสูงขึ้นนั้น เป็นสิ่งที่ผิดปกติอย่างมากเมื่อเทียบกับประวัติศาสตร์ และนักวิจัยอีกกลุ่มหนึ่งพบว่า การเคลื่อนไหวร่วมกันของค่าเงินดอลลาร์กับความผันผวนของตลาดได้เปลี่ยนจากความสัมพันธ์เชิงบวกเป็นเชิงลบ

 

3 ปัจจัยกดดันเสาหลักค้ำจุนดอลลาร์

1. นโยบายทรัมป์  

เหตุการณ์สำคัญคือ การประกาศขึ้นภาษีนำเข้าครั้งใหญ่ที่ประธานาธิบดี “โดนัลด์ ทรัมป์” เรียกว่า "วันปลดปล่อย" เมื่อวันที่ 2 เม.ย.68 นำมาสู่ความปั่นป่วนทางการเงินสร้างความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ และความผันผวนด้านเสถียรภาพทางเศรษฐกิจมหภาค

 นโยบายทรัมป์ กดดัน 'ดอลลาร์' เปลี่ยนสถานะสู่สินทรัพย์ 'รับความเสี่ยง'

ที่ผ่านมา “เงินดอลลาร์” ถูกจัดเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย หรือ Safe Haven เนื่องจากมันสะท้อนถึงสภาพคล่อง และความมั่นคงของพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐในช่วงที่เกิดวิกฤติหรือความไม่แน่นอนทางการเงินทั่วโลก ซึ่งนักลงทุนมักจะรีบขายสินทรัพย์เสี่ยงแล้วเปลี่ยนมาถือเงินดอลลาร์ ทำให้ค่าเงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้น

สิ่งที่น่าตกใจคือ ค่าเงินดอลลาร์กลับอ่อนค่าลงอย่างมาก ทั้งที่ดัชนี VIX หรือมาตรวัดความผันผวนพุ่งสูงขึ้น สะท้อนนักลงทุนทั่วโลกกำลังรู้สึกไม่มั่นใจในนโยบายของทรัมป์ และอาจมองว่าดอลลาร์ไม่ใช่ "สินทรัพย์ปลอดภัย" อีกต่อไป

มาตรการเหล่านี้ลดทอนความน่าเชื่อถือของสหรัฐในฐานะคู่ค้าทางการค้า และส่งผลกระทบทางลบต่อ “การลงทุน” และการบริโภคในห่วงโซ่อุปทานต่างๆ โดยดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่ลดลง และดัชนีการจ้างงานนอกภาคเกษตรกรรมมีแนวโน้มลดลงอย่างชัดเจนถือเป็นตัวบ่งชี้สำคัญ

2.คุกคามเฟด คุกคามพันธมิตร

การที่ทรัมป์โจมตี และกดดันเฟดซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทำให้เกิดความกังวลว่าความเป็นอิสระของเฟดอาจถูกบ่อนทำลาย ซึ่งทำให้ความน่าเชื่อถือทางเศรษฐกิจ และการเงินของสหรัฐเปลี่ยนไป

นอกจากนี้ การใช้มาตรการภาษีต่อประเทศพันธมิตรที่ใกล้ชิดที่สุด, การไม่ให้ความร่วมมือทางเศรษฐกิจ และความมั่นคงระหว่างประเทศ, และจุดยืนที่คลุมเครือต่อประเด็นภูมิรัฐศาสตร์สำคัญ ได้ทำลายความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่สหรัฐสร้างมาอย่างยาวนาน

3. วิกฤติหนี้ 

Moody's ได้ปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือระยะยาวของสหรัฐจากระดับสูงสุด Aaa ลงเป็น (Aa1) ในเดือนพ.ค.68 ที่ผ่านมา การปรับลดอันดับเกิดจากความกังวลเรื่อง ภาระหนี้ที่มากเกินไป และความเสี่ยงด้านการขาดดุลงบประมาณ คำเตือนนี้บ่งชี้ว่า การขาดดุลในระดับสูง และต้นทุนดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นกำลังกัดกร่อนความแข็งแกร่งทาง “การคลัง” ของประเทศ

นอกจากนี้ ร่างกฎหมาย "One Big Beautiful Bill" มีแนวโน้มที่จะทำให้การขาดดุลงบประมาณรุนแรงขึ้น ทำให้งบประมาณของรัฐบาลกลางอยู่ในภาวะ ไม่ยั่งยืน และส่งผลกระทบต่อความสามารถในการชำระหนี้ในระยะยาว

ณ เดือนส.ค.2568 หนี้สาธารณะของสหรัฐอยู่ที่ 37.2 ล้านล้านดอลลาร์ และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นอีก 3 ถึง 5 ล้านล้านดอลลาร์ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ซึ่งจะยิ่งทำให้การขาดดุลเพิ่มขึ้น

เรื่องนี้สะท้อนให้เห็นว่า แม้ว่าเศรษฐกิจสหรัฐจะยังคงแสดงความแข็งแกร่ง และกลับเข้าสู่วัฏจักร “ดอกเบี้ยขาขึ้น” ที่น่าดึงดูดแล้ว แต่ปัจจัยด้านความไม่แน่นอนทางการค้า และความเสี่ยงทางการคลังที่เกิดจากหนี้ และงบประมาณที่ขาดดุลอย่างต่อเนื่อง เป็นแรงกดดันสำคัญที่ฉุดให้ค่าเงิน “ดอลลาร์” อ่อนค่าลงอย่างหนัก  และสร้างความกังวลให้กับตลาดโลก

 นโยบายทรัมป์ กดดัน 'ดอลลาร์' เปลี่ยนสถานะสู่สินทรัพย์ 'รับความเสี่ยง'

ผลสำรวจจากรอยเตอร์ระบุว่า นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่กว่า 70% หรือ 33 ใน 45 คนระบุว่าค่าเงินดอลลาร์มีแนวโน้มที่จะ “อ่อนค่าลง” กว่าที่คาดการณ์ไว้ในช่วงปลายปีนี้

บทบาท ‘ดอลลาร์' ยังทรงอิทธิพล

แม้ว่าในช่วงหลายปีที่ผ่านมา จะมีข่าว และบทวิเคราะห์มากมายที่พาดหัวถึงกระแส "การลดการใช้เงินดอลลาร์" (De-dollarization) แต่ในความเป็นจริงแล้วดอลลาร์ยังคงเป็นสกุลเงินหลักที่ครองอำนาจในตลาดโลกอย่างเหนียวแน่น เช่น สินค้าโภคภัณฑ์ส่วนใหญ่ที่ซื้อขายกันในตลาดโลก เกือบทั้งหมดมีราคาเป็นสกุลเงินดอลลาร์   และดอลลาร์ยังคงเป็นสกุลเงินที่มีบทบาทสำคัญที่สุดในการชำระเงินสำหรับการค้าระหว่างประเทศทั่วโลก  

 นโยบายทรัมป์ กดดัน 'ดอลลาร์' เปลี่ยนสถานะสู่สินทรัพย์ 'รับความเสี่ยง'

ในขณะที่ดอลลาร์กำลังประสบกับวิกฤติความเชื่อมั่น นักลงทุนกำลังกระจายความเสี่ยงไปยังสินทรัพย์อื่นๆ  โดยเฉพาะ “ทองคำ” ได้กลายเป็นทางเลือกของสินทรัพย์ปลอดภัย โดยราคาได้พุ่งขึ้นมากกว่า 47% ในปีนี้ และทำสถิติสูงสุดใหม่

ธนาคารเพื่อการชำระหนี้ระหว่างประเทศ (BIS) เปิดเผยว่า การซื้อขายในตลาดเงินตราต่างประเทศทั่วโลก ทำสถิติ "สูงสุดเป็นประวัติการณ์" เพิ่มขึ้นถึง 28% เป็น 9.6 ล้านล้านดอลลาร์ในเดือนเม.ย.2025  เนื่องจากนโยบายทรัมป์  

อย่างไรก็ดี รายงานระบุว่า "ดอลลาร์" ยังคงมีอิทธิพลเหนือตลาดอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศทั่วโลก และครองสัดส่วน 89.2% ของปริมาณการซื้อขายทั้งหมดเพิ่มขึ้นจาก 88.4% ในปี 2565 ในขณะที่สัดส่วนของ "เงินยูโร" ลดลงเหลือ 28.9% จาก 30.6% ขณะที่สัดส่วนของ "เงินเยนญี่ปุ่น" ทรงตัวที่ 16.8%

ทั้งนี้ กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) รายงานว่า ดอลลาร์ที่อ่อนค่าทำให้สัดส่วนเงิน “ดอลลาร์” ในทุนสำรองระหว่างประเทศของธนาคารกลางทั่วโลกลดลง 1.5% จากไตรมาสแรก แตะระดับ 56.3% ในไตรมาสที่ 2 ของปีนี้  ซึ่งเป็นระดับที่ต่ำที่สุดนับตั้งแต่ปี 1995 หรือในรอบเกือบ 30 ปี

 นโยบายทรัมป์ กดดัน 'ดอลลาร์' เปลี่ยนสถานะสู่สินทรัพย์ 'รับความเสี่ยง'

การอ่อนค่าของดอลลาร์ครั้งนี้จึงไม่เพียงแต่เป็นเรื่องภายในประเทศเท่านั้น แต่ยังเป็นสัญญาณที่อาจเร่งให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในระบบการเงินระหว่างประเทศอีกด้วย

 

อ้างอิง Reuter, Cepr.org, Equiti

พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์