วันอังคาร ที่ 10 มีนาคม 2569

Login
Login

FDI สหรัฐไตรมาสแรกดิ่งเหว ต่ำสุดตั้งแต่โควิด  ‘ภาษีทรัมป์’ ฉุดการลงทุน

FDI สหรัฐไตรมาสแรกดิ่งเหว ต่ำสุดตั้งแต่โควิด   ‘ภาษีทรัมป์’ ฉุดการลงทุน

การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศของ ‘สหรัฐ’ ไตรมาสแรกดิ่งเหว ต่ำสุดตั้งแต่โควิด  เซ่นพิษ ‘ภาษีทรัมป์’ ฉุดการลงทุน สู่ตัวเลขขาดดุลสูงสุดเป็นประวัติการณ์

สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า กระทรวงพาณิชย์สหรัฐ แถลงวานนี้ (24 มิ.ย.) ว่าการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI)  ที่เข้ามาในสหรัฐในช่วงไตรมาสแรกลดลงอย่างรวดเร็วกว่า 33.92% เหลือ 52,800 ล้านดอลลาร์ จากเดิมที่เคยสูงถึง 79,900 ล้านดอลลาร์ ในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2567  ซึ่งการลดลงนี้เป็นผลมาจากความไม่แน่นอนทางธุรกิจที่เพิ่มขึ้นเกี่ยวกับนโยบายภาษีของประธานาธิบดี “โดนัลด์ ทรัมป์

FDI สหรัฐไตรมาสแรกดิ่งเหว ต่ำสุดตั้งแต่โควิด   ‘ภาษีทรัมป์’ ฉุดการลงทุน

นอกจากนี้ FDI ที่ไหลเข้าสหรัฐในรูปตัวเงิน “ดอลลาร์” อยู่ในระดับต่ำที่สุด นับตั้งแต่ปี 2565 ที่เคยอยู่ที่ระดับ 42,400 ล้านดอลลาร์

อย่างไรก็ตาม การลดลงของการลงทุนนี้อาจเป็นเพียงสถานการณ์ชั่วคราวเท่านั้น เนื่องจากปัจจุบันมีโครงการลงทุนด้านการผลิตขนาดใหญ่หลายโครงการที่บริษัทต่างชาติได้ประกาศไว้ กำลังอยู่ในระหว่างการดำเนินการในสหรัฐ

นอกจากนี้ การที่บริษัท Nippon Steel จากญี่ปุ่นเข้าซื้อกิจการบริษัท US Steel ของสหรัฐด้วยมูลค่าเกือบ 15,000 ล้านดอลลาร์จะส่งผลให้ตัวเลขการลงทุนในไตรมาสปัจจุบันและในอนาคตเพิ่มสูงขึ้นอย่างแน่นอน

FDI  ฉุดสหรัฐขาดดุลเพิ่ม

ตัวเลข FDI ที่ลดลงทำให้ให้บัญชีเดินสะพัดของสหรัฐขาดดุลเพิ่มขึ้นอย่างมาก ไปสู่ระดับที่สูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ถึง 4.50 แสนล้านดอลลาร์ สาเหตุหลักมาจากการที่ธุรกิจต่างๆ เร่งนำเข้าสินค้าจำนวนมาก ก่อนที่ทรัมป์จะประกาศขึ้นภาษีศุลกากร 

นอกจากนี้ สำนักวิเคราะห์เศรษฐกิจของกระทรวงพาณิชย์สหรัฐยังได้แก้ไขตัวเลขการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดสำหรับไตรมาสที่ 4 ของปีที่แล้วให้สูงขึ้นด้วย โดยระบุว่ามีการขาดดุลจริงอยู่ที่ 312,000 ล้านดอลลาร์ แทนที่จะเป็น 303,900 ล้านดอลลาร์  

กังวล ‘ภาษีทรัมป์’ ฉุดการลงทุน

นักเศรษฐศาสตร์หลายคนออกมาเตือนว่า ความไม่แน่นอนอย่างมากเกี่ยวกับนโยบายภาษีของทรัมป์ อาจทำให้บริษัทต่างๆ ชะลอการตัดสินใจลงทุน ซึ่งจะส่งผลให้เศรษฐกิจเติบโตช้าลงได้ 

แต่ทางด้านทรัมป์เองกลับแย้งว่า ภาษีที่เขากำหนดขึ้นนั้น จะกระตุ้นให้บริษัทต่างๆ แห่กันเข้ามาลงทุนในสหรัฐเพื่อย้ายฐานการผลิตกลับเข้ามาในประเทศ และหลีกเลี่ยงการเสียภาษีที่สูงขึ้น

ในเรื่องนี้ Paul Ashworth หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ จาก Capital Economics ได้ให้ความเห็นว่า มีความเป็นไปได้ที่ความไม่แน่นอนนี้อาจส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจลงทุนของบางบริษัทจริง อย่างไรก็ตาม เขายังเตือนด้วยว่า FDI  แบบรายไตรมาสนั้น เป็นข้อมูลที่มีความผันผวนในตัวเองสูงอยู่แล้ว โดยส่วนใหญ่จะขึ้นอยู่กับธุรกรรมเฉพาะเจาะจง เช่น การควบรวมกิจการ การซื้อกิจการ หรือโครงการลงทุนขนาดใหญ่ต่างๆ เป็นหลัก

Ashworth มองว่า “การลดลงของ FDI ในไตรมาสแรกนั้น ไม่น่าจะเป็นสัญญาณของปัญหาใหญ่หรือแนวโน้มที่น่ากังวลในระยะยาว แต่เป็นเพียงความผันผวนชั่วคราว หรือ "เสียงรบกวน" ที่อาจเกิดขึ้นได้ตามปกติในข้อมูลประเภทนี้”

ทั้งนี้ Ashworth  คาดหวังว่าตัวเลข FDI  จะเพิ่มขึ้นในไตรมาสต่อๆ ไป เนื่องจากโครงการลงทุนด้านการผลิตของสหรัฐที่ประกาศโดยผู้ผลิตรถยนต์สัญชาติญี่ปุ่นและต่างชาติรายอื่นๆ เพิ่งเริ่มต้นขึ้น ทั้งบริษัท ฮุนได มอเตอร์ และฮุนไดสตีลของเกาหลีใต้