เปิดเวทีประชุมผู้นำสุขภาพ ถอดบทเรียนอียู-อาเซียน

การดูแลสุขภาพเป็นหนึ่งปัจจัยทำให้ประเทศแข็งแกร่ง แต่มักถูกมองข้ามเมื่อประเทศต้องผลักดันตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจก่อน
ภูมิภาคอาเซียนยังมีความต่างในด้านการดูแลสุขภาพ ทำอย่างไรถึงจะหลอมรวมให้ทุกฝ่ายได้ประโยชน์ร่วมกัน
ในโอกาสที่สภาธุรกิจสหภาพยุโรป-อาเซียนเตรียมเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมผู้นำด้านสุขภาพสหภาพยุโรป-อาเซียน 2025 ในวันอังคารที่ 27 พ.ค. ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย เพื่อรับมือกับความท้าทายและโอกาสเร่งด่วนในภาคส่วนการดูแลสุขภาพของอาเซียน คริส ฮัมฟรีย์ ผู้อำนวยการบริหารสภาธุรกิจสหภาพยุโรป-อาเซียน พูดคุยกับกรุงเทพธุรกิจถึงความสำคัญของเวทีนี้ เริ่มต้นจากสภาพปัญหาของอาเซียนที่บางประเทศมีระบบการดูแลสุขภาพก้าวหน้ามากประเทศอื่นๆ กลับประสบปัญหาด้านโครงสร้างพื้นฐาน โรคเรื้อรังเพิ่มมากขึ้น และปัญหาเรื่องความสามารถในการจ่าย
การระบาดของโควิด- เผยให้เห็นช่องโหว่ในห่วงโซ่อุปทาน การขาดแคลนแรงงาน และข้อจำกัดในการตอบสนองต่อเหตุฉุกเฉิน ทำให้จำเป็นต้องมีความร่วมมือในระดับภูมิภาค การจัดหาเงินทุนอย่างยั่งยืน และการนำระบบสุขภาพดิจิทัลมาใช้
สภาธุรกิจอียู-อาเซียนมีบทบาทอย่างมากในการจัดเวทีแลกเปลี่ยนความคิดเห็นของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหลายฝ่ายที่เชื่อมโยงนวัตกรรมภาคเอกชนให้สอดคล้องกับลำดับความสำคัญด้านสุขภาพของรัฐบาลอาเซียน ไม่ว่าจะด้วยการเผยแพร่สิ่งพิมพ์จำนวนมาก หรือจัดประชุมผู้นำสุขภาพทั้งในปี 2021 และในปีนี้สภาธุรกิจอียู-อาเซียน พยายามหาหนทางอย่างต่อเนื่องเพื่อยกระดับประเด็นด้านสุขภาพขึ้นเป็นวาระของผู้กำหนดนโยบาย และเพิ่มการตระหนักรู้ถึงการสนับสนุนที่ภาคส่วนการดูแลสุขภาพของยุโรปสามารถนำมาสู่ภูมิภาคนี้ได้
“เราได้ส่งเสริมความร่วมมือที่เพิ่มมากขึ้นในระบบการดูแลสุขภาพทั้งในด้านการดูแลตัวเอง การวินิจฉัย การจัดหาเงินทุนเพื่อการดูแลสุขภาพอย่างยั่งยืน รวมถึงการใช้ยาและการรักษาที่เป็นนวัตกรรมใหม่” ฮัมฟรีย์กล่าวและว่า การประชุมผู้นำสุขภาพอียู-อาเซียนในปีนี้จะเป็นตัวอย่างที่ดี โดยต่อยอดความสำเร็จของการจัดงานครั้งแรกในปี 2021 โดยปีนี้จะเป็นการรวมตัวของเจ้าหน้าสาธารณสุขระดับสูงของอาเซียน ตัวแทนอียู และบริษัทเฮลธ์แคร์ชั้นนำอีกครั้ง ภายใต้ธีมการระดมทุนด้านการดูแลสุขภาพอย่างยั่งยืนและความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน โดยมุ่งหวังที่จะนำเสนอแนวทางปฏิบัติสำหรับความสามารถในการฟื้นตัวของระบบสุขภาพในระยะยาว
“เวทีจะให้ความสำคัญกับประเด็นโรคไม่ติดต่อ, สังคมสูงวัย, การเปลี่ยนผ่านด้านสุขภาพดิจิทัล ตอกย้ำความมุ่งมั่นของอียูและอาเซียนในการสร้างระบบการดูแลสุขภาพที่ร่วมมือกันและพร้อมรับอนาคต”
- บทเรียนอียูสู่อาเซียน
ระบบดูแลสุขภาพในอาเซียนเองยังต่างกัน ไม่ต้องพูดถึงระหว่างอาเซียนกับอียู แล้วอย่างนี้จะร่วมมือกันได้อย่างไร ฮัมฟรีย์กล่าวว่า อาเซียนและอียูส่วนใหญ่อยู่ในช่วงการพัฒนาระบบการดูแลสุขภาพที่แตกต่างกันมาก อียูมีประวัติอันยาวนานในการสร้างระบบการดูแลสุขภาพที่ครอบคลุมและยืดหยุ่น จึงนำเสนอบทเรียนอันมีค่าสำหรับประเทศอาเซียนที่ทำงานเพื่อบรรลุเป้าหมายที่คล้ายคลึงกัน
“ตัวอย่างเช่น ด้วยกลไกที่เรียกว่า EU Health Union ยุโรปมีความร่วมมือระดับภูมิภาคที่ก้าวหน้าในด้านนโยบายสุขภาพ การรับมือวิกฤติ และการแบ่งปันข้อมูล วิธีการเหล่านี้สามารถสร้างแรงบันดาลใจให้กับอาเซียนได้”
ไม่เพียงเท่านั้นอียูยังเน้นที่โมเดลการเงินเพื่อสุขภาพที่ยั่งยืน เช่น การประกันสังคมด้านสุขภาพและการดูแลบนฐานคุณค่าซึ่งจะช่วยชี้นำอาเซียนในการจัดโครงสร้างกลไกการจัดหาเงินทุนที่เท่าเทียมกันในระยะยาว และยังมีอีกหลายด้านที่สามารถและควรสำรวจความร่วมมือเพิ่มเติม
สำหรับสภาธุรกิจอียู-อาเซียนซึ่งเป็นองค์กรไม่หวังผลกำไร ได้เรียกร้องกับคณะกรรมาธิการยุโรปเสมอให้มามีปฏิสัมพันธ์กับอาเซียนให้มากขึ้น แบ่งปันแนวคิดและประสบการณ์ในภาคส่วนต่างๆ รวมถึงภาคส่วนเฮลธ์แคร์ ที่มีบทเรียนให้ต่างฝ่ายต่างได้เรียนรู้ซึ่งกันและกัน
“มีความร่วมมืออย่างดีเยี่ยมในช่วงโควิด-19 ระบาด ยุโรปสนับสนุนวัคซีนและแบ่งปันข้อมูลในหลายๆ ด้าน เช่น วิธีการแพร่กระจายของไวรัส” ผู้อำนวยการบริหารสภาธุรกิจอียู-อาเซียนย้ำก่อนจะกล่าวต่อไปว่า ความท้าทายหลักในการให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพของภูมิภาคอาเซียนมีมากมายและแตกต่างกันไปในแต่ละประเทศ เช่น ระดับการพัฒนาการดูแลสุขภาพ สภาพแวดล้อมด้านกฎระเบียบ รูปแบบระบบสุขภาพ ลำดับความสำคัญของแต่ละประเทศ ปัญหาการทำให้ข้อมูลเป็นมาตรฐานและการทำงานร่วมกันได้ และความไม่เท่าเทียมในการเข้าถึงการดูแลสุขภาพ
“ประเทศอาเซียนมีตั้งแต่รายได้น้อยไปจนถึงรายได้สูง มีขีดความสามารถที่แตกต่างกันทั้งในด้านโครงสร้างพื้นฐาน แรงงาน และความพร้อมด้านดิจิทัล จึงยากที่จะนำแนวทางแบบเดียวกันมาใช้ทั้งภูมิภาค” ฮัมฟรีย์กล่าวพร้อมตั้งข้อสังเกตว่า น่าเสียดายที่เมื่อทรัพยากรของชาติมีจำกัด เรื่องที่เกี่ยวกับเศรษฐกิจมักถูกให้ความสำคัญก่อนเรื่องสุขภาพ รัฐบาลมักมุ่งเน้นการสร้างงานโดยเฉพาะเมื่อจำนวนประชากรเพิ่มขึ้น นอกจากนี้การไม่มีมาตรฐานร่วมด้านสุขภาพดิจิทัลและระบบแบ่งปันข้อมูล ทำให้ประเทศต่างๆ ทำงานร่วมกันหรือแบ่งปันแนวคิดเรื่องการปรับปรุงการดูแลสุขภาพได้ยาก
ท้ายที่สุด ความเหลื่อมล้ำระหว่างเมืองกับชนบท ความรู้ด้านสุขภาพต่ำ และการขาดแคลนกำลังแรงงานทำให้การดูแลสุขภาพแตกต่างกันอย่างมากไม่ว่าจะภายในประเทศหรือระหว่างประเทศ
- หุ้นส่วนภาครัฐ-เอกชน
ด้วยเหตุนี้ความเป็นหุ้นส่วนระหว่างภาครัฐกับเอกชน (พีพีพี) จึงมีบทบาทสำคัญในการขยายการเข้าถึงการดูแลสุขภาพ
ฮัมฟรีย์กล่าวว่า ในระยะสั้น พีพีพีในภาคส่วนเฮลธ์แคร์จะก่อให้เกิดการปรับขนาดและความยั่งยืน การถ่ายทอดเทคโนโลยีและนวัตกรรม เขามองว่า ยุทธศาสตร์พีพีพีของอาเซียนต้องไปไกลกว่าแค่ระยะสั้นหรือโครงการนำร่องครั้งเดียวจบ แต่ต้องออกแบบให้คำนึงถึงการใช้งานระยะยาวและการทำซ้ำได้ตั้งแต่ต้น กล่าวคือ
“ต้องมีโมเดลทางการเงินที่มั่นคง ไม่ต้องรอคนบริจาคหรือผู้ใจบุญตลอดเวลา โมเดลการร่วมจัดหาเงินทุน การจ่ายเงินตามผลลัพธ์ หรือการคืนเงินประกันเป็นตัวอย่างของแนวทางที่ยั่งยืน”
ในทางปฏิบัติพีพีพีต้องสามารถทำงานได้ภายในระบบสุขภาพท้องถิ่นที่มีอยู่ เป็นการเสริมกันไม่ใช่ทำซ้ำบริการของรัฐที่มีอยู่ และความร่วมมือต้องนำไปใช้ในประเทศอื่นๆ ในอาเซียนได้ด้วย
ส่วนความสามารถในการปรับขนาดต้องมีการออกแบบที่ยืดหยุ่นสามารถปรับให้เหมาะกับสถานการณ์ต่างๆ ในท้องถิ่นได้อย่างง่ายดาย เช่น ประเภทของโรคในพื้นที่ ทรัพยากรที่มีอยู่ และความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐานในท้องถิ่น ตัวอย่างเช่น หน่วยวินิจฉัยโรคเคลื่อนที่ แพลตฟอร์มเทเลเมดิซีน หรือโครงการฝึกอบรมเจ้าหน้าที่สาธารณสุขที่ปรับใช้ได้ทั้งในเมืองและชนบทโดยไม่ต้องเปลี่ยนแปลงอะไรให้มากมาย
ท้ายที่สุดแล้วความสามารถในการปรับขนาดและความยั่งยืนจะทำให้พีพีพีเป็นมากกว่าแค่การทดสอบความคิด แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงการเข้าถึงและผลลัพธ์ในระบบสุขภาพในลักษณะที่ยั่งยืนและเป็นระบบอีกด้วย
- ภาษีทรัมป์สะเทือนเฮลธ์แคร์
ขณะนี้ทุกประเทศทั่วโลกต่างเจอภาษีตอบโต้ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์แห่งสหรัฐเล่นงานกันถ้วนหน้า ส่งผลกระทบมาถึงการดูแลสุขภาพอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ฮัมฟรีย์มองว่า ผลกระทบทางเศรษฐกิจภายนอก เช่น ภาษีศุลกากรจากคู่ค้ารายใหญ่อย่างสหรัฐอาจเบี่ยงเบนความสนใจและดึงงบประมาณออกไปจากนโยบายภายในประเทศซึ่งรวมถึงงบฯ ดูแลสุขภาพ
ความตึงเครียดทางการค้าสร้างแรงกดดันด้านงบประมาณ กระตุ้นให้รัฐบาลต้องไปให้ความสำคัญกับเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ ความสามารถในการฟื้นตัวของภาคอุตสาหกรรม และการจ้างงาน ซึ่งบางครั้งต้องแลกมาด้วยการลงทุนระยะยาว เช่น การปฏิรูประบบสาธารณสุข
อย่างไรก็ตาม การละเลยการดูแลสุขภาพในช่วงที่มีปัญหาด้านเศรษฐกิจถือเป็นความผิดพลาด โดยเฉพาะเมื่อประเทศส่วนใหญ่ของอาเซียนกำลังประสบปัญหาสังคมสูงวัยอย่างรวดเร็ว
การมีระบบดูแลสุขภาพที่ครอบคลุมและยืดหยุ่นเป็นรากฐานของกำลังแรงงานที่มีประสิทธิผลและความมั่นคงของชาติ การระบาดของโควิด-19 เน้นย้ำว่า สุขภาพไม่ใช่ศูนย์กลางของต้นทุนแต่เป็นการลงทุนเชิงยุทธศาสตร์ โดยเฉพาะสำหรับรัฐบาลที่กำลังฟันฝ่าเงื่อนไขความไม่แน่นอนของโลก
วิกฤติสุขภาพเป็นวิกฤติระดับเดียวกับวิกฤติเศรษฐกิจ ธนาคารโลกประเมินว่า หากสุขภาพย่ำแย่จะลดการเติบโตของผลผลิตมวลรวมประชาชาติ (จีดีพี) ในประเทศรายได้ต่ำ-ปานกลางลงได้มากถึง 1.5% ต่อปี อาเซียนไม่สามารถสูญเสียโมเมนตัมในเศรษฐกิจโลกที่แข่งขันกันมากขึ้นทุกขณะได้
รัฐบาลอาเซียนจึงควรหายุทธศาสตร์แบบบูรณาการ เช่นการจัดหาเงินทุนด้านสุขภาพที่ยั่งยืน พีพีพีและความร่วมมือระดับภูมิภาค เพื่อรักษาโมเมนตัมในการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับระบบสุขภาพ
ประสบการณ์ของอียูแสดงให้เห็นว่าความสอดคล้องของนโยบายเป็นสิ่งสำคัญ ความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจและสุขภาพต้องมาคู่กัน อาเซียนสามารถได้รับประโยชน์จากแนวทางดังกล่าว ในท้ายที่สุด การให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพท่ามกลางความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจจะส่งสัญญาณชัดเจนถึงวิสัยทัศน์ระยะยาวและความเป็นผู้นำที่เน้นประชาชนเป็นศูนย์กลาง







