background-default

วันพฤหัสบดี ที่ 15 มกราคม 2569

Login
Login

‘Apple’ ตัดขาดจีนยาก! ย้ายได้แค่ ‘การประกอบ’ ตัวหัวใจผลิต ย้ายไม่ทันยุคทรัมป์

‘Apple’ ตัดขาดจีนยาก! ย้ายได้แค่ ‘การประกอบ’ ตัวหัวใจผลิต ย้ายไม่ทันยุคทรัมป์

เมื่อ “จีน” ขึ้นมาท้าทาย “สหรัฐ” ในเกือบทุกด้าน ไม่ใช่เฉพาะการค้า แต่ยังรวมถึงการเงิน การทหาร อวกาศ ไปจนถึงเทคโนโลยี ในความคิดของทีมทรัมป์ หากปล่อยให้กระแสทุนและบริษัทข้ามชาติจากสหรัฐหลั่งไหลไปที่จีนต่อ ก็จะทำให้ “มังกร” ตัวใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ 

เพื่อสกัดการลงทุนและจ้างงานในจีน การก่อสงครามการค้า จึงเป็นเหมือนแรงบีบเหล่าบริษัทอเมริกัน โดยเฉพาะ “Apple” ที่เป็นดั่ง “ไอคอนแห่งอเมริกา” ให้รีบย้ายฐานการผลิตออกจากจีนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ 

หนึ่งในตัวเต็งอันดับต้นๆที่สหรัฐต้องการให้ “แทนที่” จีน คือ “อินเดีย” เหตุผลเพราะอินเดียยังไม่ใหญ่เหมือนจีนที่จะมาท้าทายสหรัฐ มีขนาดตลาดใหญ่ที่อุดมด้วยประชากรมากที่สุดในโลก อีกทั้งราวครึ่งหนึ่งของประชากรทั้งหมด มีอายุต่ำกว่า 25 ปี อันจะเป็นแรงงานสำคัญ

เท่านั้นยังไม่พอ อินเดียยังมีผู้ที่จบด้านภาควิชา STEM (วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ และคณิตศาสตร์) ที่สำคัญต่อธุรกิจเทคโนโลยีสูงเป็น “อันดับ 2” รองจากจีน ตามข้อมูลจากสถาบันสถิติ Statista

อย่างไรก็ตาม iPhone ที่ผลิตในอินเดียคิดเป็นเพียง 20% ของการผลิตทั่วโลกเท่านั้น การที่สหรัฐต้องการให้ Apple “ตัดขาดจากจีน” ที่เป็นฐานให้ยาวนานกว่า 2 ทศวรรษ และย้ายไปอินเดียทั้งหมดนั้น จะทำได้จริงแค่ไหนในยุคทรัมป์ 4 ปี และต้องแลกกับสิ่งใดบ้าง 

ย้ายส่วนสำคัญจากจีน ใช้เวลา 5-10 ปี

จากคำประกาศล่าสุดของ Apple ส่วนงานที่จะย้ายไปอินเดีย คือ “งานประกอบ” (Assembly) จากชิ้นส่วนที่ผลิตไว้แล้ว เพื่อให้สามารถระบุเป็น Made in India ได้ จะได้โดนภาษีน้อยลง โดยมีแผนจะผลิต iPhone จากเดิม 40 ล้านเครื่อง ให้เป็น 70-80 ล้านเครื่องในอินเดียให้ได้ภายในสิ้นปี 2026 ในการป้อนตลาดอเมริกาที่ต้องการ iPhone ราว 60 ล้านเครื่องต่อปี 

ความพยายามผลิตครั้งใหญ่ของ Apple ในอินเดียนี้ จะมีพันธมิตรเข้าร่วมด้วย อันได้แก่บริษัท Tata Electronics, Foxconn และ Pegatron

“ขณะนี้ Tata กำลังเดินเครื่องเต็มกำลังการผลิต” นาฟเคนดาร์ สิงห์ รองประธานฝ่าย IDC India ซึ่งเป็นผู้ให้บริการข้อมูลเชิงลึกด้านอุตสาหกรรมไอทีกล่าว “ปัจจุบัน Tata เป็นกำลังหลักในการผลิต iPhone ในอินเดีย โดยดำเนินโรงงานประกอบในรัฐทมิฬนาฑู ทางตอนใต้ของประเทศ นอกจากนี้ บริษัทยังเข้าซื้อกิจการโรงงานผลิต iPhone ของ Wistron ในรัฐกรณาฏกะเมื่อปี 2023 และในเดือนมกราคม 2025 ก็ได้ปิดดีล ‘ถือหุ้น 60%’ ซึ่งเป็นสัดส่วนใหญ่ในบริษัท Pegatron Technology India ผู้ผลิตอิเล็กทรอนิกส์สัญชาติไต้หวันในอินเดีย”

เรื่องนี้สะท้อนให้เห็นถึง “การรวมศูนย์ผลิต iPhone ในอินเดีย” ให้อยู่ภายใต้การดูแลของบริษัทอินเดียอย่าง “Tata Electronics”

อย่างไรก็ตาม ความเป็นไปได้ที่อินเดียจะสามารถผลิตส่วน “ตัวหัวใจสำคัญ” อย่างชิปโทรศัพท์มือถือเองได้นั้น ยังอยู่ห่างไกลออกไป “อาจต้องใช้เวลาอีก 5 ถึง 10 ปี” สิงห์กล่าวถึงการผลิตเซมิคอนดักเตอร์ในอินเดีย “ไม่ใช่สิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้ แต่เป็นเรื่องของอนาคตระดับกลางถึงระยะยาว ตอนนี้พวกเขาเริ่มต้นแล้ว แต่ก็ยังต้องใช้เวลาอีกพอสมควร ดังนั้น ชิ้นส่วนที่มีมูลค่าสูงส่วนใหญ่ ก็ยังคงต้องมาจากจีนอยู่ดี”

ยิ่งไปกว่านั้น แหล่งข่าวในอุตสาหกรรมหลายแห่งระบุว่า แผงวงจรหลักสำหรับ MacBook, Mac Mini และ iMac บางรุ่นยังคงต้องส่งกลับไปยังนครเฉิงตู เซินเจิ้น และเซี่ยงไฮ้ เพื่อประกอบขั้นสุดท้าย เนื่องจากขณะนี้ยังไม่สามารถย้ายการผลิตชิ้นส่วนอื่น ๆ ออกจากจีนได้ ซึ่งรวมถึงตัวเครื่องโลหะ ชิ้นส่วนกลไก และขั้วต่อต่าง ๆ

ผู้บริหารจากซัพพลายเออร์ชิ้นส่วน MacBook กล่าวว่า ตัวเคสโลหะของ MacBook ใช้วิธีขึ้นรูปเป็นชิ้นเดียวและมีสกรูไม่กี่ชิ้น ทำให้ซับซ้อนและประกอบยากกว่าโน้ตบุ๊กทั่วไปมาก กระบวนการนี้ต้องใช้เครื่องจักรเฉพาะทางและช่างฝีมือจำนวนมาก ซึ่งปัจจุบันมีเพียง “จีน” เท่านั้นที่มีทรัพยากรเพียงพอ

‘Apple’ ตัดขาดจีนยาก! ย้ายได้แค่ ‘การประกอบ’ ตัวหัวใจผลิต ย้ายไม่ทันยุคทรัมป์ - 'จีน' ยังคงเป็นฐานผลิตให้อิเล็กทรอนิกส์ส่วนใหญ่ (เครดิต: Counterpoint Research/ Nikkei Asia) -

ต้นทุน iPhone ในอินเดีย แพงกว่าจีน 5–8%

ในการย้ายฐานผลิตจะสร้างต้นทุนเพิ่มเติมให้กับ Apple โดยตามรายงานของสำนักข่าว Reuters ซึ่งอ้างแหล่งข่าวที่ไม่ขอเปิดเผยชื่อระบุว่า การผลิต iPhone ในอินเดียนั้น มีต้นทุนสูงกว่าการผลิตในจีนราว 5–8%

“ในแง่ของการผลิต iPhone ส่วนหลัก ๆ การย้ายกระบวนการผลิตส่วนสำคัญจากจีนไปยังอินเดียนั้นจะต้องใช้เวลาหลายปี” แดน ไอฟส์ นักวิเคราะห์จาก Wedbush Securities กล่าว โดยหมายถึงชิ้นส่วนของโทรศัพท์ที่ยังคงผลิตในจีน ก่อนจะถูกส่งไปอินเดียเพื่อประกอบเป็นสินค้าเสร็จสมบูรณ์

ไอฟส์ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า แผนของ Apple ที่จะย้ายกระบวนการประกอบ iPhone สำหรับตลาดสหรัฐไปยังอินเดียทั้งหมด ซึ่งจะต้องวางโครงสร้างพื้นฐานใหม่ อาจทำให้บริษัทเสียค่าใช้จ่ายสูงถึง 30,000–40,000 ล้านดอลลาร์ หรือราว 1-1.3 ล้านล้านบาท

ยังผลิตไม่ได้คุณภาพเท่าจีน

การผลิต iPhone ภายใต้การนำของ Tata Electronics ไม่ได้เป็นไปอย่างราบรื่นทั้งหมด ในปี 2023 โรงงานของ Tata ที่เมืองอุตสาหกรรม Hosur ในอินเดีย ซึ่งผลิตตัวเคส iPhone มีรายงานว่า อัตราการผลิตที่ผ่านมาตรฐาน มีอยู่เพียง 50% เท่านั้น กล่าวคือ “ครึ่งหนึ่งของชิ้นส่วน” ไม่ผ่านการตรวจสอบคุณภาพอันเข้มงวดของ Apple ซึ่งถือว่าเป็น “อัตราที่ต่ำมาก” 

แม้การขยายการผลิตครั้งนี้จะเป็นความพยายามของ Apple ในการลดพึ่งพาจีนลงบางส่วน แต่ตัวกระบวนการขยายเองกลับต้องพึ่งพาแรงงานจีนอย่างมาก “คุณยังจำเป็นต้องใช้ความเชี่ยวชาญจากจีน” สิงห์กล่าว “วิศวกรและบุคลากรจากจีน จำเป็นต้องเข้ามาเพื่อจัดตั้งสายการผลิตใหม่ในอินเดีย”

อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้อาจกลายเป็นอุปสรรคสำหรับ Apple หากรัฐบาลจีนไม่พอใจต่อการเร่งย้ายฐานการผลิตไปยังอินเดีย “ผมคิดว่า แรงกดดันทางภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างอินเดียกับจีน เป็นปัจจัยจำกัดเพียงอย่างเดียว” สิงห์กล่าว

นอกจากนี้ ทิม คุก ซีอีโอของ Apple ยังเคยให้เหตุผลที่ทำไม Apple ถึง Made in China ว่า “ในสหรัฐ คุณอาจจัดประชุมเหล่าวิศวกรเครื่องมือ แล้วไม่แน่ใจว่าจะมีคนพอเติมห้องได้ แต่ในจีน คุณสามารถเติมคนได้หลายสนามฟุตบอลเลยทีเดียว” คุกกล่าว โดยคุกย้ำว่า เหตุผลที่บริษัท Apple พึ่งพาประเทศอย่างจีน ไม่ใช่เพราะแรงงานราคาถูก แต่เพราะคุณภาพของพนักงานที่มีทักษะและผ่านการฝึกฝนมาเป็นอย่างดี

จีนขวางถ่ายโอนฐานสู่อินเดีย

หากจีนอำนวยความสะดวกให้ Apple ย้ายฐานผลิตมายังอินเดียได้ง่ายขึ้น นี่จะส่งผลลบต่อการจ้างงานในจีน และขัดต่ออุดมการณ์ชาติได้ ด้วยเหตุนี้ อินเดียอาจจำเป็นต้องพึ่งพาความสามารถของตนเอง ควบคู่ไปกับความร่วมมือจากสหรัฐ ในการวางรากฐานการผลิตใหม่ทั้งหมด

The Information สื่อด้านเทคโนโลยี ซึ่งมีสำนักงานใหญ่ในซานฟรานซิสโกรายงานว่า “ในหลายกรณี เจ้าหน้าที่จีนได้ชะลอหรือสกัดกั้นการจัดส่งอุปกรณ์ผลิต iPhone ไปยังอินเดีย โดยไม่มีคำอธิบายใด ๆ” พร้อมระบุเพิ่มเติมว่า ระยะเวลาในการอนุมัติการส่งออกอุปกรณ์ผลิต iPhone จากจีนไปอินเดีย ได้เพิ่มขึ้นจากเดิมประมาณ 2 สัปดาห์ เป็นนานถึง 4 เดือน!

ในกรณีหนึ่ง มีรายงานว่าเจ้าหน้าที่จีนปฏิเสธไม่ให้ซัพพลายเออร์อุปกรณ์ของ Apple รายหนึ่งในจีน ส่งออกเครื่องจักรที่จำเป็นสำหรับการผลิตทดลอง iPhone 17 ไปยังอินเดีย ในที่สุดซัพพลายเออร์รายดังกล่าวจึงจัดตั้งบริษัทบังหน้าในแถบอาเซียน เพื่อพยายามหลีกเลี่ยงข้อจำกัดเหล่านี้

จะเห็นได้ว่า ความพยายามตัดขาดจากจีน มาพร้อมความท้าทายสูงหลายประการ แม้อาจยังไม่สำเร็จภายในยุคทรัมป์ แต่ก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้เลย นี่จึงถือเป็น “นาฬิกาปลุก” ให้มังกรเร่งเตรียมพร้อมและหาแนวร่วมตลาดใหม่รองรับ ขณะที่สหรัฐกำลังเร่งลดการพึ่งพาจีนอย่างรวดเร็ว

อ้างอิง: FTwiredgallupreuterstimeeconomicaljanikkei