background-default

วันพฤหัสบดี ที่ 15 มกราคม 2569

Login
Login

เลิกเก็บ ‘ภาษีเงินได้’ รีด ‘ภาษีนำเข้า’ แทน แนวคิดทรัมป์นี้ เป็นไปได้จริงหรือ?

เลิกเก็บ ‘ภาษีเงินได้’ รีด ‘ภาษีนำเข้า’ แทน แนวคิดทรัมป์นี้ เป็นไปได้จริงหรือ?

ทรัมป์จุดประกายแนวคิดสุดขั้ว ยกเลิก ‘ภาษีเงินได้’ ชาวอเมริกัน หันมาทุ่มเก็บ ‘ภาษีนำเข้า’ จากต่างประเทศแทน หวังสร้างรายได้มหาศาล และฟื้นคะแนนนิยม แต่ความเป็นจริงที่ซับซ้อน กำลังตั้งคำถามถึงความเป็นไปได้ของแนวคิดนี้

นับถอยหลังเส้นตาย 90 วันที่ใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ สหรัฐจะลดหย่อนภาษีนำเข้าที่สูงลิ่วต่อทั่วโลกหรือไม่ ล่าสุด ประธานาธิบดีทรัมป์เสนอ “แนวคิดใหม่” ขึ้น ลดหรือแทบไม่ต้องเก็บ “ภาษีเงินได้” จากชาวอเมริกัน แต่จะเน้นเก็บ “ภาษีนำเข้า” จากต่างประเทศ เป็นแหล่งรายได้ใหม่ทดแทน

“เมื่อภาษีนำเข้าถูกนำมาใช้ ภาษีเงินได้ของหลายคนจะลดลงอย่างมาก บางคนอาจไม่ต้องจ่ายเลยด้วยซ้ำ” ทรัมป์โพสต์บน Truth Social เมื่อวันที่ 27 เม.ย. 2025 “เราจะเน้นไปที่ผู้มีรายได้น้อยกว่า 200,000 ดอลลาร์ต่อปี”

ไม่เพียงเท่านั้น ก่อนขึ้นเครื่องบินแอร์ฟอร์ซวัน เพื่อเดินทางกลับจากพิธีศพของสมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส ทรัมป์กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า “เราจะทำเงินได้มหาศาล และเราจะลดภาษีให้กับประชาชน อาจต้องใช้เวลาสักพักก่อนที่เราจะทำเช่นนั้น แต่เราจะลดภาษีแน่นอน และอาจถึงขั้นยกเลิกภาษีทั้งหมด เพราะผมคิดว่ารายได้จากภาษีศุลกากร จะ ‘เพียงพอ’ ที่จะทดแทนภาษีเงินได้ทั้งหมดได้”

ในภาพฝันของทรัมป์ที่ต้องการไม่ให้ชาวอเมริกันเสียภาษีเงินได้ และให้ต่างประเทศเป็นผู้จ่ายแทน เพื่อฟื้นคะแนนนิยมในตัวเขากลับมา หากพิจารณาจาก “ข้อเท็จจริง” แล้ว ก็พบว่าไม่ง่าย และก่อปัญหาตามมาหลายประการ ดังนี้

ต้องเก็บภาษีในอัตรา 100% ต่อทั่วโลก

สำหรับรายได้จากภาษีนำเข้าหรือภาษีศุลกากรนี้ คิดเป็น “สัดส่วนที่น้อย” ของงบประมาณรัฐบาลสหรัฐ ถ้าจะให้สามารถ “ทดแทน” ภาษีเงินได้ตามที่ทรัมป์วาดฝัน ภาษีศุลกากรจะต้องอยู่ในระดับที่ “สูงมาก” อย่างน้อยในระดับ 100% สำหรับสินค้านำเข้าทั้งหมด ไม่ใช่เฉพาะกับจีน แต่กับทั่วโลกด้วย

เหตุผลเพราะรัฐบาลกลางเก็บรายได้จากภาษีเงินได้ประมาณ 3 ล้านล้านดอลลาร์ต่อปี ขณะเดียวกัน สหรัฐก็นำเข้าสินค้าราว 3 ล้านล้านดอลลาร์ต่อปีเช่นกัน ซึ่งหมายความว่า ภาษีศุลกากรจะต้องอยู่ที่ระดับอย่างน้อย 100% จึงจะสามารถทดแทนรายได้จากภาษีเงินได้ได้ ตามที่ทอร์สเทน สล็อก หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของ Apollo Global Management ระบุไว้

ไม่เพียงเท่านั้น ฟิทช์ เรทติ้งส์ ผู้ให้บริการด้านการจัดอันดับเครดิตยังระบุว่า ขณะนี้ สหรัฐมีอัตราภาษีศุลกากรที่แท้จริงอยู่ที่ 22.8% ดังนั้น หากจะใช้ภาษีศุลกากรมาแทนที่ภาษีเงินได้ อัตราภาษีจะต้องเพิ่มขึ้นมากกว่า 4 เท่าจากระดับปัจจุบัน ทั้งที่อัตราภาษีใหม่นี้ของสหรัฐ ก็ถือว่า “สูงที่สุด” ในบรรดาประเทศพัฒนาอยู่แล้ว และยังเป็นปัจจัยที่อาจฉุดให้เศรษฐกิจสหรัฐ และทั่วโลกเข้าสู่ภาวะถดถอย

“ปัญหาคือ เราไม่สามารถรู้ได้แน่ชัดว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับยอดขาย หากราคาสินค้านำเข้าทุกชนิดเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า” สล็อกกล่าว “เมื่อราคาสูงขึ้น ยอดขายก็มักจะลดลง ซึ่งอาจทำให้ต้องเก็บภาษีนำเข้าสูงขึ้นไปอีกถึง 200% จากสินค้านำเข้าทั้งหมด จึงจะสามารถทดแทนภาษีเงินได้ทั้งหมดได้”

แหล่งรายได้ผันผวนสูง

ในขณะ “ภาษีเงินได้” ค่อนข้างสม่ำเสมอ แม้เศรษฐกิจมีขึ้นลงบ้าง แต่มีเสถียรภาพสูง จนเป็นแหล่งรายได้หลักของรัฐบาล ต่างจาก “ภาษีนำเข้า” ที่มีความไม่แน่นอนสูง และประเทศที่ถูกสหรัฐขึ้นภาษีนำเข้าในระดับสูง ก็มีแนวโน้ม “ลดการค้าขาย” กับสหรัฐลงด้วย ทำให้เงินภาษีที่ควรจะเก็บได้ ยิ่งลดลงไปอีก

ยังไม่นับรวมความไม่แน่นอนจากดีลการค้า ภาคอุตสาหกรรมต่าง ๆ ที่เรียกร้องให้รัฐบาลปรับลดภาษี หรือเหตุการณ์ตึงเครียดทางการค้าอย่างฉับพลัน ซึ่งล้วนทำให้รายได้ภาษีนำเข้าแปรปรวนสูง และยากต่อการคาดการณ์

เมื่อรวมกับนโยบายทรัมป์ที่มักเปลี่ยนไปมา ก็ยิ่งตอกย้ำว่า การใช้ภาษีนำเข้าเป็นแหล่งรายได้หลัก ไม่อาจรับประกันความมั่นคงของงบประมาณรัฐได้ และอาจกระทบการจัดสรรงบฯต่อโครงการต่าง ๆ ไปจนถึงเงินเดือนข้าราชการให้ผันผวนตามไปด้วย

คนอเมริกันจ่ายในรูป “สินค้าแพง” แทน

จากกรณีที่สหรัฐขึ้นภาษีนำเข้าต่อจีนที่ 145% หลายคนอาจเข้าใจว่า จีนเป็นผู้จ่าย 145% นี้ “แต่ในความเป็นจริงแล้ว” ผู้ที่ต้องจ่าย 145% คือ “ผู้นำเข้าสินค้าจากจีน” และหากผู้นำเข้าแบกรับไม่ไหว ก็จะส่งต่อต้นทุนภาษีนี้ให้ “ผู้บริโภค” แทน กลายเป็นราคาสินค้าแพงขึ้น 145% หรือน้อยกว่านี้ ขึ้นอยู่กับว่าผู้นำเข้าแบกรับไว้ส่วนหนึ่งแค่ไหน

เห็นได้จาก อีคอมเมิร์ซแอมะซอนดอทคอม ที่สินค้าส่วนใหญ่ผลิตจากจีน เมื่อชาวอเมริกันกดสั่งสินค้า ก็จะมี “รายการภาษีนำเข้า” เพิ่มขึ้นมา ที่แพงยิ่งกว่าราคาสินค้าเสียอีก ได้ถูกระบุเข้าไปด้วย เพื่อทำให้ผู้บริโภคชาวอเมริกันเห็นภาพชัดเจนขึ้นว่า ภาษีทรัมป์ส่งผลอย่างไรต่อราคาสินค้า

แต่ล่าสุด ทาง Amazon ได้ยอมถอดการแสดงรายการดังกล่าวแล้ว เนื่องจากรัฐบาลทรัมป์ประท้วง และเรียกยักษ์อีคอมเมิร์ซเบอร์ 1 ของสหรัฐรายนี้ว่า เป็นการกระทำที่เป็นปฏิปักษ์ต่อรัฐบาล และมีเจตนาทางการเมือง

ด้วยเหตุนี้ หากทรัมป์ขึ้นภาษีนำเข้าต่อทุกประเทศที่ 100% แม้ชาวอเมริกันไม่ต้องจ่ายภาษีเงินได้แล้ว แต่สิ่งที่ชาวอเมริกันจ่ายแทนคือ ราคาสินค้าและวัตถุดิบจากต่างประเทศที่แพงขึ้น 100% 

ช่องว่างความเหลื่อมล้ำจะหนักขึ้น

ท่ามกลางทั่วโลกที่เผชิญ “ปัญหาความเหลื่อมล้ำ” ที่สูงขึ้นเรื่อย ๆ ภาษีเงินได้มีขึ้นเพื่อจัดเก็บภาษีตามขั้นบันไดเงินได้ ยิ่งมีรายได้ต่อปีสูง ก็จะถูกเก็บภาษีในอัตราสูงขึ้นตามไปด้วย

ในทางกลับกัน “ภาษีศุลกากร” จะส่งผลกระทบต่อ “ทุกคน” ที่ซื้อสินค้าบริโภค ไม่ว่าคนนั้นมีรายได้สูงหรือต่ำก็ตาม หรือกล่าวอีกแบบคือ การเปลี่ยนจากภาษีเงินได้มาเป็นภาษีศุลกากร คือการเปลี่ยนจากภาษีที่บางคนจ่าย ไปเป็นภาษีที่เกือบทุกคนต้องจ่าย ซึ่งเป็นการโยกภาระของรัฐไปสู่ครัวเรือนรายได้น้อย แทนที่จะลดภาระให้พวกเขา ท้ายที่สุดอาจทำให้ “ช่องว่างความเหลื่อมล้ำ” ห่างยิ่งขึ้นกว่าเดิม

อ้างอิง: wsjcnnbbc