background-default

วันศุกร์ ที่ 16 มกราคม 2569

Login
Login

สรุปสัมภาษณ์ 'สก็อต เบสเซนต์' จากตลาดบอนด์ สู่จีน และภาษีทรัมป์

สรุปสัมภาษณ์ 'สก็อต เบสเซนต์' จากตลาดบอนด์ สู่จีน และภาษีทรัมป์

สรุปประเด็นขุนคลังสหรัฐ 'สก็อต เบสเซนต์' ให้สัมภาษณ์ตั้งแต่วิกฤตตลาดพันธบัตร ไปจนถึงการกีดกัน "จีน" ในละตินอเมริกา และการพลิกบทบาทจากคนวงนอกสู่ทีมลีดเจรจาภาษี

ชื่อของ "สก็อต เบสเซนต์" รัฐมนตรีคลังสหรัฐ ถูกพูดถึงอย่างมากในช่วงหลังมานี้ จากเดิมที่บลูมเบิร์กเคยรายงานว่าเขาเป็นเหมือน "คนวงนอก" ที่ไม่ได้มีส่วนร่วมตัดสินใจกำหนดอัตราภาษีเมื่อครั้งที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศภาษีศุลกากรตอบโต้ (Reciprocal tariffs) ไปก่อนหน้านี้ แต่สถานการณ์กำลังพลิกกลับในช่วง 1-2 สัปดาห์ที่ผ่านมา 

เมื่อตลาดหุ้นตกต่ำสุดในรอบหลายสิบปีและที่สำคัญ "ตลาดพันธบัตร" ถูกเทขายอย่างผิดปกติจนบอนด์ยีลด์พุ่งสูงสร้างความระส่ำไปทั่วโลก จนทรัมป์ต้องเลื่อนภาษีออกไป 90 วัน และมีการตั้งให้เบสเซนต์เป็นหัวหน้าทีมเจรจาเรื่องภาษี โฟกัสจึงกลับไปหาเบสเซนต์ที่เป็นอดีตผู้จัดการกองทุนเฮดจ์ฟันด์และอดีตผู้จัดการกองทุนของจอร์จ โซรอส โดยมีรายงานข่าวว่าเขามีบทบาทสำคัญที่ทำให้ทรัมป์ตัดสินใจเลื่อนภาษีออกไป 90 วัน เพื่อหยุดวิกฤติในตลาดพันธบัตรและค่าเงินดอลลาร์ที่กำลังเสื่อมค่า  

ล่าสุด เบสเซนต์ได้ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวบลูมเบิร์กในประเด็นต่างๆ ระหว่างการเดินทางเยือนอาร์เจนตินา ตั้งแต่การตอบคำถามเรื่อง "ตลาดพันธบัตรสหรัฐกำลังถูกดั๊มป์หรือไม่" ไปจนถึงการที่เขาต้องมาถึงอาร์เจนตินาเพื่อกีดกันจีนไม่ให้เข้ามาครอบงำละตินอเมริกาเหมือนที่ทำกับแอฟริกา และการที่บทบาทของเขากำลังพลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือในเรื่องภาษีตอบโต้

"กรุงเทพธุรกิจ" สรุปประเด็นสำคัญมาให้ดังนี้ 

  • "ละตินอเมริกา" และ "จีน"

รัฐบาลทรัมป์ให้ความสำคัญกับละตินอเมริกาตั้งแต่เนิ่นๆ โดยมีเป้าหมายหลักคือ การป้องกันไม่ให้จีนเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับ "ข้อตกลงที่ละโมภ" (rapacious deals) เช่นเดียวกับที่ทำในแอฟริกา ซึ่งเกี่ยวข้องกับสิทธิในแร่ธาตุ หนี้ที่ไม่เปิดเผย และข้อตกลงการเรียกเก็บค่าธรรมเนียม ซึ่งอาจส่งผลเสียยาวนานไปจนถึงคนรุ่นเจนเนอเรชันต่อไป ปัจจุบัน อาร์เจนตินามีการทำข้อตกลงสวอปอัตราแลกเปลี่ยนกับจีนไปแล้ว แต่กับสหรัฐนั้นยังไม่มีการพิจารณาขอการปล่อยสินเชื่อโดยตรงกับสหรัฐ 

  • การเจรจาการค้า

สหรัฐได้ชะลอการบังคับใช้ภาษีตอบโต้ออกไป 90 วัน และกำลังดำเนินการเจรจาการค้ากับพันธมิตรสำคัญๆ อย่างรวดเร็ว ซึ่งรวมถึง "เวียดนาม ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้" โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างกระบวนการที่เป็นระเบียบใหม่ ผู้ที่บรรลุข้อตกลงเป็นรายแรกอาจได้รับข้อตกลงที่ดีที่สุด โดยคาดว่าจะมีข้อตกลงในเชิงหลักการกับหลายประเทศภายใน 90 วัน ส่วนจะมีหลายสิบประเทศหรือไปถึง 70 ประเทศเลยหรือไม่นั้นก็ขึ้นอยู่กับการเจรจา

เบสเซนต์ระบุว่าแนวทางภาษีศุลกากรของทรัมป์เป็นกลยุทธ์ที่กำหนดอัตราภาษีสูงเพื่อเริ่มต้นการเจรจา แต่ภาษีศุลกากรก็ยังเป็นส่วนที่ง่ายที่สุด เมื่อเทียบกับอุปสรรคทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี (non-tariff trade barriers) ซึ่งมีความซับซ้อนในการดำเนินการมากกว่าและต้องใช้เวลานานกว่าในการแก้ปัญหา ส่วนคำถามเรื่องการพลิกบทบาทมาเป็นผู้นำการเจรจานั้น เบสเซนต์ตอบว่าเขาเคยบอกว่าไม่ได้เป็นคนกำหนดอัตราภาษีเท่านั้น แต่ก็ยังอยู่ในวงกำหนดนโยบายนี้มาตลอด 

  • ความสัมพันธ์ทางการค้ากับจีน

สหรัฐต้องการให้บรรดาประเทศคู่ค้าพิจารณาถึงผลกระทบจากสินค้าจีนที่ไหลบ่าเข้าสู่ตลาดของตน หลังจากที่สหรัฐเริ่มใช้มาตรการภาษีนำเข้า กระทรวงพาณิชย์ของจีนกล่าวว่าอัตราภาษีนำเข้าที่สูงเป็นเรื่องตลก แต่สหรัฐมองว่าเป็นเรื่องสำคัญ แม้ว่าอาจจะไม่ได้ใช้ไปในระยะยาวก็ตาม และแม้ว่าการแยกเศรษฐกิจของสหรัฐออกจากจีน (decoupling) จะไม่ใช่สิ่งจำเป็น แต่ก็มีความเป็นไปได้ ความสัมพันธ์ทางการค้ากับจีนมีความพิเศษเฉพาะตัวเนื่องจากจีนเป็นทั้งคู่แข่งทางเศรษฐกิจและคู่แข่งทางการทหาร

"ผมคิดว่าการต่อสู้เป็นคำที่รุนแรงไปหน่อย แต่ตอนนี้เรามีภาษีศุลกากรกับจีนแล้ว และพวกเขา (ประเทศคู่ค้า) ก็ต้องการการปกป้องตัวเองจากสินค้าจีนที่ไหลทะลักเข้าตลาด พวกเขา (จีน) จะไม่หยุดการผลิตเพราะสหรัฐมีกำแพงภาษีศุลกากร สินค้าเหล่านั้นจะไปที่ไหนสักแห่ง" เบสเซนต์ตอบคำถามเรื่องมีการมองหาความร่วมมือจากชาติพันธมิตรในการเจรจาการค้า เพื่อร่วมกันต่อสู้กับจีนหรือไม่

"ส่วนสินค้าจะไปที่ไหนนั้นขึ้นอยู่กับว่ามันคืออะไร สินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มสูงอาจจะไปที่ยุโรป แคนาดา หรือกลุ่มประเทศ G7 ส่วนพวกกลุ่มสินค้าราคาถูกที่มีปริมาณมาก หรือสินค้าจุกจิกเล็กๆ น้อยๆ อาจทะลักไปในกลุ่มประเทศซีกโลกใต้"

  • ตลาดพันธบัตรและเงินดอลลาร์

เบสเซนต์ไม่เชื่อว่าจะเกิดการเทขาย หรือ "ดั๊มป์ตลาด" พันธบัตรสหรัฐ จากการประมูลหลายครั้งเมื่อเร็วๆ นี้บ่งชี้ว่าต่างชาติถือครองพันธบัตรสหรัฐเพิ่มขึ้น รมว.คลังสหรัฐกล่าวว่า ความผันผวนล่าสุดในตลาดพันธบัตร โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตร 10 ปีเพิ่มขึ้นและค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่าลงนั้น เกิดจากสถานะการซื้อขายที่มีการกู้ยืม (leveraged) และการขายเพื่อถือเงินสดบางส่วน แต่ไม่ใช่การดั๊มป์ตลาดโดยรัฐบาลต่างชาติ (sovereign) และสหรัฐก็มีกลไกการซื้อคืนเพื่อป้องกันในเรื่องนี้อยู่แล้ว

เบสเซนต์ย้ำว่าดอลลาร์สหรัฐยังคงเป็นสกุลเงินสำรองของโลก และสหรัฐมีนโยบายดอลลาร์ที่เข้มแข็ง ความผันผวนในระยะสั้นไม่ใช่ปัญหาสำคัญ

  • ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด)

เบสเซนต์กล่าวว่าได้หารือกับประธานเฟด เจอโรม พาวเวลล์ เป็นประจำ การหารือเกี่ยวกับผู้สมัครประธานเฟดคนต่อไปแทนพาวเวลล์ ซึ่งจะหมดวาระในเดือนพ.ค. 2026 จะเริ่มขึ้นในช่วงฤดูใบไม้ร่วง ในปัจจุบันประธานเฟดไม่มีความกังวลใดๆ เกี่ยวกับตลาดพันธบัตร เฟดไม่ได้รู้สึกจำเป็นต้องเข้าแทรกแซงในตลาดพันธบัตร ขณะที่กระทรวงการคลังเองมีเครื่องมือต่างๆ มากมายที่พร้อมใช้งานหากสถานการณ์ในตลาดพันธบัตรน่าวิตกมากขึ้น รวมถึงการซื้อคืนพันธบัตร

  • นโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลทรัมป์

เบสเซนต์เปรียบนโยบายเศรษฐกิจสหรัฐชุดนี้ว่าเป็นเหมือน "เก้าอี้สามขา" ประกอบด้วย "ภาษีศุลกากร (กับต่างประเทศ) การลดหย่อนภาษี (ในประเทศ) และการลดกกฎระเบียบ" ซึ่งปัจจุบันประเด็นสำคัญอยู่ที่ภาษีศุลกากร เบสเซนต์เชื่อว่าตลาดควรพิจารณาภาพรวมของนโยบายทั้งหมด 

เขาเน้นย้ำถึงความสามัคคีของพรรครีพับลิกันในการส่งเสริมงบประมาณและนโยบายภาษี โดยแนะนำว่ากำลังพิจารณามากกว่าแค่การขยายขอบเขตของกฎหมายภาษีในปัจจุบัน ส่วนสาส์นที่ต้องการสื่อถึงตลาดการเงินและผู้บริโภคก็คือ "ใจเย็นๆ" รัฐบาลกำลังปรับใช้นโยบายต่างๆ และเจรจาการค้าอยู่ เขารับประกันว่าจะมีกระบวนการที่เข้มแข็งในการเจรจาการค้า และเชื่อว่าความไม่แน่นอนที่ชี้วัดโดยดัชนี VIX น่าจะมาถึงจุดสูงสุดแล้ว