background-default

วันพุธ ที่ 14 มกราคม 2569

Login
Login

Starlink ของอีลอน มัสก์ 'ดิสรัปเตอร์' พลิกโลกธุรกิจสื่อสาร

Starlink ของอีลอน มัสก์  'ดิสรัปเตอร์' พลิกโลกธุรกิจสื่อสาร

Starlink 'ดิสรัปเตอร์' ใหญ่ พลิกธุรกิจสื่อสาร Telco ทั่วโลก เมื่ออินเทอร์เน็ตจากฟ้ากำลังพัฒนาอย่างรวดเร็ว หลังอีลอน มัสก์ ยึดหัวหาดดาวเทียมสื่อสารนอกโลก

เดิมทีบริษัทในอุตสาหกรรมโทรคมนาคม หรือ Telco ต้องเผชิญแรงกดดันในการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีอยู่แล้ว และต้องเปลี่ยนผ่านไปสู่การเป็น Techno หรือบริษัทเทคโนโลยีให้มากขึ้น แต่ปัจจุบันภาคโทรคมนาคมกำลังต้องเผชิญเรื่องปวดหัวมากขึ้นอีกจากดิสรัปเตอร์ตัวใหม่ที่เข้ามาอย่างบริษัท “สตาร์ลิงก์” (Starlink) ของอีลอน มัสก์ ที่อาจเป็นไฟต์บังคับให้อุตสาหกรรมนี้ต้องเปลี่ยนผ่านอย่างแท้จริง

ไนเตช ซิงห์ กรรมการผู้จัดการฝ่ายสื่อสาร สื่อ และเทคโนโลยีของ Accenture ภูมิภาคแอฟริกา เตือนผู้ให้บริการโทรคมนาคมว่า ต้องยอมรับการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลเพื่อความอยู่รอด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อบรรดาผู้เล่นที่เน้นนวัตกรรม เช่น Starlink กำลังรุกคืบเข้ามาในตลาด ซึ่งปัจจุบันภูมิทัศน์ของอุตสาหกรรมโทรคมนาคมกำลังคล้ายกับ “ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่” (The Great Depression) ไม่ว่าจะมองในแง่ของกำไรและรายได้ที่ลดลงของผู้ให้บริการมือถือ

การต่อสู้นี้ถูกซ้ำเติมด้วย “ภัยคุกคามที่สร้างความปั่นป่วนครั้งใหญ่” ที่เกิดจาก Starlink บริษัทเชื่อมต่อดาวเทียมของ SpaceX ซึ่งกำลังเดินเครื่องขอใบอนุญาตดำเนินการในหลายประเทศตลาดเกิดใหม่ ซิงห์ยอมรับว่าบริการนี้เป็น “สิ่งที่ดี” สำหรับการอุดช่องว่างเรื่องการครอบคลุมและเชื่อมต่อชุมชนชนบทที่การเชื่อมต่อเดิมไปไม่ถึง เช่น ซิมบับเว ซึ่งความต้องการบริการ Starlink มีมากกว่าอุปทานตั้งแต่เริ่มเปิดตัวเมื่อต้นเดือนก.ย. 2567

“ผมคิดว่าสิ่งที่ผู้ให้บริการเหล่านี้จำเป็นต้องทำคือ สร้างตัวเองขึ้นมาใหม่ นำเสนอบริการที่แตกต่างออกไป สำรวจแนวทางใหม่ๆ และเข้าสู่กลุ่มอุตสาหกรรมที่แตกต่างกัน พวกเขาต้องเปลี่ยนแปลงธุรกิจของตน เพราะบริษัทโทรคมนาคมแบบดั้งเดิมจะไม่สามารถอยู่รอดได้ แม้แต่โมเดลเปลี่ยนผ่านจาก Telco เป็น Techno ที่ทุกคนพูดถึงก็ยังไม่ดีพอ” ซิงห์กล่าว

“ผู้บริโภคกำลังเปลี่ยนแปลงไป หากคุณมองไปที่คนรุ่นใหม่และข้อมูลจำนวนมหาศาลที่พวกเขาบริโภค คุณต้องเสนอข้อเสนอที่มีคุณค่าที่แตกต่างออกไปสำหรับพวกเขา”

Starlink เขย่าโลก

อีลอน มัสก์ เจ้าของธุรกิจขนส่งทางอวกาศ SpaceX ได้แตกไลน์ธุรกิจโครงข่ายอินเทอร์เน็ตดาวเทียม Starlink ขึ้นมาในเดือนม.ค. 2015 เพื่อมุ่งให้บริการอินเทอร์เน็ตที่ครอบคลุมในเกือบทุกพื้นที่ทั่วโลก เป็นอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง ความหน่วงต่ำ และราคาไม่แพง ซึ่งเมื่อ 10 ปีที่แล้วอาจยังเป็นเพียงคอนเซปต์ที่ทะเยอทะยานและยังมองไม่เห็นในเชิงพาณิชย์

ทว่าผ่านมาครบรอบ 10 ปีในปีนี้ Starlink ที่เคยส่งดาวเทียมสื่อสารวงโคจรต่ำขึ้นไปนอกโลกชุดแรกประมาณ 60 ดวงเมื่อปี 2019 ปัจจุบันกองทัพดาวเทียมสื่อสารของมัสก์ขยายเพิ่มออกไปหลายเท่าตัวเป็นกว่า 7,000 ดวง จากดาวเทียมทั้งหมดที่โคจรรอบโลกราว 11,800 ดวงเมื่อต้นเดือนมี.ค. 2025 ขณะที่จำนวนสมาชิกก็เพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า ณ สิ้นปี 2024 อยู่ที่ 4.6 ล้านรายทั่วโลก

Starlink ของอีลอน มัสก์  'ดิสรัปเตอร์' พลิกโลกธุรกิจสื่อสาร

ความน่าสนใจแรกอยู่ที่ “เทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ไม่หยุดยั้ง” จรวดของ SpaceX ในยุคปัจจุบันกับรุ่น Falcon 9 สามารถปล่อยดาวเทียมสื่อสารได้ครั้งละประมาณ 20-60 ดวง ในการปล่อยล่าสุดเมื่อวันที่ 14 เม.ย. 2568 ที่แหลมคานาเวอรัลส่งดาวเทียมสื่อสารออกไปทั้งหมด 27 ดวง โดยดาวเทียมสื่อสารของ Starlink "ถูกออกแบบ" ให้มีขนาดเล็กเพื่อให้สามารถปล่อยได้หลายดวงในครั้งเดียว ช่วยให้สามารถสร้างเครือข่ายดาวเทียมที่หนาแน่นขึ้น เพิ่มพื้นที่ให้บริการและรองรับผู้ใช้งานได้มากขึ้นในเวลาเดียวกัน ขณะที่เทคโนโลยีเสาอากาศแบบ phased array และระบบที่ล้ำสมัยในดาวเทียมขนาดเล็ก ช่วยให้การเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตมีความเร็วสูงและหน่วงต่ำ แข่งขันกับอินเทอร์เน็ตแบบดั้งเดิมได้

Starlink ของอีลอน มัสก์  'ดิสรัปเตอร์' พลิกโลกธุรกิจสื่อสาร

เมื่อปีที่แล้ว Starlink เขย่าหน้าประวัติศาสตร์วงการสื่อสารทั่วโลก ด้วยการประกาศความสำเร็จในการทดสอบการส่งข้อความบนโทรศัพท์มือถือผ่านดาวเทียม ทำให้โทรศัพท์มือถือในพื้นที่ไม่มีสัญญาณสามารถเชื่อมต่อไปยังดาวเทียมได้โดยตรง ไม่ต้องมีการอัปเกรดอุปกรณ์เพิ่มเติม (Direct to Cell)

ปัจจุบันมีบริษัทสื่อสารในบางประเทศ เช่นนิวซีแลนด์ ได้ร่วมมือกับ Starlink นำเทคโนโลยีนี้ไปใช้แล้ว และล่าสุดบริษัท KDDI ในญี่ปุ่นได้เปิดให้บริการ AU Starlink Direct ขึ้นเป็นครั้งแรกเพื่ออุดช่องโหว่การสื่อสารในพื้นที่ที่โครงข่ายภาคพื้นดินยังครอบคลุมไม่ถึงอีกประมาณ 40% เช่น เกาะโอกินาวา 

ตามข้อมูลของ KDDI บริการนี้จะช่วยให้เชื่อมต่อได้ตราบใดที่สามารถมองเห็นท้องฟ้าได้อย่างชัดเจน แม้จะอยู่นอกพื้นที่ครอบคลุมก็ตาม ไอคอนดาวเทียมจะปรากฏขึ้นที่มุมขวาบนของหน้าจออุปกรณ์เมื่อเชื่อมต่อผ่านบริการนี้ ปัจจุบันยังใช้ได้เพียงการรับส่อข้อความ SMS, RCS และ iMessages เพื่อแชร์ข้อมูลตำแหน่งปัจจุบัน การรับแจ้งเตือนแผ่นดินไหว การแจ้งเตือนสึนามิ และ J-Alert แต่ในเร็วๆ นี้ คาดว่าจะมีการพัฒนาให้รองรับการโทรศัพท์และรับส่งข้อมูลได้

จุดชนวนการแข่งขัน

แน่นอนว่าการเติบโตของ Starlink ทำให้เกิดการแข่งขันอย่างเร่งรีบตามมา ทั้งในแง่ธุรกิจและความมั่นคงทางอวกาศ

รอยเตอร์สระบุว่า บริษัทโทรคมนาคมรายใหญ่ เช่น Comcast ในสหรัฐ อาจมีเหตุผลหลายประการที่ต้องไม่ต้องซีเรียสกับคู่แข่งรายนี้ เพราะอาจมองว่าเป็นเรื่องยากที่ Starlink จะมาแข่งเรื่องการเชื่อมต่อที่เร็วกว่าและเสถียรกว่าเมื่อเทียบกับเครือข่ายเคเบิลใยแก้วนำแสง หรือแม้กระทั่งราคาที่ยังแพงกว่าอินเทอร์เน็ตปกติ ทำให้บริการนี้สมเหตุสมผลเฉพาะในพื้นที่ที่การสื่อสารเข้าไม่ถึงเท่านั้น และอาจปิดช่องโหว่ได้ด้วยการเป็นพันธมิตรกัน

อย่างไรก็ตาม ความจริงก็คือยังมีตลาดโทรคมนาคมที่ใหญ่ที่สุดบางแห่งของโลก ยังไม่มีบรอดแบนด์สำหรับที่อยู่อาศัยที่เพียงพอ เช่น "อินเดีย" ซึ่งมีผู้ใช้อินเทอร์เน็ตบรอดแบนด์เพียง 41 ล้านรายเมื่อเทียบกับผู้ใช้อินเทอร์เน็ตไร้สาย 904 ล้านราย สะท้อนว่าคนส่วนใหญ่ยังพึ่งพาอินเทอร์เน็ตมือถือ และยังมีช่องว่างในตลาดสำหรับผู้ให้บริการบรอดแบนด์เช่น Starlink

Starlink ของอีลอน มัสก์  'ดิสรัปเตอร์' พลิกโลกธุรกิจสื่อสาร

การทำตลาดอินเดียได้จะเป็นตัวอย่างความสำเร็จครั้งใหญ่ของ Starlink ที่ไม่ใช่แค่พื้นที่ห่างไกลทุรกันดารเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป และอธิบายได้ว่าทำไม Jio บริษัทโทรคมนาคมยักษ์ใหญ่ของมหาเศรษฐี มุเกช อัมบานี แห่ง Reliance Industries จึงกังวลต่อคู่แข่งรายนี้ และได้ร้องขอให้หน่วยงานกำกับดูแลในประเทศตรวจสอบขอบเขตที่เป็นไปได้ของ Starlink และ Kuiper ของค่ายแอมะซอน ก่อนที่จะมีการจัดสรรคลื่นความถี่ดาวเทียม

ความกังวลในหมู่บริษัทโทรคมนาคมของอินเดียในขณะนี้ก็คือ การที่มัสก์สามารถเป็นผู้นำในอวกาศตั้งแต่เนิ่นๆ จะช่วยให้เขาสามารถดึงดูดผู้สมัครบรอดแบนด์ในประเทศที่มีประชากรมากที่สุดในโลกได้ และเป็นตัวอย่างความสำเร็จของโลก หลังจากที่ทำสำเร็จมาแล้วในบางประเทศที่แอฟริกา เช่น ไนจีเรีย

ปัจจุบัน หลายประเทศต่างตื่นตัวเรื่องธุรกิจอินเทอร์เน็ตบนฟ้ากันมากขึ้น ทางฝั่งยุโรปมี Eutelsat จากฝรั่งเศส แม้ว่าจะยังมีดาวเทียมน้อยกว่าคู่แข่งสหรัฐเกือบสิบเท่า OneWeb จากอังกฤษ SES จากลักเซมเบิร์ก และที่ดูจะมีภาษีมากกว่าก็คือ SpaceSail จาก “จีน” ซึ่งได้ลงนามความร่วมมือกับบราซิลและคาซัคสถาน และกำลังเจรจากับประเทศต่างๆ มากกว่า 30 ประเทศทั่วโลก โดยในปีที่แล้วประเทศจีนมีการส่งดาวเทียมวงโคจรต่ำขึ้นสู่อวกาศมากถึง 263 ดวง บ่งชี้ถึงเป้าหมายการแข่งขันในธุรกิจนี้

ทั้งนี้ โกลด์แมน แซคส์ คาดการณ์ว่า ค่าธรรมเนียมการสมัครสมาชิกบริการเกี่ยวกับดาวเทียมวงโคจรต่ำ (LEO) ซึ่งรวมถึงบรอดแบนด์และบริการมือถือจะมีราคาถูกลงอย่างมาก โดยราคาจะลดลงจาก 148 ดอลลาร์ต่อเดือนในปี 2023 เหลือประมาณ 16 ดอลลาร์ต่อเดือนในปี 2035 นอกจากนี้ยังคาดการณ์ว่าตลาดดาวเทียมทั่วโลกจะพุ่งจาก 1.5 หมื่นล้านดอลลาร์ เป็นอย่างน้อย 1.08 แสนล้านดอลลาร์ในปี 2035