การประกาศขึ้นกำแพงภาษีนำเข้า อย่างก้าวกระโดดของประธานาธิบดีสหรัฐ โดนัลด์ ทรัมป์ เขย่าขวัญการค้าเสรีทั่วโลก ที่ค่อยๆ พัฒนาโลกาภิวัตน์ (globalization) ทางการค้ากันมานาน
ตั้งแต่การก่อตั้งองค์กรการค้าโลก (World Trade Organization, WTO) ในปี 2538 และการขยายข้อตกลงเขตการค้าเสรี (Free Trade Agreement, FTA) ที่ผู้นำประเทศต่างๆ พบปะจับมือกัน เพื่อลดภาษีการค้าทั้งระดับทวิภาคีและพหุภาคี
โดยเฉพาะเอเชียตะวันออกที่มีญี่ปุ่นเป็นจ่าฝูง บินนำในโมเดลฝูงห่านป่าบิน (Flying Geese) ถูกบังคับให้ขึ้นค่าเงินเยนแบบก้าวกระโดด หลังกระหน่ำส่งออกจนได้ดุลการค้ากับสหรัฐและยุโรปเป็นเวลานาน โดยเกิดข้อตกลงพลาซา (Plaza Accord) ในปี 2528
ทำให้ต้นทุนการผลิตและค่าแรงในญี่ปุ่นเพิ่มสูงขึ้นทันที บริษัทญี่ปุ่นต้องดำเนินกลยุทธ์ออกไปลงทุนในต่างประเทศ และส่งออกจากประเทศเหล่านั้นต่อไปยังสหรัฐ และยุโรปแทน
บริษัทญี่ปุ่นเริ่มลงทุนในเกาหลีใต้ ไต้หวัน ฮ่องกง และสิงคโปร์ หรือสี่เสือแห่งเอเชีย (Asia Four Tigers) ก่อน ตามด้วยอาเซียน 4 (ไทย ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย)
ก่อร่างสร้างห่วงโซ่อุปทานการผลิตและการค้าที่ถูกขนานนามว่า “สามเหลี่ยมการค้าแปซิฟิก (Pacific Trade Triangle)” ในทศวรรษ 1980-1990
ประกอบด้วย ตลาดสหรัฐ และตลาดยุโรปที่ขาดดุล และตลาดเอเชียที่เร่งพัฒนาอุตสาหกรรมการผลิตเพื่อส่งออก (industrialization) กันอย่างแข็งขัน
สามเหลี่ยมนี้ยิ่งเหนียวแน่นขึ้นเมื่อจีนเข้าเป็นสมาชิก WTO ในปี 2544 และกลายมาเป็นฐานการผลิตเพื่อส่งออกหลัก
ไม่เพียงแต่บริษัทญี่ปุ่นเอง บริษัทเกือบทุกประเทศทั่วโลกแห่แหนกันตั้งโรงงานในจีน หวังความได้เปรียบจากต้นทุนต่ำ (ค่าแรงราคาถูก) และส่งออกไปยังตลาดสหรัฐและยุโรป จนจีนถูกขนานนามว่า “โรงงานของโลก (factory of the world)”
ซึ่งต่อมาก็มีเวียดนามกับอินเดียเข้ามาร่วมในฝูงห่านป่าบินนี้อีกด้วย
เมื่อรายได้จากการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมในเอเชียสูงขึ้น เกิดชนชั้นกลางและการขยายตัวของเมือง (urbanization) ตลาดผู้บริโภคเอเชียมีกำลังซื้อเพิ่มขึ้น ทำให้การค้าการลงทุนระหว่างเอเชียกันเอง (Asianization) ขยายตัว
จากนั้นญี่ปุ่นก็เป็นตัวตั้งตัวตีให้เกิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Community, AEC) ในปี 2558 เพื่อลดภาษีการนำเข้าส่งออกระหว่าง 10 ประเทศอาเซียน ที่บริษัทญี่ปุ่นมีโรงงานผลิตในทุกประเทศ สามารถปรับห่วงโซ่อุปทานการผลิตภายในอาเซียน เชื่อมโยงกับโรงงานในจีนได้สำเร็จ
งานวิจัยจำนวนมากพบว่า สินค้ารถยนต์และชิ้นส่วนรถยนต์ สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องจักรและอุปกรณ์ ฯลฯ ที่ประทับตราว่า Made in China หรือ Made in Thailand เกินกว่าครึ่งหนึ่งนั้นเป็นสินค้าที่ผลิตจากบริษัทญี่ปุ่น หรือบริษัทต่างชาติที่ตั้งอยู่ในจีน ไทย หรือประเทศผู้ส่งออกนั้นๆ โดยไม่ได้มาจากบริษัทท้องถิ่นทั้งหมดเสียทีเดียว
รัฐบาลทรัมป์ก็ทราบดี จึงนอกจากจะประกาศจัดเก็บภาษีต่างตอบโต้ (reciprocal tariffs) กับจีนโดยตรงแล้ว ยังจัดเก็บภาษีกับประเทศที่เกินดุลการค้ากับสหรัฐ โดยหลายประเทศในเอเชียจัดอยู่อันดับต้นๆ เรียงตามอัตราภาษีที่ประกาศออกมา
ทรัมป์ไม่พอใจการขาดดุลการค้าอย่างต่อเนื่องของสหรัฐ ที่มีต่อจีน แต่น่าสังเกตว่าในอดีตสหรัฐสามารถตอบโต้การได้ดุลการค้าของญี่ปุ่นได้ โดยใช้เพียงนโยบายอัตราแลกเปลี่ยนให้ขึ้นค่าเงินเยนก็ได้ผลชะงัด
เพราะหลังจากนั้นญี่ปุ่นก็เข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจฟองสบู่ ซึ่งเป็นผลจากค่าเงินเยนที่แข็งค่า หลังฟองสบู่แตกในปี 2537 ญี่ปุ่นก็เข้าสู่ยุคสองทศวรรษที่สูญหาย ลดศักยภาพความเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจโลกลงไปในพริบตา
แต่กรณีของจีน ดูเหมือนว่าจะใช้นโยบายอัตราแลกเปลี่ยนให้ขึ้นค่าเงินหยวนเท่านั้นคงไม่ได้ผล ต้องใช้มาตรการขึ้นภาษี และนโยบายอุตสาหกรรม (industrial policy) กับประเทศต่างๆ ทั่วโลกที่สหรัฐ ขาดดุลการค้าด้วย
คงเป็นเพราะสมัยของญี่ปุ่นนั้น ยังไม่มีการสร้างสามเหลี่ยมการค้าแปซิฟิกข้างต้นนี้ จึงน่าติดตามต่อไปว่าสามเหลี่ยมการค้าแปซิฟิกนี้จะล่มสลายหรือไม่ หรือจะเปลี่ยนแปลงไปแบบใด
รวมทั้งสหรัฐที่เคยเป็นผู้นำการค้าเสรีโลก เชื่อมั่นในมือที่มองไม่เห็นหรือกลไกตลาดที่จะเป็นตัวกำหนดผู้ชนะและผู้เล่นในอุตสาหกรรมต่างๆ
จากความสามารถในการแข่งขันของบริษัทเอกชนที่ครอบครองเทคโนโลยีขั้นสูง และต่อต้านเอเชียตะวันออกตลอดมาว่ามักใช้นโยบายอุตสาหกรรม ชี้นำกำหนดอุตสาหกรรมเป้าหมายที่จะพัฒนา และทุ่มทรัพยากรลงไป
โดยมีรัฐทำหน้าที่เป็นมือที่มองเห็นเลือกผู้ชนะและผู้เล่นว่าด้อยประสิทธิภาพกว่าตน
แต่ในวันนี้สหรัฐกลับใช้นโยบายอุตสาหกรรมเสียเอง เพราะนอกจากจะขึ้นภาษีแยกรายอุตสาหกรรมแล้ว ยังเข้าไปแทรกแซงกำหนดด้วยว่าใครควรหรือไม่ควรเป็นผู้เล่นในบางอุตสาหกรรมด้วย
เช่น ขัดขวาง NIPPON STEEL ของญี่ปุ่นที่มีแผนซื้อกิจการ U.S. STEEL ของสหรัฐ ด้วยธุรกิจเหล็กเป็นสัญลักษณ์สำคัญแห่งความสำเร็จของสหรัฐในอดีต
หรือบังคับให้ TikTok ซึ่งบริษัทไบต์แดนซ์ (ByteDance) สัญชาติจีนเป็นเจ้าของ จะขยายบริการแอปในสหรัฐได้ต้องมีผู้ถือหุ้นชาวอเมริกันถือหุ้นเกิน 50% เป็นต้น
(ดูเพิ่มเติมในหนังสือ “การพัฒนาอุตสาหกรรมแบบไล่กวด : เส้นทางและอนาคตของเศรษฐกิจเอเชียตะวันออก”).





