วันอังคาร ที่ 10 มีนาคม 2569

Login
Login

ทีมทรัมป์เจรจาแบบ "ขู่กรรโชก" ประธานาธิบดียูเครน

ทีมทรัมป์เจรจาแบบ "ขู่กรรโชก" ประธานาธิบดียูเครน

บทความนี้ผมนำเอาบทความของ The Economist เรื่อง “Donald Trump makes Ukraine and offer its can't refuse” เมื่อวันที่ 23 ก.พ.2568 มาสรุปดังนี้ครับ

ทีมทรัมป์ต้องการให้ยูเครนยอมแบ่งกำไรจากกิจการทำเหมือง กิจการท่าเรือและกิจการโครงสร้างพื้นฐานอื่นๆ ให้กับสหรัฐ เพื่อแลกกับการที่สหรัฐ ได้ให้และอาจจะให้การสนับสนุนกับยูเครน

ซึ่งเงื่อนไขดังกล่าวของสหรัฐนั้น ประธานาธิบดีเซเลนสกีมองว่าเป็นเงื่อนไขที่ไม่เป็นธรรม (unfair) แต่ ณ วันที่ 25 ก.พ. ก็ยังมีการเจรจาอย่างต่อเนื่อง และต่อมาจึงประสบความสำเร็จในการทำข้อตกลงในกรอบกว้าง (Framework Agreement)  เมื่อวันที่ 28 ก.พ. 

วัตถุประสงค์ของผมในการนำเสนอบทความนี้คือ การให้ข้อมูลภูมิหลังเกี่ยวกับกระบวนการเจรจาของสหรัฐ ภายใต้การนำของประธานาธิบดีทรัมป์

ทีมยูเครนแสดงความเห็นว่า แนวทางการเจรจาของทีมสหรัฐนั้น ในช่วงแรก ทำให้เกิดความสับสนอย่างมาก และเงื่อนไขที่เสนอต่อยูเครนนั้น ฝ่ายยูเครนมองว่าไม่ใช่การเจรจาเพื่อให้ได้มาซึ่งข้อตกลงร่วมกัน แต่เป็นการขู่กรรโชก (not negotiation but extortion) ซึ่งภูมิหลังของเรื่องนี้มีดังนี้

เมื่อ ก.ย.ปีที่แล้ว ในช่วงปลายสมัยของประธานาธิบดีโจ ไบเดน ประธานาธิบดีเซเลนสกีได้เสนอให้สิทธิในการทำเหมืองแร่ให้กับสหรัฐ เกี่ยวกับศักยภาพของยูเครนในเรื่องของทรัพยากรทางธรรมชาตินั้น สหประชาชาติรายงานว่า

“Ukraine has deposit of 21 rare earth elements from the list of 30 substances the Europeans Union defines as “critical raw materials”

โดยประเมินว่า มีแร่ที่มีค่าดังกล่าวในยูเครนประมาณ 5% ของปริมาณแร่ดังกล่าวทั้งหมดในโลก แม้ว่าพื้นที่ของยูเครนนั้นมีสัดส่วนเพียง 0.4% ของพื้นผิวโลกทั้งหมด 

โดยสหประชาชาติกล่าวสรุปว่า “These materials are key in the production of devices for the development of “green” energy. These include lithium, cobalt, graphite, titanium and niobium”

ข้อเสนอของประธานาธิบดีเซเลนสกีนั้น ในชั้นแรกคือ การให้สิทธิในการลงทุนเพื่อทำเหมืองแร่กับสหรัฐ เพื่อแลกกับการที่สหรัฐจะให้การค้ำประกันความมั่นคงของยูเครน ทั้งในปัจจุบันและในอนาคต

รวมทั้งการยินยอมรับให้ยูเครนเป็นสมาชิกของสนธิสัญญานาโต้ (ซึ่งมีเงื่อนไขสำคัญคือ มาตรา 5: การโจมตีสมาชิกประเทศใดประเทศหนึ่ง ถือว่าเป็นการโจมตีสมาชิกทุกประเทศ แปลว่า ทุกประเทศสมาชิกจะต้องมาช่วยปกป้องยูเครน หากถูกรัสเซียรุกรานอีก)

ทีมของทรัมป์นำเอาข้อเสนอดังกล่าวมาดัดแปลงไปเป็นเงื่อนไขว่า ยูเครนจะต้องมอบสิทธิในการเป็นเจ้าของแร่ธาตุดังกล่าวให้กับสหรัฐเพื่อเป็นการ “ใช้คืนหนี้” เงินช่วยเหลือที่สหรัฐมอบให้กับยูเครนในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา (ซึ่งเป็นเงินให้เปล่า (grant) เพื่อช่วยเหลือยูเครนร่วมกับสหภาพยุโรป ไม่ใช่การ “ปล่อยกู้” ให้กับยูเครน)

ทั้งนี้โดย ประธานาธิบดีทรัมป์ก็ยังไม่ยอมรับเงื่อนไขว่า สหรัฐจะให้การค้ำประกันความมั่นคงกับยูเครนในอนาคตแต่อย่างใด

ต่อมาก็ยังมีการยื่นเงื่อนไขในเชิงรุกเพิ่มขึ้นว่า รัฐบาลยูเครนจะต้องโอนกำไรของรัฐบาลครึ่งหนึ่ง (50%) ในการทำเหมือง และโครงการพื้นฐานต่างๆ เช่น ท่าเรือไปให้กับกองทุนที่รัฐบาลสหรัฐจะจัดตั้งขึ้น

ที่สำคัญคือ ประธานาธิบดีทรัมป์อ้างตัวเลขว่า ยูเครน “เป็นหนี้” รัฐบาลสหรัฐทั้งหมด 500,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงเกินจริงอย่างมาก 

เพราะในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา สหรัฐให้ความช่วยเหลือแบบให้เปล่า (grant) ด้านความมั่นคงประมาณ 120,000 ล้านดอลลาร์ ที่สำคัญคือ จีดีพีของยูเครนนั้นมีมูลค่าเพียง 250,000 ล้านดอลลาร์ 

ดังนั้น การต้อง “คืนหนี้” มูลค่า 500,000 ล้านดอลลาร์ จึงเป็นเรื่องที่ทางยูเครนคงจะไม่สามารถยอมรับได้ เพราะจะทำให้ยูเครนต้องใช้คืนนี้ให้กับรัฐบาลสหรัฐนับ 100 ปี

นอกจากนั้น รายงานของ The Economist ยังระบุว่า ข้อเสนอของสหรัฐนั้นถูกนำเสนอครั้งแรกเมื่อวันที่ 12 ก.พ. โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของสหรัฐ คือนาย Scott Bessent โดย The Economist รายงานว่านาย Bessent ให้เวลาประธานาธิบดีเซเลนสกีตัดสินใจเพียง 1 ชั่วโมง ซึ่งประธานาธิบดีเซเลนสกีขอเวลาเพิ่มเติมเพื่อไตร่ตรองข้อเสนอของสหรัฐ

ต่อมาฝ่ายสหรัฐได้นำข้อเสนอเกือบเหมือนเดิมมาให้ยูเครนพิจารณาอีกเมื่อวันที่ 19 ก.พ. โดยผู้แทนพิเศษของสหรัฐคือ นาย Keith Kellog ซึ่งก็ยังไม่ได้มีการค้ำประกันความมั่นคงจากสหรัฐให้กับยูเครน

แต่มีเงื่อนไขที่จะปกป้องคุ้มครองสินแร่ที่จะขุดออกมา และยังเป็นการยืนยันว่ายูเครนต้องใช้คืนหนี้สินให้กับสหรัฐ ซึ่งเป็นเรื่องที่ยูเครนไม่สามารถยอมรับได้

จากนั้นปรากฏว่า เมื่อวันที่ 20 ก.พ. ฝ่ายสหรัฐกลับมาด้วยข้อเสนอที่ย่ำแย่กว่าเดิม โดยครั้งนี้เป็นข้อเสนอมาจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ของสหรัฐ คือ นาย Howard Lutnick โดยข่มขู่ยูเครนให้ยอมรับการที่จะต้องโอนทรัพย์สินให้กับสหรัฐ 

ฝ่ายยูเครนเกรงว่า คำขู่ดังกล่าวนั้นแปลว่า ยูเครนจะต้องยอมรับข้อเสนอทั้งหมดของสหรัฐโดยเร็วอย่างไม่มีเงื่อนไข เพราะมิฉะนั้นแล้ว สหรัฐอาจจะทำข้อตกลงกับประธานาธิบดีปูติน โดยยูเครนไม่มีส่วนร่วม

ฝ่ายยูเครนยังกลัวอีกด้วยว่า รัฐบาลสหรัฐอาจจะยุติการให้ยูเครนใช้ Star Link ของ Elon Musk (ทำให้ไม่มีระบบสื่อสารเพื่อใช้ในการรบกับรัสเซีย) นอกจากนั้นก็ยังเกรงว่าสหรัฐจะหยุดยั้งการให้ความช่วยเหลือยูเครนทั้งหมดอย่างฉับพลัน

มาถึงตรงนี้ ทางยูเครนก็จึงสับสนว่า คู่เจรจาคือรัฐมนตรีคลัง รัฐมนตรีพาณิชย์ หรือใครกันแน่ และสังเกตได้ว่า ยูเครนจะไม่ได้อะไรเพื่อสร้างอนาคตเลย และไม่เห็นฝ่ายความมั่นคงและทหารของสหรัฐมีบทบาทแต่อย่างใด

ตรงกันข้าม ประธานาธิบดีทรัมป์ได้ปลดผู้นำทางการทหารของสหรัฐ ทำให้นักวิเคราะห์มองว่าเป็นการ “ล้างบาง” กระทรวงกลาโหมสหรัฐอีกด้วย

ด้วยภูมิหลังและข้อมูลข้างต้น จึงเป็นที่มาของการประกาศของประธานาธิบดีเซเลนสกีเมื่อวันที่ 23 ก.พ.ว่า พร้อมที่จะลาออกจากตำแหน่ง เพื่อแลกกับการที่ยูเครนจะได้รับความช่วยเหลือทางทหารและการค้ำประกันความมั่นคงในอนาคตโดยสหรัฐ

แต่ต่อมาก็ยังดีที่ในที่สุดยูเครนกับสหรัฐสามารถบรรลุข้อตกลงในกรอบกว้าง และประธานาธิบดีเซลินสกี้ได้เข้าพบประธานาธิบดีทรัมป์ในวันที่ 28 ก.พ. ที่ผ่านมา.