background-default

วันพฤหัสบดี ที่ 15 มกราคม 2569

Login
Login

‘เวียดนามยุคใหม่’ กล้าใช้เงิน รายได้ต่อหัวพุ่งจุดกระแสซื้อของฟุ่มเฟือย

‘เวียดนามยุคใหม่’ กล้าใช้เงิน รายได้ต่อหัวพุ่งจุดกระแสซื้อของฟุ่มเฟือย

‘เวียดนาม’ ปฎิรูปเศรษฐกิจสู่ยุคใหม่ รายได้ต่อหัวเพิ่มขึ้นเป็น 1.6 แสนบาท แซงฟิลิปปินส์ ดันกำลังซื้อชนชั้นกลางพุ่ง ใช้เงินซื้ออสังหา รถ สมาร์ทโฟนที่เคยเป็นของ ‘ฟุ่มเฟือย’

พฤติกรรมการใช้จ่ายและการบริโภคของคน “เวียดนาม” เศรษฐกิจที่เติบโตเร็วที่สุดในอาเซียนกำลังเปลี่ยนไป สินค้าที่เคยถูกมองว่าเป็น “สินค้าฟุ่มเฟือย” ในประเทศคอมมิวนิสต์กำลังได้รับความนิยมอย่างรวดเร็ว จากรายได้ต่อหัวที่เพิ่มขึ้น และวัฒนธรรมของคนเวียดนามส่งเสริมกำลังซื้อของชนชั้นกลางระดับบนให้สูงขึ้นเทียบเท่ากับประเทศเพื่อนบ้าน

ปัจจุบันนี้ คนเวียดนามยุคใหม่มีความต้องการที่จะมีชีวิตที่ดีขึ้นและแสดงความมั่งคั่งมากขึ้น ซึ่งแตกต่างจากคนรุ่นก่อนๆ ที่ต้องระมัดระวังในการแสดงความร่ำรวย

นิกเกอิเอเชีย รายงานว่าในปี 2533 จีดีพีต่อหัวของเวียดนามอยู่ที่เพียง 122 ดอลลาร์ (ประมาณ 4 พันบาท) ซึ่งต่ำกว่าไทย 13 เท่า ต่ำกว่าฟิลิปปินส์ 7 เท่า และต่ำกว่าอินโดนีเซีย 6 เท่า

ทว่าการปฏิรูปเศรษฐกิจของเวียดนามในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา ทั้งการเปิดเสรีทางเศรษฐกิจและดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้จีดีพีต่อหัวของเวียดนามพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว โตเกิน 2,000 ดอลลาร์หรือราว 68,000 บาท ในปี 2555 และเกิน 3,000 ดอลลาร์หรือราว 1 แสนบาท ในปี 2561 และในปี 2567 ที่ผ่านมา GDP ต่อหัวเวียดนามขึ้นมาอยู่ที่ 4,700 ดอลลาร์ หรือราว 1.6 แสนบาท แซงหน้าฟิลิปปินส์และกำลังใกล้เคียงกับอินโดนีเซีย

ซื้อของฟุ่มเฟือยกลายเป็นเรื่องปกติ

สินค้าที่ถูกจัดอยู่ในหมวดฟุ่มเฟือยได้แก่ รถยนต์ เครื่องปรับอากาศ สมาร์ทโฟนไฮเอนด์ เครื่องสำอางค์แบรนด์หรูและอสังหาริมทรัพย์ สิ่งเหล่านี้กำลังเป็นกระแสนิยมในหมู่ชนชั้นกลางระดับบนของเวียดนาม ซึ่งอสังหาริมทรัพย์กลายเป็น “สินค้าฟุ่มเฟือย” ที่เป็นที่ต้องการมากที่สุด

เว็บไซต์อสังหาริมทรัพย์ของเวียดนาม Batdongsan.com ระบุว่า ราคาขายเฉลี่ยของบ้านทั่วประเทศ ณ เดือนมิ.ย. 2567 สูงขึ้น 24% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน วินโฮมส์เปิดเผยยอดขายที่ทำสัญญาแล้วเพิ่มขึ้นถึง 27.3% จากปีก่อน โดยมูลค่าการซื้อขายรวมสูงถึง 51.7 ล้านล้านดอง (ประมาณ 6.9 หมื่นล้านบาท)

นอกจากนี้ การเป็นเจ้าของรถยนต์ถือเป็นอีกหนึ่งตัวบ่งชี้ความแข็งแกร่งของผู้บริโภคเวียดนาม ข้อมูลจากกระทรวงพาณิชย์ระบุว่า ณ สิ้นปีที่ผ่านมา มีรถยนต์ 63 คันต่อประชากร 1,000 คน เพิ่มขึ้นสามเท่าจาก 13 ปีที่แล้ว แม้ว่าจะยังคงต่ำกว่าอินโดนีเซีย แต่จากข้อมูลขององค์กรผู้ผลิตรถยนต์นานาชาติระบุว่า อัตราการเติบโตต่อปีระหว่างปี 2558 ถึง 2563 อยู่ที่ 17% ซึ่งสูงที่สุดในโลก

ตามข้อมูลของสมาคมผู้ผลิตรถยนต์เวียดนามระบุว่า ยอดขายรถยนต์รวมในไตรมาสที่ 3 ของปี 2567 อยู่ที่ 90,701 ซึ่งยังไม่นับรวมยอดขายของ “วินฟาสต์” ที่ไม่ถูกนับรวมในสถิติเนื่องจากนโยบายของบริษัท โดยมียอดขาย 44,773 คันในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2567 ซึ่งสื่อท้องถิ่นรายงานว่า รัฐบาลคาดการณ์ว่ายอดขายรถยนต์รายปีจะแตะ 1 ล้านคันภายในปี 2573

เจ้าหน้าที่องค์การความร่วมมือระหว่างประเทศแห่งญี่ปุ่นมองว่า การที่รถยนต์เป็นสัญลักษณ์แสดงฐานะในสังคมเวียดนาม ทำให้การบริโภครถยนต์ของชนชั้นกลางระดับบนมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในบริบทที่รถจักรยานยนต์ยังคงเป็นพาหนะหลัก

นอกจากอพาร์ตเมนต์และรถยนต์แล้ว ยอดขาย “สมาร์ทโฟน” ก็เติบโตอย่างรวดเร็วเช่นกัน จากข้อมูลของสตาติสตา พบว่า จำนวนสมาร์ทโฟนที่จดทะเบียนในเวียดนามซึ่งมีประชากร 100 ล้านคนนั้น อยู่ที่ 85.73 ล้านเครื่อง เพิ่มขึ้น 6.9% จากปีก่อนหน้า ซึ่งสูงกว่าปี 2563 ถึงสองเท่า และสูงกว่าปี 2557 ถึง 23 เท่า

วัฒนธรรมกระตุ้นการใช้จ่าย

นอกจากปัจจัยทางเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนการเติบโตของเวียดนามแล้ว ปัจจัยทางวัฒนธรรมก็มีบทบาทสำคัญในการผลักดันให้สินค้าฟุ่มเฟือยได้รับความนิยมมากขึ้น

วัฒนธรรมการอยู่ร่วมกันหลายชั่วอายุคน ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของสังคมเวียดนาม ที่มีความเชื่อในเรื่อง ‘ลูกมาก ลาภมาก’ ทำให้ครอบครัวมีขนาดใหญ่ ในอีกด้านหนึ่งการอาศัยอยู่ร่วมกันของคนเวียดนามทำให้พ่อแม่และญาติพี่น้องไม่ต้องเสียค่าเช่า ทุกคนแบ่งค่าใช้จ่ายส่วนกลาง เช่น ค่าน้ำ ค่าไฟฟ้า กันอย่างเท่าเทียม

อีกปัจจัยหนึ่งที่ส่งผลต่อการบริโภคของครัวเรือนเวียดนามคือ อัตราการมีรายได้สองทางที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในกลุ่มผู้หญิง ซึ่งข้อมูลจากองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ระบุว่า อัตราการมีงานทำของแรงงานชายและหญิงในเวียดนามในปีที่ผ่านมาอยู่ที่ 77.8% และ 68.5% ตามลำดับ ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยของภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิก ที่อยู่ในระดับ 73.6% และ 58.6% ตามลำดับ

รวมไปถึงอัตราการเกิดของเวียดนามที่ลดลงอย่างต่อเนื่องจาก 3.6 คนต่อคู่ ในปี 1990 เหลือเพียง 1.9 คนในปี 2565 นั้น ถือว่าต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่มประเทศอาเซียน และใกล้เคียงกับประเทศที่มีรายได้สูง เช่น สิงคโปร์และมาเลเซีย การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของประชากรเช่นนี้ ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในพฤติกรรมการบริโภคผู้คนหันมาให้ความสำคัญกับการใช้ชีวิตส่วนตัวและการบริโภคสินค้าที่มีคุณภาพมากขึ้น

จุดหมายปลายทางนักลงทุน

บริษัทจากประเทศที่มีการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) สูง เช่น เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น สิงคโปร์ และสหรัฐอเมริกา ไม่เพียงแต่มองเวียดนามเป็นฐานการผลิต แต่ยังเล็งเห็นถึงศักยภาพของตลาดผู้บริโภคชั้นสูงที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะบริษัทญี่ปุ่นที่กำลังขยายการลงทุนเพื่อตอบสนองความต้องการของกลุ่มผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อสูงในเวียดนาม

“ทาคาชิมายะ”ผุดแผนการเปิดห้างสรรพสินค้าสาขาใหม่ในกรุงฮานอย ในปี 2570 หลังจากที่ห้างในนครโฮจิมินห์ซิตี้ที่เปิดให้บริการในปี 2559 ประสบความสำเร็จ ส่วนบริษัทเครื่องสำอางชั้นนำอย่าง“ชิเซโด้”และ“ไดอิจิ ซังเคียว เฮลท์แคร์”ได้หันมาให้ความสนใจกับตลาดเวียดนามมากขึ้น หลังจากที่ตลาดจีนชะลอตัวลง ขณะที่“มิตซูบิชิ เอสเตท”ประกาศแผนลงทุน 4 โครงการสำคัญและทำให้มูลค่าการลงทุนรวมของ มิตซูบิชิ เอสเตทในเวียดนามเพิ่มขึ้นเป็น 500 ล้านดอลลาร์

เหวียน คิม หง็อก นักแปลวัย 38 ปี มองว่ากระแสการบริโภคที่เพิ่มสูงขึ้นในปัจจุบันเป็นผลมาจากการที่คนเวียดนามมีรายได้เพิ่มขึ้นและได้รับอิทธิพลจากไลฟ์สไตล์แบบตะวันตกที่เน้นความสุขในการใช้ชีวิตมากขึ้น จากที่ผ่านมา คนเวียดนามไม่เคยมีเงินมากขนาดนี้มาก่อน และไม่เคยมีโอกาสใช้จ่ายเงินและแสดงออกถึงความมั่งคั่งมากขนาดนี้มาก่อน