ปี 2567 กลายเป็นปีที่ ‘ธุรกิจญี่ปุ่น’ ประสบปัญหาหนักหน่วง เมื่อจำนวนบริษัทล้มละลายพุ่งแตะระดับสูงสุดในรอบ 11 ปี อีกทั้งในสหรัฐก็หนักไม่แพ้กัน ‘บริษัทอเมริกัน’ หลายแห่งเมื่อหลุดจากล้มละลายได้แล้ว ก็กลับมาล้มละลายอีกครั้ง
จำนวน ธุรกิจญี่ปุ่น ล้มละลาย พุ่งแตะ “ระดับสูงสุดในรอบ 11 ปี” ในปี 2567 เนื่องจากบริษัทขนาดเล็กไม่รับมือกับต้นทุนวัตถุดิบ และแรงงานที่สูงขึ้นไม่ไหว โดยสำนักวิจัยโตเกียวโชโกะระบุ ในรายงานที่เผยแพร่เมื่อวันอังคารว่า คดีล้มละลายเพิ่มขึ้น 15.1% ในปีที่ผ่านมาอยู่ที่ 10,006 ราย
นี่เป็นครั้งแรกที่ตัวเลขพุ่งทะลุ 10,000 รายนับตั้งแต่ปี 2556 ซึ่งประเทศกำลังฟื้นตัวจากผลกระทบของแผ่นดินไหว และสึนามิในปี 2554 อีกทั้งธนาคารกลางญี่ปุ่นได้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย จนเพิ่มภาระต้นทุนการกู้ยืมให้กับธุรกิจขนาดเล็ก
ไม่เพียงเท่านั้น อัตราแลกเปลี่ยนเงินเยนที่อ่อนค่าลง และราคาพลังงานที่สูงขึ้น เป็นอีกหนึ่งสาเหตุของการล้มละลายของธุรกิจเหล่านี้
สำหรับการล้มละลายที่เกิดจากปัญหาแรงงาน รวมถึงการขาดแคลนแรงงาน และต้นทุนแรงงานที่สูงขึ้น เพิ่มขึ้นประมาณ 80% เป็น 289 ราย ซึ่งสูงที่สุดนับตั้งแต่เริ่มเก็บสถิติที่เปรียบเทียบได้ในปี 2556
ส่วนอุตสาหกรรมค้าส่งญี่ปุ่น มีการล้มละลายเพิ่มขึ้นมากที่สุด โดยเพิ่มขึ้น 26.5% เป็น 1,214 ราย และการล้มละลายในอุตสาหกรรมก่อสร้างเพิ่มขึ้น 13.6% เป็น 1,924 ราย
ที่ผ่านมา กฎระเบียบการทำงานล่วงเวลาใหม่ที่บังคับใช้ในปีที่แล้ว ได้จำกัดจำนวนชั่วโมงการทำงานที่มีจำกัดในกลุ่มแรงงานที่มีจำนวนลดลงอยู่แล้ว
“บริษัทที่มีอำนาจต่อรองต่ำ และไม่สามารถถ่ายโอนต้นทุนที่เพิ่มขึ้น เช่น ค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยและต้นทุนแรงงานไปสู่ผู้บริโภคได้ กำลังอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบาก” ศาสตราจารย์ลิชิโร่ อุเอซูกิ นักเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัย Hitotsubashi ในกรุงโตเกียวกล่าว
ไม่เพียงแต่ในญี่ปุ่น แม้แต่จำนวนบริษัทล้มละลายใน “สหรัฐ” ก็พุ่งทะยานด้วย ตามข้อมูลจาก BankruptcyData ระบุว่า ในช่วงสองปีที่ผ่านมา มีบริษัทมากกว่า 60 แห่งยื่นขอล้มละลายเป็นครั้งที่สองหรือสาม ซึ่งเป็น “จำนวนสูงสุด” นับตั้งแต่ปี 2563 เมื่อการปิดเมืองในช่วงการระบาดใหญ่โควิด-19 ทำให้เศรษฐกิจของสหรัฐหยุดชะงักเป็นวงกว้าง
Party City เชนร้านค้าปลีกในสหรัฐได้ออกจากการล้มละลายในเดือนตุลาคม 2566 โดยปลดหนี้สิน 1 พันล้านดอลลาร์ แต่เพียง 14 เดือนต่อมา บริษัทก็ล้มละลายอีกครั้ง
ส่วน JOANN บริษัทค้าปลีกผ้าและงานฝีมือของสหรัฐก็เช่นกัน เคยหลุดจากภาวะล้มละลายและกลับไปสู่การล้มละลายอีกครั้ง
ปรากฏการณ์ของกลุ่มบริษัทเหล่านี้ เป็นสัญญาณเตือน “ความเครียด” ที่กำลังก่อตัวขึ้นภายใต้เศรษฐกิจสหรัฐ โดยวิกฤตการณ์สินเชื่อเคยถูกคาดการณ์กันอย่างกว้างขวางในช่วงที่ธนาคารกลางสหรัฐกำลังปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยให้สูงขึ้น
ท่ามกลางอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่อยู่ระดับสูง บางอุตสาหกรรมได้รับผลกระทบอย่างหนักจากการเปลี่ยนแปลงในช่วงโควิด-19 และยังไม่ได้ฟื้นตัวดี ภาวะล้มละลายยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องสำหรับอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ ร้านอาหารทั่วไป และร้านค้าปลีก เช่น Party City ซึ่งโดยรวมแล้ว การยื่นขอล้มละลายของบริษัทในสหรัฐ แตะระดับสูงสุดในรอบ 14 ปีในปี 2567 นับตั้งแต่หลังวิกฤติเศรษฐกิจครั้งใหญ่ ตามข้อมูลจาก S&P Global Ratings
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์





