วันอังคาร ที่ 3 มีนาคม 2569

Login
Login

‘ฟีฟ่า’ ชี้ ‘ซาอุฯ’ เสนอเป็นเจ้าภาพจัดฟุตบอลโลก เสี่ยงละเมิดสิทธิฯ ปานกลาง

‘ฟีฟ่า’ ชี้ ‘ซาอุฯ’ เสนอเป็นเจ้าภาพจัดฟุตบอลโลก เสี่ยงละเมิดสิทธิฯ ปานกลาง

“ฟีฟ่า” ประเมิน “ซาอุดีอาระเบีย” เสนอเป็นเจ้าภาพฟุตบอลโลกปี 2034 เป็นความเสี่ยงด้าน “สิทธิมนุษยชน” ระดับปานกลาง ชี้การปฏิรูปต้อง “ใช้เวลาและพยายามอย่างมาก”

รายงานของฟีฟ่าถูกเผยแพร่ในวันเสาร์ (30 พ.ย.) ก่อนการประชุมใหญ่ฟีฟ่าจะมีขึ้นในวันที่ 11 ธันวาคม นี้ ซึ่งจะมีการโหวตลงคะแนนเสียงเพื่อแต่งตั้งเจ้าภาพฟุตบอลโลก ปี 2030 และปี 2034 อย่างเป็นทางการ

ซาอุดีอาระเบีย เป็นเพียงประเทศเดียวที่เสนอชื่อเข้าชิงเจ้าภาพการแข่งขันฟุตบอลโลกในปี 2034 ขณะที่การแข่งขันฟุตบอลโลก 2030 จะมีขึ้นในอีก 7 ปีข้างหน้า ซึ่งจะเป็นการจัดการแข่งขันครบรอบ 100 ปี (ฟุตบอลโลกครั้งแรกจัดขึ้นที่ อุรุกวัย ปี 1930)  สำหรับเจ้าภาพหลักเป็น โมร็อคโก จากทวีปแอฟริกา ร่วมกับ โปรตุเกส กับ สเปน จากทวีปยุโรป 

แต่การแข่งขันสามเกมแรกในรอบแบ่งกลุ่มจะแข่งขันขึ้นที่ประเทศ อุรุกวัย, อาร์เจนตินา และ ปารากวัย ซึ่งอยู่ในทวีปอเมริกาใต้

ทั้งหมดนี้ เป็นเเนวคิดของ อินฟานติโน เพื่อเฉลิมฉลองครบรอบ 100 ปีฟุตบอลโลก ซึ่งจัดขึ้นครั้งแรกในปี 1930 ในเมืองมอนเตวิเดโอ ประเทศอุรุกวัย แต่ทัวร์นาเมนต์จะย้ายไปที่คาบสมุทรไอบีเรียและโมร็อกโกทั้งหมด

 

ฟีฟ่า ระบุในรายงานดังกล่าวว่า ข้อเสนอเป็นเจ้าภาพจัดฟุตบอลโลกของซาอุฯ เป็นข้อเสนอที่ครอบคลุมอย่างรอบด้านที่มีความแข็งแกร่ง ซึ่งฟีฟ่าได้ประเมินจากโครงสร้างแผนที่ซาอุฯนำเสนอ ทั้งด้านกีฬาและอื่นๆทั่วไป รวมถึงศักยภาพเชิงพาณิชย์

ฟีฟ่าเตือนว่า ในแง่สิทธิมนุษยชนที่ต้องนำมาตรการไปปฏิบัติ โดยเฉพาะบางพื้นที่ "อาจต้องใช้ความพยายาม และเวลาอย่างมาก"

โดยรายงานฟีฟ่าระบุว่า ความเสี่ยงในแง่สิทธิมนุษยชน อยู่ระดับ 4.2 จาก 5 ซึ่งสูงกว่าคะแนนของสหรัฐ แคนาดา และเม็กซิโกรวมกัน ในปีพิจารณา การแข่งขันฟุตบอลโลกปี 2026

“สิ่งสำคัญที่ต้องรู้ไว้คือ การรวมโอกาสสำคัญของการจัดฟุตบอลโลกที่ต้องสร้างผลในเชิงบวกด้านสิทธิมนุษยชน” ฟีฟ่าระบุเพิ่มเติม

ศักยภาพที่ดีใน การจัดการแข่งขันฟุตบอลโลก จะต้องเร่งให้เกิดการปฏิรูปบางด้าน ซึ่งกำลังดำเนินการอยู่และในอนาคต รวมถึงต้องสนับสนุนให้เกิดผลลัพธ์เชิงบวกด้านสิทธิมนุษยชนให้กับชาวซาอุฯ และภูมิภาค

ขณะนี้ ซาอุฯ ยังไม่ได้สร้างสนามกีฬาอีกหลายแห่งตามแผนวางไว้ ซึ่งได้เสนอจะจัดขึ้นแข่งขันขึ้นในช่วงฤดูหนาว ซึ่งเป็นสิ่งเคยเกิดขึ้นกับบางประเทศเช่น กาตาร์ เพื่อนบ้านของซาอุฯ

โดยรายงานย้ำถึงอุณหภูมิเฉลี่ยในช่วงเวลากลางวันของกรุงริยาด ขณะนี้เกิน 40 องศาเซลเซียส ในช่วงเดือนมิถุนายน และกรกฎาคม

ดังนั้นเมื่อพูดถึงประเด็นสิทธิมนุษยชน จะทำให้นึกถึงการแข่งขันฟุตบอลโลกปี 2022 ที่กาต้าร์ ซึ่งเป็นประเด็นเดียวกันที่ถูกนำมาพูดคุยอีกครั้ง ก่อนจะมี ฟุตบอลโลก 2034

กลุ่มสิทธิมนุษยชนเน้นย้ำถึงเหตุการณ์ประหารชีวิตหมู่ในซาอุฯ และข้อกล่าวหาเรื่องการทรมาน รวมถึงการจำกัดสิทธิสตรี ภายใต้ระบบการปกครองของซาอุฯ แบบอนุรักษ์นิยม

การแสดงออกอย่างเสรียังถูกจำกัดอย่างเคร่งครัด โดยบางคนต้องรับโทษจำคุกเป็นเวลานานจากการโพสต์วิจารณ์ทางโซเชียลมีเดีย

ซาอุฯ เคยเป็นเจ้าภาพจัดงานสำคัญหลายครั้ง รวมถึงฟอร์มูล่าวัน และเทนนิสดับเบิลยูทีเอ รอบสุดท้าย แต่มักถูกกล่าวหาว่า นำกีฬามาฟอกภาพลักษณ์ เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจจากการละเมิดสิทธิมนุษยชน

แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลระบุว่า ตามที่คาดไว้รายงานประเมินของฟีฟ่าต่อการที่ซาอุฯ เสนอตัวเป็นเจ้าภาพฟุตบอลโลก ถือเป็นการปกปิดประวัติการละเมิดสิทธิมนุษยชนอันเลวร้ายและน่าทึ่ง โดยไม่มีคำมั่นสัญญาใดๆ จะเป็นเครื่องป้องกันไม่ให้คนงานถูกเอารัดเอาเปรียบ ประชาชนซาอุฯ ผู้อยู่อาศัยต้องถูกขับไล่ หรือป้องกันไม่ให้นักเคลื่อนไหวถูกจับกุม

หากละเลยหลักฐานที่ชัดเจนว่าสร้างความเสี่ยงด้านสิทธิมนุษยชนอันร้ายแรง ฟีฟ่าอาจต้องรับผิดชอบต่อการละเมิดที่เป็นอยู่ และสิ่งที่จะเกิดขึ้นในทศวรรษหน้า

อย่างไรก็ตาม จำเป็นต้องปฏิรูปสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานในซาอุฯ อย่างเร่งด่วน ไม่อย่างนั้นฟุตบอลโลกปี 2034 จะต้องมัวหมองจากการแสวงหาประโยชน์ การเลือกปฏิบัติ และการปราบปรามอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้