ไทยกับอินเดียผูกพันกันมานานด้วยศาสนา (พุทธ) ภาษา (สันสกฤต) และวัฒนธรรม (รามายณะ) แต่ในโลกยุคใหม่ความร่วมมือทางวิชาการและเศรษฐกิจ เป็นอีกหนึ่งเครื่องมือของความสัมพันธ์
สถานเอกอัครราชทูตอินเดียประจำประเทศไทยจัดงาน ITEC Day (Indian Technical and Economic Cooperation) เมื่อวันที่ 26 พ.ย. รวมพลคนไทยผู้ได้รับทุนจากโครงการ ITEC และอื่นๆ มาพบปะสังสรรค์แลกเปลี่ยนมุมมอง ช่วยให้เห็นภาพความก้าวหน้าของอินเดียในหลากหลายสาขา
เอกอัครราชทูตนาเกซ ซิงห์ กล่าวว่า โครงการวิชาการและเศรษฐกิจของอินเดีย (ITEC) เป็นโครงการเรือธงเพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถระหว่างประเทศของรัฐบาลอินเดีย เริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 15 ก.ย.1964 นับถึงขณะนี้ประชาชนเข้าร่วมโครงการกว่า 200,000 คน จาก160 ประเทศ
ITEC ถือเป็นโครงการพัฒนาขีดความสามารถระหว่างประเทศที่เก่าแก่ที่สุดและดำเนินมาอย่างยาวนานที่สุด เน้นมนุษย์เป็นศูนย์กลางการพัฒนา หลักสูตร ITEC ครอบคลุมหลายภาคส่วน อาทิ เกษตรกรรม ไอที เทคโนโลยีไซเบอร์ การดูแลสุขภาพ การศึกษา การธนาคารและการเงิน สิ่งแวดล้อม การพัฒนาชนบท ภาษาอังกฤษ การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ การจัดการทรัพยากรน้ำ การป้องกันประเทศและความมั่นคง เป็นต้น
ในประเทศไทยมีผู้เชี่ยวชาญในสาขาวิชาชีพทั้งจากภาคกลาโหมและพลเรือน เข้าร่วมอบรมในหลักสูตรต่างๆ ภายใต้โครงการ ITEC กว่า 1,000 คน
“หลักสูตร ITEC สำหรับบุคลากรด้านกลาโหมมีความสำคัญอันพิเศษยิ่ง การเข้าร่วมหลักสูตรต่างๆ ของบุคลากรด้านกลาโหมจากประเทศไทยในช่วงกว่าทศวรรษที่ผ่านมามีส่วนช่วยอย่างยิ่งต่อการส่งเสริมความเข้าใจและความร่วมมือระหว่างกองทัพของเราให้ดียิ่งขึ้น” ทูตอินเดียกล่าว
- อ่านอินเดียจากปากคำศิษย์เก่า
บุคลากรไทยที่ได้รับทุนรัฐบาลอินเดียผ่านโครงการ ITEC หรือ ICCR (สภาวัฒนธรรมสัมพันธ์แห่งอินเดีย) ได้ไปร่ำเรียนในหลากหลายสาขาต่างเห็นโอกาสของประเทศนี้ เริ่มต้นจากเจ้าของรางวัลศิษย์เก่าดีเด่นในปีนี้ ผศ.ดร.ปิยณัฐ สร้อยคำ ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายสื่อสารองค์กรและพันธกิจสัมพันธ์ และผู้อำนวยการก่อตั้งศูนย์อินเดียศึกษา มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ที่ไปศึกษาปริญญาโท คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุสมาเนียในไฮเดอาบัด ระหว่างปี 2011-2013 เรียกได้ว่าไปเรียนที่อินเดียตั้งแต่คนไทยยังไม่เห็นโอกาส
“แต่ด้วยความที่เราเรียนรัฐศาสตร์ ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ จึีงเห็นอินเดียที่กำลังเติบโตขึ้นเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นประชากร ขนาดเศรษฐกิจ เทคโนโลยี ระบบการศึกษา การไปเรียนต่อที่อินเดียจะช่วยเติมเต็มโอกาสเมื่ออินเดียเติบโตเป็นมหาอำนาจได้ทันที”
สิ่งที่่ผศ.ดร.ปิยณัฐคาดการณ์ไว้ไม่ผิดเลย ถึงวันนี้ 77 ปีหลังเอกราชอินเดียได้พิสูจน์ตนเองแล้วว่า สามารถเปลี่ยนจากประเทศยากจนมากมาเป็นประเทศที่ก้าวหน้าทางเศรษฐกิจ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีได้
จากอินเดีย ผศ.ดร.ปิยณัฐไปเรียนต่อที่สหราชอาณาจักร ทำวิทยานิพนธ์เรื่องนโยบายต่างประเทศอินเดียต่อเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สรุปได้ว่า
1. อินเดียให้ความสำคัญกับวัฒนธรรม ด้วยความยิ่งใหญ่ทางด้านนี้ทำให้อินเดียเชื่อมโยงกับหลายๆ ประเทศได้แม้เป็นประเทศห่างไกล เช่น ฟิลิปปินส์มีรากฐานภาษาสันสกฤต มอริเชียสมีรากฐานด้านผู้คน วัฒนธรรมจึงเป็นแต้มต่อไปที่ไหนก็จะเจอดีเอ็นเอของอินเดียอยู่ในนั้น
2. เคารพการตัดสินใจของประเทศต่างๆ สนใจทำงานร่วมกันในกรอบพหุภาคี เช่น BIMSTEC, แม่โขง-คงคา, อาเซียน-อินเดีย
3. อยากเป็นมหาอำนาจผู้รักสันติ กองกำลังอินเดียที่ใหญ่เป็นอันดับต้นๆของโลก ไม่ได้มีไว้รบกับใครแต่มีเพื่อรักษาสันติภาพ ดูแลแก้ปัญหาภัยพิบัติ และที่สำคัญคืออินเดียเป็นมหาอำนาจประชาธิปไตย เป็นต้นแบบให้กับประเทศกำลังพัฒนาหลายๆ ประเทศ
“เมื่อก่อนคนพูดว่า ต้องรวยก่อนถึงจะเป็นประชาธิปไตยได้ แต่อินเดียทำให้เห็นว่าประชาธิปไตยสามารถเกิดขึ้นได้ในทุกสถานการณ์ และเป็นเครื่องมือที่ทำให้อินเดียกลายเป็นอินเดียในปัจจุบัน”
4. การพัฒนาที่มีมนุษย์เป็นศูนย์กลาง ไม่เน้นถาวรวัตถุแต่เน้นการสร้างคน สร้างงานวิจัย การฝึกอบรมตามโครงการ ITEC สะท้อนให้เห็นว่า องค์ความรู้ของอินเดียนอกจากให้คนในประเทศตนเองแล้ว ยังเปิดให้คนทั่วโลกได้เข้าไปศึกษาเรียนรู้
“ความเหลื่อมล้ำ ความจน ทุกประเทศมี แต่รัฐธรรมนูญอินเดียกำหนดชัดเจนว่า รัฐต้องมีหน้าที่สร้างความเสมอภาคให้กับคน แม้ 1,400 ล้านคนไม่สามารถสร้างได้ทุกคนภายในระยะเวลาอันสั้นแต่เป็นความพยายาม” ผศ.ดร.ปิยณัฐกล่าวถึงจุดแข็งที่บางคนมองเป็นจุดอ่อน และว่า อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของอินเดียสูงที่สุดในโลก อัตราการรู้หนังสือเพิ่มขึ้น มีนโยบายให้หมู่บ้านพัฒนาตนเองได้ เงินลงไปถึงเพื่อยกระดับเศรษฐกิจครัวเรือน กลายเป็นตัวขับเคลื่อนทุกองคาพยพของประเทศ อินเดียจึงเป็นตัวแบบการพัฒนาคนและความเหลื่อมล้ำได้เร็วที่สุดประเทศหนึ่ง
- จากมุมมองรัฐศาสตร์สู่มุมมองกลาโหม
น.อ.เอกอนันต์ แช่มชัยกุลวัฒน์ ผู้ได้ทุนการศึกษาจากรัฐบาลอินเดียสำเร็จหลักสูตร National Defence College ทำวิทยานิพนธ์เรื่องความสัมพันธ์ไทย-อินเดียในทศวรรษหน้า 2023-2033 กล่าวสรุปว่า อินเดียคือโอกาสที่ไทยไม่ควรมองผ่านในภูมิรัฐศาสตร์โลก ไทยมีความโชคดีในด้านภูมิรัฐศาสตร์ อินโดแปซิฟิกเป็นภูมิภาคสำคัญที่มหาอำนาจอย่างสหรัฐต้องกำหนดเป็นยุทธศาสตร์ ซึ่งไทยกับสหรัฐมีความสัมพันธ์กันยาวนานกว่า 190 ปี ซ้อมรบกันเป็นประจำทุกปี เช่น การฝึก Cobra Gold
ขณะเดียวกันชาติมหาอำนาจที่ท้าทาย US อย่างจีน ก็มียุทธศาตร์ BRI (Belt and Road) ที่ขยายอิทธิพลในภูมิรัฐศาสตร์โลกเช่นกันและมีการฝึกทางทหารในไทยเป็นประจำทุกปี เช่น Falcon Strike และอื่นๆ
หลังเสร็จสิ้นสงครามโลกครั้งที่ 2 โลกมีหลายขั้วอำนาจ (Multipolar) ปีนี้ไทยสมัครเข้าร่วมกลุ่ม BRICS ที่อินเดียเป็นผู้ร่วมก่อตั้ง น.อ.เอกอนันต์มองว่า เก้าอี้สองขา (สหรัฐ-จีน) ย่อมไม่มั่นคงเท่าเก้าอี้สามขาที่มีอินเดียเพิ่มเข้ามา
“ในมุมมองด้านกลาโหม อินเดียมีเทคโนโลยีทางทหาร (บก/เรือ/อากาศ), ไซเบอร์และอวกาศและนิวเคลียร์ ทั้งอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ และนโยบาย Act East Policy ที่สำคัญ เราไม่ควรมองผ่านโอกาส ควรยกระดับกระชับสัมพันธ์ เช่น การฝึก Siam Bharat และความร่วมมือด้านอื่นๆ ให้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น ก็เพื่อผลประโยชน์แห่งชาติของเรา”
- ชาวอินเดียเที่ยวไทยยอดพุ่ง
ศิริพร วงศ์เสนาอารี เลขานุการกลุ่มงานอำนวยการด้านนโยบายและแผน การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ร่ำเรียนในอินเดียนานถึง 18 ปี พูดได้ทั้งภาษาคุชราตและฮินดี เผยว่า ปีนี้นักท่องเที่ยวอินเดียเข้ามาเที่ยวไทยเพิ่มขึ้นมากจนเซอร์ไพรส์ ททท.ตั้งเป้าไว้ที่ 2 ล้านคน ขณะนี้ใกล้ถึงเป้าแล้ว
“คนอินเดียชอบความสนุกสนาน มาเมืองไทยเพื่อรีแล็กซ์ เมืองไทยเป็นจุดหมายปลายทางที่ใกล้ที่สุดเดินทางเข้ามาง่ายที่สุด คนอินเดียคุ้นเคยกับประเทศไทย” ศิริพรกล่าวโดยมองว่า ปัจจัยที่สนับสนุนให้ตัวเลขนักท่องเที่ยวเพิ่มมากมาจากนโยบายฟรีวีซ่าที่มีแผนขยายออกไปเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวให้มากเพิ่มขึ้นไปอีก รวมถึงเศรษฐกิจอินเดียกำลังโต
“เมื่อมีอำนาจซื้อมากขึ้นคนก็เริ่มอยากเดินทางออกนอกประเทศมากขึ้น ก็คิดถึงประเทศไทยเป็นอันดับแรก”
ในฐานะคนทำงานด้านนโยบายการท่องเที่ยว ศิริพรแนะนำว่าคนอินเดียชอบความง่าย จ่ายครั้งเดียวจบ ไทยควรเจาะตลาดนักท่องเที่ยวอินเดียเฉพาะกลุ่ม เช่น กลุ่มครอบครัว กลุ่มเกษียณ กลุ่มวัยรุ่น กลุ่มที่ต้องการเข้ามาแต่งงานในประเทศไทย ยิ่งไทยมีกฎหมายสมรสเท่าเทียมสามารถดึงกลุ่ม LGBTQ+ มาแต่งงานในไทยได้





