วันพุธ ที่ 11 มีนาคม 2569

Login
Login

เศรษฐกิจจีนแย่ ขนาดมหาเศรษฐี ‘ลีกาชิง’ยังไม่รอด ลบภาพ ‘ฮ่องกง’ สวรรค์นักช้อป

เศรษฐกิจจีนแย่ ขนาดมหาเศรษฐี ‘ลีกาชิง’ยังไม่รอด ลบภาพ ‘ฮ่องกง’ สวรรค์นักช้อป

เศรษฐกิจจีนแย่ ขนาดห้างหรู Heritage ของมหาเศรษฐี ‘ลีกาชิง’ยังไม่รอดร้านแบรนด์หรูในย่านชอปปิง ‘จิมซาจุ่ย’ ทยอยปิดตัวจนร้าง หลังผู้บริโภคชาวจีนลดการใช้จ่าย ทำให้ ‘ฮ่องกง’ อาจไม่ใช่สวรรค์ของนักช้อปอีกต่อไป

ย่าน “จิมซาจุ่ย” สวรรค์ของนักช้อปในฮ่องกงเคยคึกคักด้วยนักท่องเที่ยวชาวจีนแผ่นดินใหญ่ที่หลั่งไหลมาชื่นชมความหรูหราของศูนย์การค้า “เฮอริเทจ” (Heritage) สถานที่ท่องเที่ยวสุดคลาสสิกที่เปิดดำเนินการมาตั้งแต่ปี 1881 ซึ่งมีร้านบูติกแบรนด์ดังระดับโลกอย่าง Tiffany, Cartier และ Chopard แต่ในปัจจุบันบรรยากาศกลับตรงกันข้าม ศูนย์การค้าแห่งนี้ดูเงียบเหงาและว่างเปล่าอย่างเห็นได้ชัด 

 

ความว่างเปล่าของศูนย์การค้า Heritage สะท้อนให้เห็นถึงภาวะเศรษฐกิจฮ่องกงที่ซบเซา และส่งผลกระทบต่อรายได้ของมหาเศรษฐี “ลีกาชิง” (Li Ka-shing) มหาเศรษฐีอันดับ 1 ของฮ่องกง  จากร้านค้ากว่า 30 ยูนิตในศูนย์การค้าที่เป็นของซีเค แอสเซ็ท (CK Asset Holdings) บริษัทอสังหาริมทรัพย์ขนาดใหญ่ของลีกาชิง ที่เหลือเปิดทำการเพียง 3 ยูนิตเท่านั้น

สถานการณ์นี้ทำให้ซีเค แอสเซ็ทได้ประกาศแผนปรับปรุงรูปแบบการค้าปลีกของห้างสรรพสินค้า 1881 Heritage โดยจะเน้นไปที่ร้านอาหารและเครื่องดื่มสบาย ๆ รวมถึงแบรนด์ที่ตรงใจกลุ่มลูกค้า Gen Z มากขึ้น

‘ฮ่องกง’ ไม่ใช่สวรรค์ของนักช้อปอีกต่อไป

เมื่อเทียบกับช่วงเวลาที่ฮ่องกงได้รับประโยชน์จากการเติบโตของจีนแผ่นดินใหญ่ เนื่องจากอยู่ใกล้และไม่มีภาษีสินค้าหรือบริการ ในปี 2556 ยอดขายสินค้าฟุ่มเฟือยในฮ่องกงพุ่งสูงถึง 1.6 แสนล้านดอลลาร์ฮ่องกง คิดเป็นสัดส่วนถึง 1 ใน 3 ของตลาดค้าปลีกทั้งหมด จากนักท่องเที่ยวชาวจีนแผ่นดินใหญ่กว่า 112,000 คน ที่เดินทางมาเยือนฮ่องกงทุกวัน ทว่าสถานการณ์ปัจจุบันแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ยอดขายสินค้าฟุ่มเฟือยที่เคยสูงลิ่วลดลงอย่างมาก และจำนวนนักท่องเที่ยวก็ลดน้อยลงเช่นกัน สะท้อนให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจและบทบาทของฮ่องกงในภูมิภาค

เอ็ดวิน ลี ผู้ก่อตั้ง Bridgeway Prime Shop Fund Management เปรียบเทียบสถานการณ์ปัจจุบันของตลาดสินค้าหรูหราในฮ่องกงว่า 'เหมือนเปลี่ยนจากสวรรค์เป็นนรก' โดยระบุว่า 'สมัยที่นักท่องเที่ยวแห่กันมาฮ่องกงเพื่อชอปปิงสินค้าแบรนด์เนมอย่างไม่คิดชีวิตนั้นหมดไปแล้ว'

“ตลาดหรูหราในปัจจุบันไม่น่าจะกลับไปรุ่งเรืองเหมือนช่วงปี 2556-2557 ได้อีกแล้ว และตลาดหรูหราอาจต้องใช้เวลาถึง 4-5 ปี กว่าจะฟื้นตัวกลับไปสู่ระดับปี 2561-2562”

แม้ว่าจะเปิดพรมแดนกับจีนแผ่นดินใหญ่แล้วเมื่อต้นปี 2566 แต่ตัวเลขจากทางการระบุว่าการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวในเมืองของเรายังคงเป็นไปอย่างเชื่องช้า จำนวนนักท่องเที่ยวชาวจีนลดลงอย่างเห็นได้ชัด และกำลังซื้อก็หดตัวลงเกือบครึ่งเมื่อเทียบกับก่อนเกิดโรคระบาด โดยยอดขายสินค้าฟุ่มเฟือยในช่วงเจ็ดเดือนแรกของปีนี้ลดลงถึง 42% จากปี 2561 

‘กำลังซื้อ’ สะท้อนเศรษฐกิจแย่

ย่านชอปปิงที่เคยได้รับความนิยมอย่างมากจากนักท่องเที่ยวชาวจีนแผ่นดินใหญ่ เช่น จิมซาจุ่ยและคอสเวย์เบย์ กำลังเผชิญกับวิกฤติจากการถอนตัวของแบรนด์หรู โดยเฉพาะอย่างยิ่งคอสเวย์เบย์ที่เคยมีค่าเช่าสูงที่สุดในโลกถึง 2,671 ดอลลาร์ต่อตารางฟุตในปี 2561 ปัจจุบันค่าเช่าลดลงอย่างมากและต่ำกว่าจิมซาจุ่ยซึ่งมีราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 1,493 ดอลลาร์ต่อตารางฟุตในปี 2566 ซึ่งต่ำกว่าย่านอัปเปอร์ 5th Avenue ในนิวยอร์ก และย่าน Via Montenapoleone ในมิลาน

นอกจากนี้ การที่ผู้บริโภคชาวจีนลดการจับจ่ายสินค้าหรูลงทำให้ความเชื่อมั่นของนักลงทุนในแบรนด์ระดับโลก เช่น LVMH, Richemont และ L'Oreal สั่นคลอนอย่างหนัก ยอดขายในภูมิภาคนี้ตกต่ำลงอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในฮ่องกง ซึ่งเคยเป็นสวรรค์ของเหล่านักช็อปชาวจีนที่หลงใหลในแบรนด์เนม

"สถานการณ์ในฮ่องกงกำลังย่ำแย่ลงเรื่อยๆ" การลดลงของกำลังซื้อและการปิดตัวของร้านค้าส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจอย่างรุนแรง ราคาอสังหาริมทรัพย์ที่ตกต่ำที่สุดในรอบ 8 ปี สะท้อนถึงความไม่มั่นคงของตลาด และปัญหาสำนักงานว่างที่พุ่งสูงขึ้นบ่งบอกถึงความยากลำบากของภาคธุรกิจ และดัชนีหุ้นอ้างอิงอยู่ในกลุ่มที่มีผลงานแย่ที่สุด รวมไปถึงปัญหาประชากรสูงอายุที่ทวีความรุนแรงขึ้นจากการอพยพของคนหนุ่มสาว ทำให้โครงสร้างประชากรของฮ่องกงเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก

นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจในปีนี้จะชะลอตัวลงเหลือเพียง 2.8% เมื่อเทียบกับ 3.3% ในปี 2566

แกรี่ นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสจาก Natixis SA ได้เตือนว่า การตกต่ำของภาคส่วนสินค้าฟุ่มเฟือยของฮ่องกงเป็นสัญญาณของความท้าทายทางเศรษฐกิจในปัจจุบัน ซึ่งอาจส่งผลให้การเติบโตและการจ้างงานชะลอตัวลงได้ และการที่วงจรการบริโภคสินค้าฟุ่มเฟือยสิ้นสุดลงนั้น อาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวมของฮ่องกงในระยะยาว

วิกฤติเศรษฐกิจส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจในฮ่องกงอย่างหนัก โดยบริษัทอสังหาริมทรัพย์ยักษ์ใหญ่อย่าง New World Development ประกาศขาดทุนมหาศาลถึง 20,000 ล้านเหรียญฮ่องกงในปีนี้ ทำให้ราคาหุ้นร่วงลงกว่า 44%

หวังพลิกวิกฤติเป็น ‘โอกาส’

แม้ว่าตลาดสินค้าหรูหราในฮ่องกงจะเผชิญกับความท้าทาย แต่แบรนด์ต่างๆ ก็ยังคงมองเห็นโอกาสในเมืองนี้ เนื่องจากฮ่องกงยังคงมีกลุ่มลูกค้าที่มีกำลังซื้อสูง ขณะเดียวกันเจ้าของห้างสรรพสินค้าขนาดกลางและเล็กก็เข้ามามีบทบาทมากขึ้น โดยเสนอเงื่อนไขที่ยืดหยุ่นดึงดูดแบรนด์ต่างๆ ให้เข้ามาเปิดร้าน ซึ่งอาจเป็นทางเลือกใหม่ที่น่าสนใจ

แลนด์มาร์ก (Landmark) ห้างสรรพสินค้าภายใต้การดูแลของฮ่องกง แลนด์ โฮลดิ้งส์ร่วมกับแบรนด์ดังอย่าง Hermes และ LVMH ลงทุนกว่า 1 พันล้านดอลลาร์เพื่อปรับปรุงพื้นที่ขาย เพื่อดึงดูดลูกค้าชาวฮ่องกงให้มาจับจ่ายมากขึ้น เนื่องจากปัจจุบันลูกค้าชาวฮ่องกงคิดเป็นสัดส่วนถึง 80% ของลูกค้าทั้งหมด และลูกค้ารายใหญ่ 70 อันดับแรกของห้างฯ สร้างรายได้รวมกว่า 1 พันล้านดอลลาร์ฮ่องกงในปี 2566

ฮ่องกงไม่นิ่งเฉย โดยวางแผนจัดงานใหญ่กว่า 100 งานในช่วงครึ่งปีหลัง เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยว โดยรัฐบาลได้อนุมัติงบประมาณ 1.1 พันล้านดอลลาร์ฮ่องกงเพื่อสนับสนุนกิจกรรมเหล่านี้  เช่น การประชุม นิทรรศการ และงานคาร์นิวัล 

อ้างอิง Bloomberg