background-default

วันพฤหัสบดี ที่ 15 มกราคม 2569

Login
Login

ไขข่าวลือซาอุฯ ’ยกเลิกเปโตรดอลลาร์’ โอกาสเกิดมากน้อยเพียงใด อนาคตดอลลาร์สั่นคลอน?

ไขข่าวลือซาอุฯ ’ยกเลิกเปโตรดอลลาร์’ โอกาสเกิดมากน้อยเพียงใด อนาคตดอลลาร์สั่นคลอน?

เมื่อไม่นานมานี้เกิดข่าวลือแพร่สะพัดว่า ซาอุดีอาระเบียตัดสินใจ “ไม่ต่ออายุ” ข้อตกลงซื้อขายน้ำมันด้วยสกุลเงินดอลลาร์ หรือเรียกว่า “เปโตรดอลลาร์” (Petrodollar) ที่ใช้มายาวนานกว่า 50 ปี ซึ่งถ้าเป็นเรื่องจริง ก็จะสั่นคลอนดอลลาร์ หนึ่งในเสาหลักที่ค้ำจุนเศรษฐกิจสหรัฐ

อย่างไรก็ตาม ข่าวลือดังกล่าวได้ก่อให้เกิดคำถามขึ้นว่า เปโตรดอลลาร์สำคัญต่อสหรัฐมากขนาดไหน และโอกาสที่ยักษ์ใหญ่น้ำมันอย่างซาอุฯ จะไม่ผูกการซื้อขายน้ำมันด้วยดอลลาร์อีกต่อไป มีมากน้อยเพียงใด

เปโตรดอลลาร์ สิ่งที่ทำให้ดอลลาร์แข็งแกร่งขึ้น

เดิมทีนั้น สหรัฐผูกสกุลเงินของตนกับทองคำในอัตรา 35 ดอลลาร์ต่อทองคำ 1 ออนซ์ และให้สกุลเงินประเทศอื่นผูกกับดอลลาร์อีกต่อหนึ่งในอัตราคงที่ จนทำให้ดอลลาร์กลายเป็นเงินสกุลหลักของโลกขึ้นมา เราเรียกระบบนี้ว่า “เบรตตัน วูดส์” (Bretton Woods System) ซึ่งมีขึ้นตั้งแต่ปี 2487

แต่จุดเปลี่ยนก็เกิดขึ้นเมื่อสหรัฐติดหล่ม “สงครามเวียดนาม” กว่าทศวรรษ ทำให้ประเทศขาดดุลงบประมาณอย่างหนักและได้พิมพ์เงินออกมาจำนวนมาก จน “สูงกว่า” ปริมาณทองคำที่มีอยู่ ความไม่สมดุลระหว่างดอลลาร์ที่ออกมากับทองคำที่มีอยู่ ทำให้หลายประเทศตั้งคำถามถึงอัตราแลกเปลี่ยนแบบคงที่นี้ และเริ่มหันมาถือทองคำแทนดอลลาร์มากขึ้นเรื่อย ๆ กลายเป็นแรงกดดันให้สหรัฐต้องลดค่าเงินลง ยกเลิกระบบเบรตตัน วูดส์ในปี 2514 และเปลี่ยนเป็นอัตราแลกเปลี่ยนแบบลอยตัวแทน

เพื่อรักษามูลค่าดอลลาร์ และบัลลังก์สกุลเงินหลักของโลกต่อไป สหรัฐจึงคิดระบบ “เปโตรดอลลาร์” ขึ้น โดยในปี 2516 เฮนรี คิสซิงเจอร์ (Henry Kissinger) รัฐมนตรีต่างประเทศของสหรัฐ ได้ทำข้อตกลงกับซาอุดีอาระเบีย เพื่อให้มีการขายน้ำมันดิบสู่ตลาดโลกเป็นสกุลเงินดอลลาร์ ส่งผลให้ความต้องการดอลลาร์ที่เคยอ่อนค่ากลับมาเพิ่มสูงขึ้น

ไขข่าวลือซาอุฯ ’ยกเลิกเปโตรดอลลาร์’ โอกาสเกิดมากน้อยเพียงใด อนาคตดอลลาร์สั่นคลอน? - เปโตรดอลลาร์ (เครดิต: Shutterstock) -

กลยุทธ์นี้ช่วยให้สหรัฐสามารถรักษาตัวเลขการขาดดุลการค้าได้ เนื่องจากประเทศต่าง ๆ ต้องการเงินดอลลาร์เพื่อซื้อน้ำมัน อีกทั้งประเทศสมาชิกโอเปกก็ช่วยส่งเสริมเศรษฐกิจสหรัฐ โดยการนำกำไรที่ได้จากน้ำมันมาลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ จนอเมริกาสามารถจัดการการขาดดุลงบประมาณได้โดยไม่เกิดผลกระทบรุนแรง

เราเรียกการที่ประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน นำรายได้ที่เป็นเงินดอลลาร์ไปลงทุนต่อนี้ว่า “การรีไซเคิลเปโตรดอลลาร์” (Petrodollar Recycling)  

จะเห็นได้ว่าการที่จะซื้อน้ำมันก็ต้องแลกเปลี่ยนเป็นสกุลดอลลาร์ หรือแม้แต่เงินกู้จากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ซึ่งสหรัฐมีอิทธิพลอยู่ภายใน ก็เป็นสกุลดอลลาร์ ได้ช่วยเพิ่มกระแสหมุนเวียนและความต้องการสกุลเงินนี้อย่างมาก จนทำให้ดอลลาร์ครองส่วนแบ่งที่ราว 54-55% ของทุนสำรองระหว่างประเทศทั่วโลก ตามข้อมูลจากหน่วยงานสถิติ Statista ในไตรมาส 4 ปี 2566 

ซาอุฯไม่ผูกกับดอลลาร์ มีโอกาสเกิดมากน้อยเพียงใด

จากกระแสข่าวที่ซาอุดีอาระเบีย “ไม่ต่ออายุ” ข้อตกลงซื้อขายน้ำมันด้วยดอลลาร์นั้น พอล ดอโนแวน (Paul Donovan) หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ฝ่ายการจัดการความมั่งคั่งโลกของธนาคาร UBS กล่าวว่า ยังไม่พบหลักฐานยืนยันข่าวลือนี้ ทั้งจากซาอุดีอาระเบียและอเมริกา โดยเขามองว่าความร่วมมือในระบบเปโตรดอลลาร์นั้น “ให้ประโยชน์ร่วมกัน” ทั้งต่อซาอุดีอาระเบียและสหรัฐ

ย้อนกลับไปในปี 2516 วิกฤตการณ์น้ำมันครั้งใหญ่เกิดขึ้น เมื่อประเทศสมาชิกโอเปกในตะวันออกกลาง ประกาศคว่ำบาตรการส่งออกน้ำมันไปยังประเทศที่สนับสนุนอิสราเอลในช่วงสงครามยมคิปปูร์ ประเทศที่ได้รับผลกระทบอย่างหนัก หนีไม่พ้นแคนาดา ญี่ปุ่น เนเธอร์แลนด์ สหราชอาณาจักร และสหรัฐ

ไขข่าวลือซาอุฯ ’ยกเลิกเปโตรดอลลาร์’ โอกาสเกิดมากน้อยเพียงใด อนาคตดอลลาร์สั่นคลอน? - วิกฤตการณ์น้ำมันปี 2516 (เครดิต: The Center on Global Energy Policy) -

เพื่อไม่ให้เหตุการณ์วิกฤติน้ำมันนี้ซ้ำรอยอีก ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดภาวะเงินเฟ้อรุนแรงและปัญหาทางเศรษฐกิจของสหรัฐ และเพื่อรักษามูลค่าดอลลาร์ สหรัฐจึงหาทางกระชับความสัมพันธ์กับซาอุดีอาระเบียจนเกิดเป็นข้อตกลงเปโตรดอลลาร์ขึ้น และในขณะเดียวกัน ซาอุฯ ก็ขายน้ำมันให้ทั่วโลกคล่องตัวขึ้นด้วย เพราะดอลลาร์เป็นสกุลเงินที่ทั่วโลกใช้กันเป็นหลัก

นอกจากนี้ ยังเกิด “ข้อตกลงลับ” ระหว่างสหรัฐและซาอุดีอาระเบียที่บรรลุในปลายปี 2517 โดยสหรัฐสัญญาว่าจะให้ความช่วยเหลือด้านการทหารและอาวุธ แลกเปลี่ยนกับการที่ซาอุฯ นำเงินดอลลาร์หลายพันล้านจากรายได้การขายน้ำมัน ไปลงทุนต่อในพันธบัตรสหรัฐ

ดอโนแวนกล่าวว่า การมีอยู่ของข้อตกลงลับนี้ไม่ได้ถูกเปิดเผยจนถึงปี 2559 เมื่อสำนักข่าวบลูมเบิร์กยื่นคำขอภายใต้พระราชบัญญัติเสรีภาพในการขอข้อมูล (Freedom of Information Act) ไปยังหอจดหมายเหตุแห่งชาติสหรัฐ

แม้ว่าในปัจจุบัน ดอลลาร์จะเผชิญความท้าทายมากขึ้น เมื่อซาอุฯกำลังพิจารณาสกุลเงินตัวเลือกอื่น ๆ อย่าง “เงินหยวน” ของจีน แต่เจฟฟรีย์ ไคลน์ท็อป (Jeffrey Kleintop) หัวหน้านักกลยุทธ์การลงทุนของบริษัทให้บริการทางการเงินอย่าง Charles Schwab มองว่า ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและการทหารที่แน่นแฟ้นระหว่างซาอุฯกับสหรัฐ  รวมไปถึงความจริงที่ว่าระบบการเงิน ประกันภัย และขนส่งน้ำมันเกือบทั้งหมดทั่วโลกต้องใช้ดอลลาร์ น่าจะเป็นแรงจูงใจให้ซาอุฯ ยังคงต้องการดอลลาร์ และใช้เป็นสกุลหลักในการชำระเงิน 

หากดูความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศนี้ สหรัฐกับซาอุดีอาระเบีย มีความสัมพันธ์ด้านความมั่นคงมายาวนาน โดยซาอุฯ เป็น “ลูกค้ารายใหญ่ที่สุด” ของสหรัฐในโครงการขายอาวุธและยุทโธปกรณ์ทางทหารแก่ต่างประเทศ (Foreign Military Sales) ซึ่งมีมูลค่าโครงการที่ยังดำเนินการอยู่มากกว่า 100,000 ล้านดอลลาร์

ข้อมูลจากสถาบันวิจัยสันติภาพระหว่างประเทศแห่งสตอกโฮล์ม (Stockholm International Peace Research Institute) ระบุว่า ในช่วงปี 2562-2566 สัดส่วนการส่งออกอาวุธของสหรัฐส่วนใหญ่ถูกส่งไปยังประเทศแถบตะวันออกกลาง ซึ่งคิดเป็น 38% โดยมี 4 ประเทศในตะวันออกกลางที่ติดอันดับ “10 ประเทศผู้รับอาวุธจากสหรัฐมากที่สุด” ในปี 2562-2566 ได้แก่

1. ซาอุดีอาระเบีย คิดเป็น 15% ของการส่งออกอาวุธของสหรัฐ

2. กาตาร์ คิดเป็น 8.2%

3. คูเวต คิดเป็น 4.5%

4. อิสราเอล คิดเป็น 3.6%

จะเห็นได้ว่า ด้วยความสัมพันธ์ทางทหารระหว่างซาอุฯ กับสหรัฐที่ค่อนข้างใกล้ชิด โดยซาอุฯเป็นประเทศในตะวันออกกลางที่ซื้ออาวุธจากสหรัฐมากที่สุด และเป็นที่ตั้งฐานทัพอเมริกาในปฏิบัติการสงครามตะวันออกกลางด้วย จึงค่อนข้างยากที่ซาอุฯจะยกเลิกเปโตรดอลลาร์ในขณะนี้ดังข่าวลือที่ออกมา

ไม่เพียงเท่านั้น เงินสำรองระหว่างประเทศทั่วโลกยังคงอยู่ในรูปของดอลลาร์กว่า 55% และเมื่อธนาคารกลางสหรัฐและทั่วโลกต่างขึ้นดอกเบี้ยนโยบายเพื่อปราบเงินเฟ้อ เงินทุนต่างหลั่งไหลไปยังสกุลเงินสหรัฐจน “ดอลลาร์แข็งค่าขึ้น” ปรากฏการณ์ที่เห็นอาจสะท้อนได้ว่า ยังไม่มีสกุลเงินใดที่จะมาแทนที่ดอลลาร์ได้ในเวลาอันใกล้นี้

อย่างไรก็ตาม ไม่มีสิ่งใดคงอยู่ได้ตลอดกาล เราจะเห็น “พลวัตของเงินตรา” ในช่วงหลังนี้ว่า ซาอุฯ เปิดกว้างมากขึ้นในการยอมรับสกุลเงินอื่นนอกเหนือจากดอลลาร์ สำหรับการชำระเงินค่าน้ำมันบางส่วน ดังจะเห็นจากซาอุฯ อยู่ระหว่างการเจรจากับปักกิ่ง เพื่อพิจารณาใช้เงินหยวนเป็นสกุลเงินชำระค่าน้ำมัน

อีกทั้งรัสเซียได้ประกาศว่า “เงินหยวน” จะกลายเป็นสกุลหลักควบคู่กับรูเบิลแทนดอลลาร์ อันสะท้อนถึงความพยายามลดทอนอิทธิพลของดอลลาร์ กระจายความเสี่ยง และมุ่งสู่ระบบการเงินโลกที่มีความหลากหลายมากขึ้น ซึ่งพลวัตในระยะยาวเหล่านี้เป็นที่น่าติดตามอย่างยิ่ง  

อ้างอิง: statistalinkedininvestsiprimarketstatevoanews