background-default

วันพฤหัสบดี ที่ 15 มกราคม 2569

Login
Login

'KFC' ต้านกระแส 'มุสลิมคว่ำบาตร' ไม่ไหว ปิดกว่า 100 สาขาในมาเลเซีย

'KFC' ต้านกระแส 'มุสลิมคว่ำบาตร' ไม่ไหว ปิดกว่า 100 สาขาในมาเลเซีย

"เคเอฟซี" ต้านกระแสมุสลิมคว่ำบาตรธุรกิจเอี่ยวอิสราเอลไม่ไหว "ปิดสาขาในมาเลเซียแล้วกว่า 100 แห่ง" ในพื้นที่ ที่มีชาวมุสลิมจำนวนมาก

เคเอฟซี (KFC) แฟรนไชส์ฟาสต์ฟู้ดสัญชาติอเมริกัน ปิดทำการหลายสาขาในมาเลเซียชั่วคราว โดยระบุว่า “ธุรกิจกำลังเผชิญกับอุปสรรคทางเศรษฐกิจที่ท้าทาย” ในขณะที่ประเทศมาเลเซีย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวมุสลิม ยังคงคว่ำบาตรธุรกิจหลายแห่งที่มีความเชื่อมโยงกับอิสราเอลมานานหลายเดือน

บริษัท คิวเอสอาร์ แบรนด์ส (QSR Brands) ที่บริหารแฟรนไชส์เคเอฟซีในมาเลเซียมาตั้งแต่ปี 2516 เผยว่า บริษัทได้ใช้มาตรการเชิงรุกปิดทำการหลายสาขา เพื่อจัดการกับต้นทุนที่เพิ่มขึ้น และหันไปให้ความสำคัญกับพื้นที่ ที่มีส่วนร่วมสูง หรือพื้นที่ ที่มีคนเข้าร้านมากกว่า

บริษัทระบุในแถลงการณ์ที่เผยแพร่เมื่อวันจันทร์ (29 เม.ย.67) ว่า “พนักงานที่ได้รับผลกระทบจากการปิดสาขา ได้รับโอกาสทำงานในสาขาอื่นๆ ที่มีคนพลุกพล่านมากกว่า ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามเพิ่มประสิทธิภาพของบริษัท”

อย่างไรก็ตาม คิวเอสอาร์ แบรนด์ส ไม่ได้เปิดเผยว่าปิดสาขาเคเอฟซีไปกี่แห่ง

แต่จากการตรวจสอบสาขาเคเอฟซีที่เปิดให้บริการในมาเลเซีย ผ่านกูเกิล (Google) พบว่า มีสาขาที่ปิดทำการชั่วคราวมากกว่า 100 แห่ง ส่วนใหญ่อยู่ในรัฐที่มีชาวมุสลิมจำนวนมาก เช่น รัฐกลันตัน, รัฐเกดะห์, และรัฐเตรังกานู ทางตอนเหนือของคาบสมุทรมลายู

โดยหนังสือพิมพ์หนานหยางซางเป้า ของมาเลเซีย รายงานว่า เคเอฟซี 108 แห่ง หยุดดำเนินการแล้ว ซึ่งร้านในรัฐกลันตันได้รับผลกระทบหนักที่สุด เนื่องจากมีสาขาเกือบ 80% หรือราว 21 สาขาได้รับผลกระทบ

ทั้งนี้ จากข้อมูลของบริษัท ระบุว่า เคเอฟซีมีพนักงานราว 18,000 คน ในมาเลเซีย ซึ่งพนักงาน 85% เป็นมุสลิม

เคเอฟซี ประสบปัญหาเดียวกับฟาสต์ฟู้ดคู่แข่งอย่าง “แมคโดนัลด์” และแฟรนไชส์กาแฟ “สตาร์บัคส์” รวมถึงเชนร้านอาหารสัญชาติอเมริกันอื่นๆ ที่ตกเป็นเป้าของการคว่ำบาตรในมาเลเซีย เนื่องจากสงครามอิสราเอลในกาซา และส่งผลกระทบต่อธุรกิจมาเลเซียอย่างมากในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา

ในเดือนมี.ค. บริษัทเจ้าของแฟรนไชส์สตาร์บัคส์ในมาเลเซีย ได้ขอร้องให้ชาวมาเลย์เลิกแบนธุรกิจ และย้ำว่า การบริหารกิจการส่วนใหญ่ดำเนินโดยชาวมุสลิม ซึ่งมีสัดส่วนมากกว่า 80% ของพนักงานทั้งหมด

ขณะที่แมคโดนัลด์ ได้ยื่นฟ้องขบวนการคว่ำบาตรที่สนับสนุนปาเลสไตน์ เมื่อเดือนม.ค. ที่ปลุกปั่นสาธารณชนให้เกิดความเกลียดชังต่อแบรนด์ และสร้างความเสียหายให้ธุรกิจ เดิมทีแมคโดนัลด์ได้เรียกร้องค่าเสียหายไป 1,300 ล้านดอลลาร์ แต่คดีดังกล่าวเข้าสู่กระบวนการอนุญาโตตุลาการแล้ว

รัฐบาลมาเลเซียเองก็เข้ามามีส่วนร่วมต่อต้านธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับอิสราเอลด้วย โดยออกมาเตือนเมื่อเดือน มี.ค. ในช่วงเดือนรอมฎอนว่า รัฐบาลจะดำเนินมาตรการเข้มงวดกับใครก็ตามที่ทำให้ผู้บริโภคเข้าใจผิด ด้วยการจำหน่ายอินทผลัมจากอิสราเอล

ทั้งนี้ จากข้อมูลของเจ้าหน้าที่สาธารณสุขในกาซา เผยว่า ความขัดแย้งในกาซาที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ชาวปาเลสไตน์เสียชีวิตแล้วเกือบ 35,000 คน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นพลเรือน และประชาชนต้องพลัดถิ่น 2.3 ล้านคน

อ้างอิง: South China Morning Post                                                                                                      พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์