นายกฯอิสราเอล อนุมัติแผนรุกราฟาห์ สหรัฐห่วงพลเรือนบาดเจ็บ-ตายจำนวนมาก

นายกฯอิสราเอล อนุมัติแผนรุกราฟาห์ สหรัฐห่วงพลเรือนบาดเจ็บ-ตายจำนวนมาก

เบนจามิน เนทันยาฮู นายกอิสราเอลอนุมัติแผนรุกพื้นที่ราฟาห์ หลายฝ่ายกังวลประชาชนล้มตายจำนวนมาก ด้านพันธมิตรอย่างสหรัฐ ขอแผนที่มีความชัดเจนว่าพลเรือนจะปลอดภัยมากกว่านี้

สำนักข่าวอัลจาซีราห์รายงานว่า เบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล อนุมัติแผนโจมตีพื้นที่ราฟาห์ ซึ่งมีชาวปาเลสไตน์พลัดถิ่นหลบภัยอยู่ราว 1.4 ล้านคน และเตรียมส่งทีมเจรจาพักรบไปยังกาตาร์ หลังโต้ว่าข้อเสนอหยุดยิงของฮามาสเป็นเรื่องไร้สาระ

พันธมิตรและฝ่ายวิพากษ์วิจารณ์อิสราเอลได้เตือนเนทันยาฮูให้เลี่ยงบุกรุกพื้นที่ในราฟาห์แล้ว เนื่องจากกังวลว่าอาจเกิดเหตุประชาชนบาดเจ็บล้มตายจำนวนมาก แต่รัฐบาลอิสราเอลอ้างว่าพื้นที่ทางตอนใต้ของฉนวนกาซานั้น เป็นหนึ่งในฐานที่มั่นสุดท้ายของฮามาส กลุ่มติดอาวุธที่อิสราเอลให้คำมั่นว่าจะกวาดล้างให้หมด

ลูเซียโน แซกคารา จากศูนย์ศึกษากัลฟ์ มหาวิทยาลัยกาตาร์ เผยกับอัลจาซีราห์ว่า “หวังว่าการรุกรานราฟาห์เป็นเพียงคำขู่ ซึ่งพวกเขาสามารถใช้เรื่องนี้เป็นข้อได้เปรียบในการเจรจาได้ แต่ทุกอย่างที่เนทันยาฮูบอกว่าจะทำ เขาทำจริง ดังนั้น ผมคาดว่ามีความเป็นไปได้มาก ที่แผนนี้จะเกิดขึ้นจริง” แซกคารา กล่าว

แถลงการณ์จากสำนักนายกฯอิสราเอล เมื่อวันศุกร์ (15 มี.ค.) ระบุว่า กองทัพอิสราเอล กำลังเตรียมปฏิบัติการลงพื้นที่ รวมถึงการอพยพประชาชนในราฟาห์ด้วย แต่ไม่ระบุช่วงเวลาและไม่มีหลักฐานเกี่ยวกับการเตรียมตัวภาคพื้นครั้งใหญ่ของกองทัพอิสราเอล

ขณะที่ฮามาสได้เสนอแผนหยุดยิงเพื่อยุติสงครามในกาซา ซึ่งในข้อเสนอได้รวมการปล่อยตัวประกันอิสราเอลเพื่อแลกเปลี่ยนนักโทษปาเลสไตน์ ซึ่งแหล่งข่าวหลายคนบอกว่า แผนของฮามาสจะมีช่วงการพักรบ 3 ระยะ โดยแต่ละระยะมีเวลาอย่างน้อย 42 วัน

สหรัฐห่วงความปลอดภัยในราฟาห์

รายงานจากผู้สื่อข่าวของอัลจาซีราห์ ระบุว่า เกิดการต่อต้านแผนรุกพื้นที่ในราฟาห์ของอิสราเอลมากขึ้น โดยเฉพาะจากพันธมิตรทางการเมืองและการทหารที่ใหญ่ที่สุดอย่างสหรัฐ

"เจ้าหน้าที่สหรัฐบอกว่าพวกเขาไม่ต้องการสนับสนุนปฏิบัติการเช่นนี้“ ผู้สื่อข่าวกล่าว

ขณะที่ แอนโทนี บลิงเคน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐเผยกับนักข่าวในออสเตรียเมื่อวันศุกร์ว่า สหรัฐต้องการเห็นความชัดเจน และแผนที่ใช้ได้จริงในราฟาห์จากอิสราเอล รวมทั้งการอพยพผู้คนโดยปราศจากอันตราย

 

อ้างอิง: Al Jazeera