background-default

วันพฤหัสบดี ที่ 15 มกราคม 2569

Login
Login

อย่าเล่นกับระบบ 'ชาตินิยมจีน' ชาวเน็ตถล่ม 'หนงฟู่' แบรนด์น้ำแร่นิยมญี่ปุ่น

อย่าเล่นกับระบบ 'ชาตินิยมจีน'  ชาวเน็ตถล่ม 'หนงฟู่' แบรนด์น้ำแร่นิยมญี่ปุ่น

กระแส "ชาตินิยมจีน" ดุเดือดไปทั่วทั้งโลกออนไลน์ ถล่มวิจารณ์ "หนงฟู่สปริง" Nongfu Spring แบรนด์น้ำแร่ยักษ์ใหญ่และน้ำอัดลมในหางโจว ของ "จง ซานซาน" ผู้ที่ร่ำรวยที่สุดในจีนและในเอเชีย ผู้ก่อตั้งและประธานบริษัทน้ำดื่มบรรจุขวดที่ใหญ่เป็นอันดับสองของจีนอย่าง Nongfu Spring

ทำให้ ราคาหุ้น Nongfu Spring ร่วงลงอย่างต่อเนื่องเป็นเวลา 3 วันติดต่อกัน  เหตุถูกกลุ่มชาตินิยมจีนโจมตี ส่งผลให้มูลค่าตลาดของบริษัทสูญเสียไปกว่า 3 หมื่นล้านหยวน หรือราว 4 พันล้านดอลลาร์ และแตะระดับต่ำสุดนับตั้งแต่ปลายเดือนมกราคม

กระแสวิจารณ์ "นิยมญี่ปุ่น"

โดยมีกระแสวิพากษ์วิจารณ์บนโลกออนไลน์ โดยผู้ใช้อินเทอร์เน็ตจำนวนมากกล่าวหาว่า Nongfu Spring เป็นพวก "นิยมญี่ปุ่น" 

ผลจากกระแสวิพากษ์วิจารณ์นั้นรุนแรงอย่างมาก ถึงขั้นที่มีผู้ใช้โซเชียลมีเดียจำนวนมากเทน้ำดื่มของ Nongfu Spring ลงในห้องน้ำ ทิ้งขวดน้ำที่ยังไม่ได้เปิดลงถังขยะ โพสต์ข้อความต่อต้าน รวมไปถึงร้าน 7-Eleven สองแห่งในจีนออก "ประกาศพิเศษ" เอาสินค้า Nongfu ออกจากชั้นวาง  พร้อมระบุว่า "เราจำหน่ายผลิตภัณฑ์จากทั่วทุกมุมโลก ...แต่เราไม่ขายผลิตภัณฑ์จากบริษัทที่ชื่นชมญี่ปุ่น"

รวมทั้ง  Nongfu Spring ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็น "นักธุรกิจที่มุ่งเน้นผลกำไรและเนรคุณ" โยงไปเปรียบเทียบกับน้ำดื่มอีกแบรนด์อย่าง  Wahaha ที่ผู้ก่อตั้ง Zong Qinghou ได้รับการยกย่องว่าเป็น "ผู้ประกอบการที่ติดดินและมีใจรักชาติ" 

ทว่ากระแสชาตินิยมแบรนด์ไม่ได้พูดถึงแค่แบรนด์เท่านั้น แต่ชาวเน็ตพูดถึงส่วนต่างๆที่เกี่ยวข้องกับบริษัท รวมถึง"ผู้บริหาร" และครอบครัวด้วย  มีการพูดถึงข้อเท็จจริงที่ว่า "จง ซู ซี" ลูกชายของเจ้าของบริษัท ถือหนังสือเดินทางสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นสิ่งที่เปิดเผยในหนังสือชี้ชวนของบริษัทประจำปี 2563

การวิพากษ์วิจารณ์ลามไปถึง กล่าวหาว่า Nongfu Spring ใช้รูปวัดญี่ปุ่นบนฉลากชาบรรจุขวด บางคนถึงกับเชื่อมโยงตัวอักษรกรีกบนขวดชามะลิเข้ากับรูปทรงของประตูทางเข้าศาลเจ้ายาสุคุนิซึ่งเป็นที่ถกเถียงกัน ว่าศาลเจ้าแห่งนี้สร้างขึ้นเพื่อรำลึกถึงผู้เสียชีวิตในสงครามของญี่ปุ่นและได้รับการกล่าวขานจากจีนและเกาหลีใต้ว่าเป็นสัญลักษณ์ของการรุกรานทางทหารของญี่ปุ่นในอดีต หรือแม้กระทั่งฝาขวดทรงกลมสีแดงของน้ำดื่มบรรจุขวดที่สามารถสื่อถึงธงชาติญี่ปุ่น หากตั้งไว้กับกระดาษสีขาว

 

"ลัทธิชาตินิยม"สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาล

รองศาสตราจารย์ หลูเวย โรส ลูฉิว จากมหาวิทยาลัยแบ๊บติสต์ฮ่องกง  กล่าวว่า การวิจารณ์ที่ดุเดือดในโลกออนไลน์เช่นนี้ไม่ใช่เรื่องแปลก และเสนอแง่มุมที่น่าสนใจเกี่ยวกับการวิพากษ์วิจารณ์ Nongfu Spring บนโลกออนไลน์ ดังนี้

1. ลัทธิชาตินิยมเป็นธุรกิจที่ทำกำไรได้ในประเทศจีน เพราะการกล่าวหาบุคคลหรือบริษัทว่า "นิยมญี่ปุ่น" กลายเป็นเครื่องมือที่ใช้โจมตีคู่แข่ง กลยุทธ์นี้ดึงดูดความสนใจของกลุ่มชาตินิยม ซึ่งมีจำนวนมากบนโลกออนไลน์ ผลลัพธ์คือ เกิดกระแสต่อต้าน ส่งผลเสียต่อภาพลักษณ์และธุรกิจของเป้าหมาย


2. กลุ่มชาตินิยมจีนมีอิทธิพลต่อสังคม ที่มักตรวจสอบและวิพากษ์วิจารณ์พฤติกรรมของบุคคลและบริษัท มีเป้าหมายหลักคือ บุคคลหรือบริษัทที่แสดงท่าที "ไม่รักชาติ"


3.การโฆษณาชวนเชื่อแบบชาตินิยมเป็นเครื่องมือที่รัฐบาลจีนใช้ควบคุมสังคม สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล ที่สนับสนุนการแสดงออกถึงความรักชาติ ซึ่งเมื่อปีที่แล้ว สภานิติบัญญัติของจีนเสนอให้จำคุกบุคคลสูงสุด 15 วัน หากพวกเขาพูดจาหรือสวมเสื้อผ้าในที่สาธารณะที่ "ทำร้ายความรู้สึกของชาวจีน"

กฎหมายนี้ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าจำกัดเสรีภาพในการแสดงออก สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามของรัฐบาลในการควบคุมความคิดเห็นในสังคม  ข้อเสนอดังกล่าวยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบ แต่ได้รับการคัดค้านอย่างมากจากผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย


ซึ่งแน่นอนว่าเหตุการณ์นี้อาจส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์และยอดขายของ Nongfu Spring ในระยะยาว
เหตุการณ์นี้ สะท้อนให้เห็นถึงความตึงเครียดทางสังคมในจีนที่เพิ่มสูงขึ้น อิทธิพลของกลุ่มชาตินิยมจีนที่มีต่อบริษัทต่างๆ ความเสี่ยงที่บริษัทอาจเผชิญจากกระแสต่อต้านบนโลกออนไลน์ ทำให้อนาคตของ Nongfu Spring ขึ้นอยู่กับการฟื้นฟูความเชื่อมั่นของผู้บริโภค การเปลี่ยนแปลงกลยุทธ์ทางธุรกิจเพื่อรับมือกับกระแสชาตินิยม

อย่าล้อเล่นกับระบบชาตินิยมจีน

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่บริษัทจีนเผชิญกับแรงต้านจากกลุ่มชาตินิยม ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ "หัวเว่ย" บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ของจีน ที่ถูกกลุ่มชาตินิยมวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักเมื่อไม่นานมานี้ ถึงกรณีนี้เกิดขึ้นจากการที่หัวเว่ยตั้งชื่อชิปเซ็ตของตนว่า "คิริน" ซึ่งเป็นการออกเสียงภาษาญี่ปุ่นของคำที่แปลว่าสัตว์ในตำนาน กลุ่มชาตินิยมมองว่าชื่อนี้เป็นการลอกเลียนแบบญี่ปุ่น และไม่เหมาะสมกับบริษัทจีนที่ควรแสดงถึงเอกลักษณ์ของตนเอง

กระแสชาตินิยม ที่เพิ่มสูงขึ้นในจีน กลุ่มชาตินิยมเหล่านี้มีความไวต่อประเด็นต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับภาพลักษณ์ของประเทศเช่นกรณีของ H&M แบรนด์เสื้อผ้าจากสวีเดน ที่ออกมาแสดงความกังวลเกี่ยวกับการบังคับใช้แรงงานในซินเจียง และหยุดซื้อฝ้ายจากซินเจียง จากนั้นกลุ่มชาตินิยมจีนมองว่าแถลงการณ์ของ H&M เป็นการใส่ร้ายป้ายสีจีน และเป็นการแทรกแซงกิจการภายในประเทศ จนร้าน H&M หลายแห่งต้องปิดตัวลงแม้ว่าจะออกมาขอโทษแล้วก็ตาม

รวมไปถึงกรณีของ Disney+ ที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ในจีน กรณีนี้เกิดขึ้นจากการฉายภาพยนตร์เรื่อง "Doctor Strange in the Multiverse of Madness" ซึ่งมีฉากที่แสดงภาพทิเบตเป็นประเทศ กลุ่มชาตินิยมจีนมองว่าภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นการบิดเบือนความจริง และเป็นการสนับสนุนการแบ่งแยกดินแดน ซึ่งส่งผลกระทบทำให้ Disney+ สูญเสียผู้ใช้จำนวนมากในจีนพลังมังกร 

เรียกได้ว่าชาวจีนมีความภาคภูมิใจในความเป็นชาติพร้อมสนับสนุนสินค้าจีน และมองหาสินค้าที่มีคุณภาพดีและราคาไม่แพงจากแบรนด์จีน รวมถึงรัฐบาลจีนสนับสนุนการพัฒนาแบรนด์จีน และออกนโยบายต่างๆ เพื่อส่งเสริมธุรกิจภายในประเทศ

ทำให้แบรนด์จีนติดอันดับโลก อย่าง Huawei แบรนด์สมาร์ทโฟนจีนที่เติบโตอย่างรวดเร็ว และกลายเป็นแบรนด์สมาร์ทโฟนที่ขายดีที่สุดอันดับสองของโลก หรือ Xiaomi แบรนด์สมาร์ทโฟนจีนอีกแบรนด์ที่ได้รับความนิยมในต่างประเทศ
ไปจนถึง Li Ning แบรนด์เสื้อกีฬาจีนที่เติบโตอย่างรวดเร็ว และกลายเป็นแบรนด์เสื้อกีฬาที่ได้รับความนิยมในประเทศจีน

 

 

อ้างอิง  Nikkei Asia