ทันทีที่ฮามาสโจมตีอิสราเอลสัญญาณเตือนผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกกำลังเริ่มต้นขึ้นเนื่องจากราคาน้ำมันที่พุ่งสูงเป็นตัวจุดประกายภาวะเศรษฐกิจถดถอย และราคาน้ำมันดิบอ่อนไหวกับสถานการณ์ในตะวันออกกลาง
เว็บไซต์เดอะการ์เดียนรายงาน คริสตาลินา จอร์จีวา กรรมการผู้จัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) กล่าวเมื่อสัปดาห์ก่อนว่า นักวิเคราะห์ที่ไอเอ็มเอฟกำลังพิจารณา “สิ่งที่คาดไม่ถึง”ในความพยายามวางแผนเตรียมการรับมือวิกฤติครั้งต่อไปของเศรษฐกิจโลก
เดอะการ์เดียนระบุว่า แท้จริงแล้วความเสี่่ยงที่เหตุการณ์ในพื้นที่อย่างความขัดแย้งในกาซาจะกลายเป็นเรื่องที่รุนแรงขึ้นไม่ใช่เรื่องที่ “คาดไม่ถึง” เพราะเคยมีตัวอย่างในอดีตมากมาย
การที่ฮามาสเลือกโจมตีอิสราเอลในวันที่ 7 ต.ค. น่าจะไม่ใช่เรื่องบังเอิญเพราะนั่นเป็นวันครบรอบ 50 ปีการเริ่มต้นสงครามยมคิปปูร์ที่ซีเรียและอียิปต์ร่วมกันถล่มอิสราเอล การตอบโต้ของอิสราเอลในปี 2516 ทำให้กลุ่มโอเปคร่วมกันไม่ขายน้ำมันให้ ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบเพิ่มขึ้นสี่เท่า กระทบไปถึงเงินเฟ้อและต้นทุนการทำธุรกิจพุ่งขึ้นมหาศาล เมื่อเงินเฟ้อสูงการว่างงานก็สูงตามมา
ภาวะดังกล่าวเกิดเป็นคำใหม่เรียกว่า stagflation หมายถึงการที่ค่าครองชีพสูงเกิดควบคู่กับเศรษฐกิจพัง ศูนย์นโยบายพลังงานโลก มหาวิทยาลัยโคลัมเบียในนิวยอร์กตั้งข้อสังเกตว่า ถึงวันนี้โอเปคไม่ใช่กลุ่มโดดเด่นอีกต่อไป และเศรษฐกิจโลกไม่ได้พึ่งพาน้ำมันเหมือนเมื่อต้นทศวรรษ 1970
ห้าสิบปีผ่านไปโลกใช้น้ำมันไม่ถึงหนึ่งบาร์เรลในการสร้างผลิตภัณฑ์มวลรวม (จีดีพี) มูลค่า 1,000 ดอลลาร์ ในปี 2562 ตัวเลขอยู่ที่ 0.43 บาร์เรลเท่านั้น ลดลงถึง 56%
“น้ำมันมีความสำคัญน้อยลง มนุษย์ใช้น้ำมันอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น” ศูนย์วิจัยแห่งนี้ระบุและว่า กระนั้นน้ำมันยังสำคัญ จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมต้องจับตาสถานการณ์ในตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด
ฉากทัศน์แรกที่ดีที่สุดสำหรับเศรษฐกิจโลกคือ สงครามถูกจำกัดอยู่แค่อิสราเอลโจมตีภาคพื้นดินในฉนวนกาซา ในสถานการณ์เช่นนี้ราคาน้ำมันจะทรงตัวอยู่ที่ระดับปัจจุบัน 93 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลแล้วจะเริ่มลดลงในไม่ช้า
ไอเอ็มเอฟประเมินว่า ราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นทุกๆ 10% จะลดการขยายตัวของเศรษฐกิจโลกลง 0.15% และเงินเฟ้อจะสูงขึ้นอีก 0.4% ในปีหน้า ตอนนี้ราคาน้ำมันสูงขึ้นราว 10% จากช่วงก่อนฮามาสโจมตีอิสราเอล
ฉากทัศน์ที่ 2 หากความขัดแย้งขยายวงไปในภูมิภาค เริ่มต้นจากการสู้รบทางชายแดนตอนเหนือของอิสราเอลกับกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ในเลบานอนที่อิหร่านหนุนหลัง จากนั้นจะค่อยๆ ลากอิหร่านเข้ามาสู่ความขัดแย้ง การที่สหรัฐส่งกองเรือบรรทุกเครื่องบินมายังเมดิเตอร์เรเนียนตะวันออกชี้ว่า รัฐบาลวอชิงตันเตรียมการรับมือไว้แล้ว
นิโคลัส ฟาร์ นักเศรษฐศาสตร์จากบริษัทวิจัยแคปิตอลอีโคโนมิกส์ ระบุ “ฮิซบอลเลาะห์ที่อิหร่านหนุนหลังยิงขีปนาวุธจากเลบานอนตอบโต้กับอิสราเอล ซึ่งมีโอกาสเปิดแนวรบใหม่ในความขัดแย้งนี้ ถ้าอิหร่านถูกลากเข้าสู่สงครามจะสร้างความเสี่ยงใหญ่ของโลกเนื่องจากอุปทานพลังงานปั่นป่วน ดันราคาน้ำมันสูงขึ้น ราคาก๊าซธรรมชาติอาจได้รับผลกระทบด้วยถ้าการส่งออกแอลเอ็นจีถูกรบกวน”
เม็กแนด เดไซ นักเศรษฐศาสตร์จากกลุ่มคลังสมอง OMFIF ในลอนดอนกล่าวว่า เขาพอจะนึกภาพออกถึงความขัดแย้งไกลออกไปถึงระดับภูมิภาค เมื่อเลบานอน อียิปต์ ซีเรีย และรัฐอาหรับอื่นๆ เดือดดาล
ในสถานการณ์แบบนี้ราคาน้ำมันอาจไปได้ถึง 150 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่งผลให้เงินเฟ้อในสหรัฐและยุโรปกลับมาอยู่ที่ระดับเลขสองหลัก ความเสี่ยงเศรษฐกิจโลกถดถอยจะกระตุ้นให้ธนาคารกลางลดดอกเบี้ยและเริ่มมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณอีกครั้ง
การที่ราคาน้ำมันจะไปถึง 150 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลได้ การไหลเวียนของน้ำมันดิบสู่ตลาดโลกต้องสะดุด บางทีอาจเกิดจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซที่แต่ละวันมีน้ำมันผ่านเกือบ 20% ของอุปทานน้ำมันโลก
บียาร์น ชิลดร็อป หัวหน้านักวิเคราะห์สินค้าโภคภัณฑ์ของเอสอีบี บริษัทที่ปรึกษาการเงินกลุ่มประเทศนอร์ดิกกล่าวว่า ความกลัวความขัดแย้งบานปลายอาจคุมไม่อยู่ “จนทำให้อุปทานหายไปจริงๆ ในที่สุด ซึ่งอิหร่านเสี่ยงมากที่สุด” อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่เกิดขึ้นช่วงไม่กี่วันอาจเกิดขึ้นไม่นานจนกว่าอุปทานน้ำมันจะสะดุดลงจริงๆ
ในการนี้ซาอุดีอาระเบียประเทศผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่สุดของโลกและเป็นพี่ใหญ่กลุ่มโอเปคมีบทบาทสำคัญต้องแสดง การที่น้ำมันดิบราคาสูงเป็นประโยชน์ต่อซาอุดีอาระเบียอยู่แล้ว แต่ต้องไม่สูงจนเป็นเหตุให้เศรษฐกิจโลกถดถอยรุนแรง เพราะนั่นจะส่งผลให้ราคาน้ำมันร่วงหนัก ดังนั้นวอชิงตันและรัฐบาลนานาประเทศจะกดดันรัฐบาลริยาดทำให้น้ำมันไหลเวียนต่อไปได้
ฉากทัศน์สุดท้ายซึ่งเป็นฉากทัศน์หายนะ วาดภาพโดยนักประวัติศาสตร์ “ไนออล เฟอร์กูสัน” โดยจีนจะฉวยโอกาสจากวิกฤตินี้ปิดล้อมไต้หวัน การทำเช่นนี้จะทำให้ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางบานปลายกลายเป็นสงครามโลกครั้งที่ 3
แม้จะสู้รบกันด้วยวิธีการเดิม ๆ แต่ความขัดแย้งทางทหารระหว่างสองเขตเศรษฐกิจใหญ่ของโลกย่อมทำให้ห่วงโซ่อุปทานโลกขาดตอน ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่น ราคาสินทรัพย์ร่วง ส่งผลเสียหายต่อเศรษฐกิจรวมถึงอาจเกิดภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ (Great Depression) ครั้งที่ 2 ด้วย



