รัฐบาลฟิลิปปินส์ตัดสินใจยุติมาตรการตรึงราคาข้าวที่จำหน่ายภายในประเทศ ขณะที่การนำเข้าข้าวจากต่างประเทศ ยังคงมาจากไทยและเวียดนาม พร้อมทั้งเตรียมจัดสรรเงินช่วยเหลือเกษตรกร
‘ฟอร์ตูนาโต วิลลานูวา จูเนียร์’ กำลังเตรียมเก็บเกี่ยวข้าวเปลือกในเดือนนี้จากแปลงนาในย่านลูเปา ที่เขาทำมากว่า 30 ปี พื้นที่นี้อยู่ห่างจากการจราจรติดขัด หมอกควัน และความวุ่นวายของใจกลางกรุงมะนิลาไปประมาณ 200 กิโลเมตร เป็นแหล่งปลูกข้าวส่วนใหญ่เพื่อเลี้ยงประชากรมากกว่า 109 ล้านคนในฟิลิปปินส์
แต่การปลูกข้าวก็ไม่ใช่เรื่องที่ง่ายนัก ชาวนาต้องหาส่วนผสมที่ลงตัวระหว่างสภาพอากาศที่แห้งและชื้น ปุ๋ย และถึงแม้จะมีการใช้เครื่องจักรบ้าง แต่สุดท้ายก็ยังต้องใช้แรงงานคน ซึ่งวิลลานูวาบอกกับนิกเกอิ เอเชีย ว่า “สภาพการทำนาดีขึ้น แต่ชีวิตของพวกเราก็ยังคงเหมือนเดิม” ย่านลูเปายังคงด้อยพัฒนา และตลอดระยะเวลาการเป็นชาวนา เขาได้เห็นว่าความผันผวนของสภาพอากาศและสภาวะตลาดทำให้ฤดูเก็บเกี่ยวเกิดความระส่ำระสายได้อย่างไร
ทว่าเมื่อช่วงต้นเดือนก.ย. ที่ผ่านมา รัฐบาลประธานาธิบดีเฟอร์ดินาน มาร์กอส จูเนียร์ ของฟิลิปปินส์เสนอมาตรการใหม่ที่เพิ่มความซับซ้อนให้ชีวิตชาวนาขึ้นไปอีก กับมาตรการตรึงราคาข้าวสูงสุด 41 เปโซต่อกิโลกรัมสำหรับข้าวจ้าวทั่วไป และ 45 เปโซต่อกิโลกรัมสำหรับข้าวสีดี (well-milled)
มาร์กอส ซึ่งควบตำแหน่งรัฐมนตรีเกษตรอีกตำแหน่ง อธิบายถึงมาตรการตรึงราคาข้าวว่า ต้องการบรรเทาแรงกดดันต่อครัวเรือนชาวฟิลิปปินส์ที่กำลังเผชิญภาวะราคาอาหารพุ่งสูงขึ้นอย่างหนัก โดยเฉพาะราคาข้าวที่พุ่งขึ้นถึง 8.7% ในเดือนส.ค. แต่นักเศรษฐศาสตร์กลับมองต่างออกไปว่า มาตรการนี้จะทำให้เกิดการบิดเบือนราคา และบั่นทอนเป้าหมายคุมเงินเฟ้อ
ล่าสุด เมื่อวันพุธ(4ต.ค.)รัฐบาลฟิลิปปินส์ตัดสินใจยุติมาตรการตรึงราคาข้าวที่จำหน่ายภายในประเทศ ขณะที่การนำเข้าข้าวจากต่างประเทศ ยังคงมาจากไทยและเวียดนาม พร้อมทั้งเตรียมจัดสรรเงินช่วยเหลือเกษตรกร
ฟิลิปปินส์อนุมัติการนำเข้าข้าว 3.9 ล้านเมตริกตัน ระหว่างเดือน ม.ค. 2565 จนถึงเดือน ธ.ค. 2566 ถือเป็นประเทศซึ่งนำเข้าข้าวมากที่สุดในโลกปีนี้ แซงหน้าจีน ซึ่งครองสถิติผู้นำเข้าข้าวรายใหญ่ที่สุดของโลก ตั้งแต่ปี 2562 และอนุมัติการนำเข้าข้าว 3.5 ล้านเมตริกตัน ในช่วงเวลาเดียวกัน
ปัจจุบัน ฟิลิปปินส์นำเข้าข้าวจากไทยและเวียดนามมากที่สุด โดยทั้งสองประเทศเป็นผู้ส่งออกข้าวรายใหญ่อันดับ 2 และ 3 ของโลกตามลำดับ รองจากอินเดีย ขณะเดียวกัน ไทยและเวียดนามต่างตั้งความหวังว่า การที่อินเดียระงับส่งออกข้าวเกือบทุกชนิด ตั้งแต่วันที่ 20 ก.ค. ที่ผ่านมา จะเพิ่มโอกาสให้ข้าวของตัวเองออกสู่ตลาดโลกได้มากขึ้น
นอกจากนี้ รัฐบาลฟิลิปปินส์ยังเตรียมจัดสรรงบประมาณ 12,700 ล้านเปโซ ( ราว 8,324.70 ล้านบาท ) เพื่อสนับสนุนทางการเงิน ให้แก่เกษตรกรผู้ปลูกข้าวในประเทศราว 2.3 ล้านคน จากปรากฏการณ์เอลนีโญ และวิกฤติเศรษฐกิจ
ทั้งนี้ ชาวนา ซึ่งเป็นเจ้าของพื้นที่เพาะปลูกไม่เกิน 2 เฮกตาร์ จะได้รับความช่วยเหลือรายละ 5,000 เปโซ ( ราว 3,277.44 บาท ) โดยเงินที่นำมาใช้เพื่อการนี้มาจากอัตราภาษีส่วนเกิน ซึ่งเก็บจากการนำเข้าข้าว เมื่อปี 2565
แต่การตรึงราคาข้าวของรัฐบาลฟิลิปปินส์ ไม่ใช่แค่นักเศรษฐศาสตร์เท่านั้นที่เห็นแย้ง ประชาชนทั่วไปก็ไม่เห็นด้วย โดยสะท้อนผ่านโพลล์ของบริษัทพัลส์ เอเชีย รีเสิร์ช ซึ่งจัดทำขึ้น 1 สัปดาห์หลังมาตรการนี้ออกมาพบว่า คะแนนนิยมในตัวมาร์กอสร่วงหนักถึง 15% ลงมาเหลือเพียง 65% เท่านั้น ท่ามกลางดัชนีเงินเฟ้อเดือนส.ค. ซึ่งยังปรับเพิ่มขึ้นไปแตะ 5.3%
สำหรับชาวนาแล้วแทบจะไม่มีที่เหลือพอให้สำหรับความผิดพลาด ปัจจุบันแรงงานในฟิลิปปินส์ราว 1 ใน 4 ทำงานอยู่ในภาคเกษตรรกรรม และในปี 2564 ชาวนาถึงเกือบ 1 ใน 3 มีรายได้น้อยยิ่งกว่ามาตรฐานความยากจนที่รัฐบาลกำหนดไว้เสียอีก บางรายจึงต้องหันไปพึ่งพาเงินกู้เพื่อประทังชีวิตในแต่ละวัน
นอกจากนี้ มาตรการตรึงราคาข้าวยังตอกย้ำถึงความท้าทายหลายอย่างที่รัฐบาลกำลังเผชิญในการรักษาสมดุลซัพพลายและดีมานด์ของข้าว ซึ่งถือเป็นเรื่องใหญ่ของคนในหลายประเทศแถบเอเชียที่รับประทานข้าวเป็นอาหารหลัก และทำให้ข้าวกลายเป็นสินค้าควบคุม
โดยปกติแล้ว การเก็บเกี่ยวและราคาข้าวในแต่ละประเทศของภูมิภาคนี้มักจะผันผวนต่างกันไปและมีมาตรการรับมือที่แตกต่างกัน เช่น “อินเดีย” ซึ่งเป็นประเทศผู้ส่งออกข้าวรายใหญ่ที่สุดอันดับ 1 ของโลก ออกมาตรการห่ามส่งออกข้าวบาสมาติเมื่อเดือน ส.ค. ที่ผ่านมา ซึ่งสร้างแรงกระเพื่อมครั้งใหญ่ไปยังตลาดโลก
ขณะที่ “เมียนมา” เพิ่งออกมาตรการคล้ายกันกับฟิลิปปินส์เมื่อไม่นานนี้ โดยเป็นการตรึงราคาที่ชาวนาขายให้กับพ่อค้าข้าว
ด้าน “ประเทศไทย” ออกมาตรการขอความร่วมมือให้ชาวนางดการเพาะปลูกข้าวนาปรังต่อเนื่อง (นาปรัง 2) เพื่อลดความเสี่ยงขาดแคลนน้ำในอนาคต ซึ่งอาจส่งผลให้ราคาข้าวขยับตัวสูงขึ้น
ขณะที่ “มาเลเซีย” ซึ่งกำลังเผชิญปัญหาขาดแคลนข้าว ก็ต้องใช้มาตรการควบคุมราคาเพื่อแก้ปัญหาราคาข้าวแพง
ส่วน “เวียดนาม” ซึ่งเป็นแหล่งนำเข้าข้าวมากถึง 90% ของฟิลิปปินส์ในปี 2565 กำลังหาทางเพิ่มผลผลิตในประเทศให้เพียงพอต่อความต้องการ โดยเป็นที่คาดกันว่า เวียดนามและฟิลิปปินส์จะมีการลงนามข้อตกลงความมั่นคงเรื่องข้าวระหว่างกันเป็นเวลานาน 5 ปี
ด้านธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งเอเชีย (เอดีบี) คาดการณ์ว่า ความต้องการบริโภคข้าวทั่วโลกจะปรับตัวเพิ่มขึ้นถึง 30% ภายในปี 2593 และจะสร้างแรงกดดันต่อราคาข้าวไปอีกหลายปี



