background-default

วันพฤหัสบดี ที่ 15 มกราคม 2569

Login
Login

ฝูง ‘แซลมอน’ หลุดจากฟาร์มเลี้ยง กลายเป็น ‘เอเลียนสปีชีส์’ รุกรานปลาท้องถิ่น

ฝูง ‘แซลมอน’ หลุดจากฟาร์มเลี้ยง กลายเป็น ‘เอเลียนสปีชีส์’ รุกรานปลาท้องถิ่น

เกิดข่าวใหญ่ในแวดวงสิ่งแวดล้อม เมื่อ “แซลมอน” เลี้ยงในระบบปิดหลายพันตัว หลุดออกจากฟาร์มในไอซ์แลนด์ กลายเป็น ‘เอเลียนสปีชีส์’ เริ่มรุกราน “สัตว์น้ำท้องถิ่น” ทำลายระบบนิเวศน์ธรรมชาติ

Key Points:

  • “แซลมอน” หลายพันตัว หลุดจากฟาร์มเลี้ยงในนอร์เวย์ และกระจายไปยังแหล่งน้ำธรรมชาติหลายแห่ง ล่าสุดพบในแม่น้ำอย่างน้อย 32 แห่งทั่วไอซ์แลนด์
  • เมื่อแซลมอนจากฟาร์มไปปะปนกับแซลมอนตามธรรมชาติ ทำให้พวกมันกลายเป็น “เอเลียนสปีชีส์” หรือผู้รุกราน สร้างผลเสียต่อแซลมอนตามธรรมชาติ โดยเฉพาะการผสมพันธุ์ที่ทำให้ลูกปลามีร่างกายไม่แข็งแรง
  • แซลมอนในฟาร์มถูกเลี้ยงใน “ระบบเปิด” ซึ่งกระชังของฟาร์มเลี้ยงตั้งอยู่ในทะเล แม้ว่าเจ้าของฟาร์มจะป้องกันแล้ว แต่ก็ยังมีโอกาสที่พวกมันจะหลุดออกมาสู่แหล่งน้ำธรรมชาติได้

หนึ่งในอุตสาหกรรมที่สร้างเม็ดเงินให้กับชุมชนในหลายประเทศก็คือ “การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ” เพราะนอกจากทำให้ผู้ประกอบการ และชาวบ้านมีรายได้เพิ่มขึ้นแล้ว ยังเป็นการนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมหลากหลายรูปแบบเข้ามาปรับใช้เพื่อพัฒนาคุณภาพของสัตว์น้ำได้ต่อไปในอนาคต โดยเฉพาะ “แซลมอน” ถือเป็นหนึ่งในสัตว์น้ำยอดนิยมที่เกษตรกรหลายๆ ประเทศ นิยมทำฟาร์มเลี้ยงเพื่อส่งขายทั่วโลก

แต่ล่าสุด “ฟาร์มแซลมอน” ในนอร์เวย์กำลังพบกับปัญหาใหญ่นั่นคือ ฝูงแซลมอนหลายพันตัวได้หลุดออกจากกระชังของฟาร์มเลี้ยง ลงไปปะปนกับประชากรแซลมอนท้องถิ่นในไอซ์แลนด์จนสร้างผลเสียต่อสิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศน์ธรรมชาติ

  • เมื่อ “แซลมอนฟาร์ม” กลายเป็น “เอเลียนสปีชีส์” รุกรานแซลมอนธรรมชาติ

หนึ่งใน “แซลมอนธรรมชาติ” ที่ได้รับการยอมรับว่าคุณภาพดี และมีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก อาศัยอยู่บริเวณตะวันตกเฉียงเหนือของ “ไอซ์แลนด์” แต่ตอนนี้พวกมันกำลังถูกรุกรานอย่างหนักจาก “แซลมอนเลี้ยง” ของฟาร์มระบบเปิดใน “นอร์เวย์” ซึ่งเริ่มทยอยหลุดออกจากกระชังปลาตั้งแต่ประมาณวันที่ 20 ส.ค.66 ที่ผ่านมา

โดยแซลมอนเลี้ยงที่หลุดออกมาเหล่านั้น มาจากกระชังปลาที่ชื่อว่า  “Patreksfjörður” ซึ่งเป็นของบริษัท “Arctic Fish” หนึ่งในบริษัทเลี้ยงปลาแซลมอนที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ 

ขณะเดียวกัน “สถาบันวิจัยทางทะเลและน้ำจืด” หรือ MRI ของไอซ์แลนด์ ก็ออกมาเปิดเผยว่า แซลมอนเลี้ยงที่หลุดจากฟาร์มได้แพร่กระจายไปในแม่น้ำอย่างน้อย 32 แห่งทั่วไอซ์แลนด์ เหตุการณ์ครั้งนี้ถือว่าเป็นหายนะด้านสิ่งแวดล้อม เพราะเมื่อแซลมอนฟาร์ม และแซลมอนธรรมชาติผสมพันธุ์กัน จะทำให้แซลมอนรุ่นลูกสูญเสียความสามารถในการอยู่รอด

ข้อมูลส่วนหนึ่งจาก The Guardian ระบุว่า การผสมข้ามพันธุ์ระหว่างแซลมอนทั้ง 2 สายพันธุ์นั้น แม้จะได้ลูกปลาที่เติบโตได้เร็วแต่พวกมันก็จะอายุสั้น รวมถึงบั่นทอนความสามารถในการสืบพันธุ์ตามธรรมชาติของ “แซลมอน” อีกด้วย และทำให้พันธุกรรมของแซลมอนรุ่นหลังๆ ผิดเพี้ยนไปจากเดิม โดยนักวิทยาศาสตร์เริ่มพบว่าแซลมอนรุ่นใหม่ในธรรมชาติมียีนที่แตกต่างจากสายพันธุ์ธรรมชาติแบบดั้งเดิม

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่แซลมอนเลี้ยงหลุดออกมาจากฟาร์ม เพราะในปี 2021 เคยเกิดเหตุการณ์ลักษณะเดียวกันนี้จากฟาร์มแซลมอนในไอซ์แลนด์มาแล้ว ในครั้งนั้นพบว่ามีปลามากถึง 81,000 ตัวที่หลุดออกจากกระชังเลี้ยง ทำให้ในปี 2022 ฟาร์มถูกปรับเป็นเงิน 705,000 ปอนด์ หรือประมาณ 3,141,053 บาท เนื่องจากฟาร์มตั้งใจปกปิดเหตุการณ์ที่ปลาเลี้ยงในระบบหลุดออกสู่ธรรมชาติ

สำหรับจุดสังเกตว่าปลาตัวไหนหลุดออกมาจากฟาร์ม สามารถดูได้ที่หางที่มีความโค้งมน และครีบที่ฉีกขาด ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของแซลมอนที่เลี้ยงในฟาร์ม

ดังนั้นเมื่อแซลมอนฟาร์มจำนวนหลายพันตัวเริ่มเข้ามาสู่แหล่งน้ำธรรมชาติในฐานะ “เอเลียนสปีชีส์” ย่อมส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง ตั้งแต่ความผิดเพี้ยนของสายพันธุ์ปลา และปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมต่างๆ ที่อาจตามมาในอนาคต 

  • ฟาร์มปลาระบบเปิด หนึ่งในตัวการปัญหาสิ่งแวดล้อม?

อีกประเทศหนึ่งที่มีการเพาะเลี้ยงแซลมอนก็คือ “สกอตแลนด์” และก็พบปัญหาลักษณะเดียวกับฟาร์มในนอร์เวย์คือ แซลมอนหนีหลุดออกมาปะปนกับปลาตามธรรมชาติ

ข้อมูลของ WildFish ระบุว่าหนึ่งในปัญหาสำคัญที่ทำให้แซลมอนเลี้ยงหลุดออกสู่ธรรมชาติก็คือ การทำฟาร์มเลี้ยงปลาในระบบเปิด ซึ่งจะกั้นเป็นกระชังปลาอยู่ในทะเล ต่อให้มีมาตรการดูแลความปลอดภัยที่เข้มงวด แต่ก็มีการตรวจพบปลาที่หลุดออกมาอยู่ในแหล่งน้ำธรรมชาติเป็นระยะในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา

ด้าน Andrew Graham-Stewart (แอนดรูว์ เกรแฮม-สจวร์ต) ผู้อำนวยการฝ่ายอนุรักษ์ปลาแซลมอน และปลาเทราต์ แห่งสกอตแลนด์ ได้ให้ความเห็นว่า “นี่คือ ความล้มเหลวอย่างต่อเนื่องของผู้ดำเนินการฟาร์มปลาแซลมอนในการป้องกันไม่ให้พวกมันเข้ามาปะปนกับปลาตามธรรมชาติ”

นอกจากนี้บรรดานักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมต่างระบุว่า ฟาร์มปลาแบบเปิดทำให้เกิด “มลพิษ” จากขยะอินทรีย์และยาฆ่าแมลงในการรักษาเหาทะเล โดยหน่วยงานควบคุมมลพิษของนอร์เวย์ประเมินว่า ฟาร์มปลาขนาดกลางประมาณ 3,000 ตัน ผลิตน้ำเสียได้มากเท่ากับเมืองที่มีประชากร 50,000 คน รวมถึงมีการเติมสารอาหารที่ไม่จำเป็นลงไปในน้ำที่ใช้เลี้ยงปลา ทำให้เกิดสาหร่ายที่เป็นอันตรายต่อระบบนิเวศน์ทางน้ำตามธรรมชาติอีกด้วย

สำหรับไอซ์แลนด์นั้นแม้ว่าประชาชนส่วนมากต่อต้านการเลี้ยงแซลมอนในระบบเปิด เพราะมองว่าธรรมชาติเป็นทรัพยากรที่มีคุณค่าของประเทศ แต่ในพื้นที่ชนบทอันห่างไกล ชาวบ้านกลับมองว่าอุตสาหกรรมเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำดังกล่าวเป็นการเพิ่มรายได้ให้ชุมชน แม้ว่าจะมีการจ้างงานอยู่ที่ประมาณ 5.5% ในภูมิภาคเท่านั้น

ปัจจุบันจำนวน “แซลมอนธรรมชาติ” ในมหาสมุทรแอตแลนติก ซึ่งเป็นสายพันธุ์หลักที่สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมและนกหลายชนิดทั่วโลกกินเป็นอาหาร ลดลงจาก 8-10 ล้านตัวในปี 1970 เหลือ 3-4 ล้านตัว โดยในนอร์เวย์เหลือเพียงประมาณ 500,000 ตัวเท่านั้น ถือว่าลดลงครึ่งหนึ่งของจำนวนปลาธรรมชาติเมื่อ 20 ปีก่อน

แน่นอนว่าปัญหาหลักที่ทำให้ประชากรแซลมอนลดลงนั้น มาจากการที่แซลมอนตามธรรมชาติต้องเผชิญภัยคุกคามจากแซลมอนที่หลุดออกมาจากฟาร์มระบบเปิด เพราะนอกจากจะมี “เหาทะเล” ติดมากับพวกมันจนทำให้เกิดการติดเชื้อในแซลมอนท้องถิ่นแล้ว ยังทำให้แซลมอนที่เกิดใหม่จากการผสมข้ามสายพันธุ์มีสภาพร่างกายอ่อนแอตามไปด้วย

ที่เลวร้ายที่สุดก็คือ ในตัวของลูกแซลมอนที่ทยอยเกิดมามียีนแซลมอนธรรมชาติน้อยลง และในบางตัวก็แทบไม่มีหลงเหลืออยู่เลย

ดังนั้นเพื่อไม่ให้เกิดการกลายพันธุ์ของแซลมอนธรรมชาติไปมากกว่านี้ จนก่อให้เกิดการล่มสลายของระบบนิเวศน์ในหลายประเทศรัฐบาล และภาคเอกชนในประเทศแถบมหาสมุทรแอตแลนติก จำเป็นต้องร่วมมือกันหาทางออก โดยเฉพาะการเพิ่มมาตรการดูแล “แซลมอนเลี้ยง” ไม่ให้พวกมันหลุดจากฟาร์มได้อีกต่อไป

อ้างอิงข้อมูล : The GuardianWildFish และ Nature World News

พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์