อนาคตธุรกิจอสังหาฯจีน ยุคเศรษฐกิจขาลง-ยอดเช่าสำนักงานหด

ภาคอสังหาริมทรัพย์ของจีนเหมือนหลุมดำ ตั้งแต่เอเวอร์แกรนด์ มีปัญหาสภาพคล่องและผิดนัดชำระหนี้รัฐบาลจีนก็ไม่มีมาตรการที่เข้มแข็งเพียงพอที่จะแก้ปัญหา เพราะนี่เป็นหลุมที่ใหญ่เกินกว่าจะกลบได้
หลังจาก“ไชน่า เอเวอร์แกรนด์ฯ”ยักษ์ใหญ่ในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์จีน ยื่นต่อศาลในสหรัฐขอความคุ้มครองจากการล้มละลายเมื่อวันศุกร์ (18 ส.ค.) การเช่าพื้นที่สำนักงานในจีนก็ปรับตัวลดลงอย่างฮวบฮาบ ถือเป็นการซ้ำเติมปัญหาภาคอสังหาริมทรัพย์ในประเทศโดยตรง แถมตลาดหลักทรัพ์ฮ่องกง เตรียมถอดถอนหุ้นบริษัทคันทรี การ์เดน โฮลดิ้งส์ บริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่อีกแห่งของจีน ออกจากการซื้อขายในดัชนีฮั่งเส็งในวันที่ 4 ก.ย.นี้
สำนักข่าวนิกเกอิเอเชีย รายงานว่า พื้นที่ว่างในสำนักงานให้เช่าชั้นนำส่วนใหญ่ของจีนเพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ เนื่องจากบรรดาธุรกิจพยายามลดค่าใช้จ่ายด้านการเช่าพื้นที่สำนักงาน หลังเศรษฐกิจจีนไม่ฟื้นตัวอย่างที่เคยคาดคาดการณ์เอาไว้
แม้การลดต้นทุนการเช่าพื้นที่สำนักงานในช่วงยากลำบากถือเป็นเรื่องที่มีเหตุผล แต่เสี่ยงที่จะทำให้สถานการณ์ต่าง ๆ ในจีนย่ำแย่ลง หลังความวิตกกังวลเกี่ยวกับภาคอสังหาริมทรัพย์จีนทำให้บรรดาธนาคารพาณิชย์ทั่วโลกพร้อมใจกันหั่นคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจจีน
“กิจกรรมเริ่มชะลอตัวลงอีกครั้งในไตรมาส 2/2566” โซโห ไชน่า ซึ่งเป็นบริษัทให้เช่าพื้นที่สำนักงานในกรุงปักกิ่งและนครเซี่ยงไฮ้ระบุเมื่อวันศุกร์ หลังรายงานกำไรลดลง 93% สู่ 13.61 ล้านหยวน (1.89 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) ในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ พร้อมระบุว่า อัตราการเช่าและการครอบครองจะตกอยู่ภายใต้แรงกดดันอย่างต่อเนื่อง
ซาวิลส์ บริษัทให้บริการด้านอสังหาริมทรัพย์จากอังกฤษระบุว่า ผู้เช่าพื้นที่สำนักงานเกรด A ในเซี่ยงไฮ้ยกเลิกสัญญาเช่ามากกว่าทำสัญญาเช่าในช่วงไตรมาส 2/2566 (เม.ย. -มิ.ย.) ซึ่งถือเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2558 ทำให้พื้นที่สำนักงานเกรด A ในเซี่ยงไฮ้ไร้คนเช่าอยู่ 7,445 ตารางเมตร
ส่วนที่กรุงปักกิ่ง พื้นที่สำนักงานให้เช่าเกรด A จำนวน 1 ใน 3 ไร้ผู้เช่า ทำให้มีพื้นที่ว่างอยู่ 13,461 ตารางเมตร ณ ช่วงสิ้นเดือนมิ.ย. ซึ่งเป็นตัวเลขสูงที่สุดนับตั้งแต่ปี 2558
การเช่าพื้นที่สำนักงานในจีนที่ปรับตัวลดลง มีขึ้นในช่วงที่ตลาดหลักทรัพ์ฮ่องกงจะทำการถอดถอนหุ้นบริษัทคันทรี การ์เดน โฮลดิ้งส์ ซึ่งเป็นบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ของจีน ออกจากการซื้อขายในดัชนีฮั่งเส็งในวันที่ 4 ก.ย.นี้
การตัดสินใจนี้มีขึ้นหลังจากตลาดหลักทรัพ์ฮ่องกงได้ดำเนินการทบทวนรายไตรมาสครั้งล่าสุด โดยระบุว่า ทางตลาดตัดสินใจที่จะนำหุ้นของบริษัทซิโนฟาร์ม ซึ่งเป็นบริษัทเวชภัณฑ์รายใหญ่ เข้ามาซื้อขายในดัชนีฮั่งเส็ง แทนหุ้นของคันทรี การ์เดน
นอกจากนี้ หุ้นของบริษัทคันทรี การ์เดน และบริษัทในเครือ จะถูกถอดออกจากดัชนี Hang Seng China Enterprises Index (HSCEI) ด้วยเช่นเดียวกัน และจะถูกแทนที่ด้วยหุ้นของบริษัททริปดอทคอม (Trip.com) ซึ่งเป็นผู้ให้บริการการเดินทางออนไลน์
ดัชนี HSCEI เป็นดัชนีที่สะท้อนถึงผลการดำเนินงานของบริษัทจีนที่จดทะเบียนในตลาดหุ้นฮ่องกง
ความเคลื่อนไหวล่าสุดสะท้อนให้เห็นว่าตลาดอสังหาริมทรัพย์ของจีนกำลังเผชิญกับวิกฤตการณ์ หลังจากบริษัทไชน่า เอเวอร์แกรนด์ กรุ๊ป ซึ่งเป็นบริษัทอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ของจีนได้ยื่นคำร้องต่อศาลแขวงนิวยอร์กของสหรัฐในวันที่ 17 ส.ค.ที่ผ่านมา เพื่อขอพิทักษ์ทรัพย์ตามมาตรา 15 ของกฎหมายล้มละลาย โดยเอเวอร์แกรนด์ ประสบปัญหาการผิดนัดชำระหนี้เมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา ซึ่งส่งผลให้วิกฤตหนี้สินภาคอสังหาริมทรัพย์ของจีนลุกลามเป็นวงกว้าง
ส่วนหุ้นของคันทรี การ์เดน ดิ่งกว่า 70% ในปีนี้ หลังจากบริษัทผิดนัดชำระหนี้หุ้นกู้, ปรับลดคาดการณ์ผลกำไร และระงับการซื้อขายหุ้นกู้ภายในประเทศจำนวน 11 รายการ
สิ่งที่เกิดขึ้นในภาคอสังหาริมทรัพย์นับเป็นปัจจัยลบที่ซ้ำเติมเศรษฐกิจจีนที่อ่อนแออยู่แล้วในช่วงเวลานี้ บริษัทหลักทรัพย์โนมูระ ก็เดินตามรอยโบรกเกอร์รายใหญ่ของโลกอีกหลายราย ที่ปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจจีนปี 2566 นี้ โดยคาดว่าผลผลิตมวลรวมภายในประเทศ(จีดีพี) ของจีนปีนี้จะเติบโตที่อัตรา 4.6% เท่านั้น ซึ่งเป็นการลดลงจากประมาณการเดิมที่ 5.1%
นักวิเคราะห์ออกมาเตือนว่า จีนน่าจะพลาดเป้าหมายการขยายตัวทางเศรษฐกิจในปีนี้หากไม่อัดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมออกมาแม้ว่าล่าสุด ทางการจีนจะออกมาประกาศด้วยความมั่นใจด้วยการยึดเป้าหมายจีดีพีว่าจะโต 5% ในปีนี้ตามที่กำหนดไว้
แต่เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุน คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์(กลต.)ของจีน ประกาศเมื่อวันศุกร์ ว่า จะปรับลดต้นทุนการซื้อขายหลักทรัพย์ และสนับสนุนการซื้อหุ้นคืนเพื่อหวังฟื้นฟูตลาดหลักทรัพย์จีนให้กลับมาสดใสอีกครั้ง แต่จนถึงตอนนี้ มาตรการสนับสนุนจากรัฐบาลปักกิ่งยังไม่ส่งผลต่อตลาดการเงินเท่าใดนัก และนักวิเคราะห์ต่างกังวลว่า มาตรการเหล่านี้อาจจะเพิ่มความเสี่ยงเข้าไปในภูเขาหนี้จากการกระตุ้นเศรษฐกิจมหาศาลของจีนในช่วงที่ผ่านมาอีกด้วย
สำนักข่าวรอยเตอร์ รายงานว่า นับตั้งแต่กลางปี 2564 เป็นต้นมา บริษัทอสังหาฯ ที่มียอดขาย 40% ของปริมาณบ้านในจีนต่างผิดนัดชำระหนี้กันทั้งสิ้น และส่วนใหญ่จะเป็นบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ของเอกชน
“อลัน ลุค” ซีอีโอของบริษัทจัดการกองทุนวินเนอร์ โซน กล่าวว่า ภาคอสังหาริมทรัพย์ของจีนเหมือนหลุมดำ บริษัทผู้พัฒนาอสังหาฯ หลายรายถูกดูดเข้าไปในนั้นตั้งแต่ 2 ปีก่อน หลังจากที่เอเวอร์แกรนด์ มีปัญหาสภาพคล่องและผิดนัดชำระหนี้ ซึ่งในเวลานั้น รัฐบาลกลางของจีน ก็ยังไม่ได้นำเสนอมาตรการที่เข้มแข็งเพียงพอที่จะแก้ไขปัญหานี้ เพราะนี่คือหลุมที่ใหญ่เกินกว่าจะกลบได้





