หมอแดนผู้ดี'เบิร์นเอาท์' หนุนอัตรา'ฆ่าตัวตาย'สูง ขณะที่แพทย์ทั่วโลกมีโอกาสเสียชีวิตจากการฆ่าตัวตายมากกว่าคนปกติ 2-5 เท่า โดยเฉพาะแพทย์หญิงและแพทย์จบใหม่ มีความเสี่ยงฆ่าตัวตายสูง
ขณะที่บุคลากรทางการแพทย์ในไทย มีปัญหาสุขภาพและมีความเครียดจากการทำงานหนัก จนทำให้บุคลากรการทางการแพทย์ลาออกจำนวนมาก แต่ปัญหานี้ไม่ได้มีเฉพาะในไทย ในอังกฤษก็เกิดปัญหาหมอเครียดจากการทำงานจำนวนมากเช่นกัน
ข้อมูลล่าสุดจากสำนักงานสถิติแห่งชาติอังกฤษ ระบุว่า ในปี 2563 บุคลากรทางการแพทย์ในอังกฤษ 72 คน ปลิดชีพตัวเอง หมายความว่า มีบุคลากรการแพทย์ฆ่าตัวตายมากกว่า 1 คนต่อสัปดาห์ (กลุ่มบุคลากรทางการแพทย์ประกอบด้วยแพทย์, พยาบาล, ผู้เชี่ยวชาญด้านการบำบัด ทัตแพทย์ และเจ้าหน้าที่ผดุงครรภ์)
นอกจากนี้ กลุ่มพยาบาลยังมีสถิติฆ่าตัวตายสูงไม่แพ้กัน โดยมีเหตุการณ์พยายามฆ่าตัวตายของพยาบาลมากกว่า 360 ครั้งในปี 2565
สำนักข่าวอัลจาซีราห์ ซึ่งนำเสนอรายงานเรื่องนี้ โดยระบุว่า แพทย์ทั่วโลกมีโอกาสเสียชีวิตจากการฆ่าตัวตายมากกว่าคนปกติ 2-5 เท่า โดยเฉพาะแพทย์หญิงและแพทย์จบใหม่ มีความเสี่ยงสูงมากที่จะฆ่าตัวตาย
สาเหตุที่ทำให้อัตราการฆ่าตัวตายของบุคลากรการแพทย์อังกฤษสูง คือ ภาระงานที่มีความกดดันสูง, ถูกกลั่นแกล้ง และล่วงละเมิดภายในวัฒนธรรมองค์กรที่มีความเข้มงวด, อดนอน, โครงสร้างการสนับสนุนไม่ดี และทรัพยากรมีจำกัด ทำให้บุคลากรเหนื่อยล้า
นอกจากนี้ บริการสุขภาพแห่งชาติของอังกฤษ (เอ็นเอชเอส) ที่มีปัญหาขาดแคลนบุคคลากร ตั้งแต่ปี 2553 หลังรัฐบาลอังกฤษลดรายจ่ายสาธารณะ เพื่อแก้ไขปัญหาขาดดุลงบประมาณ จึงสร้างความกดดันต่อบุคลากรการแพทย์ เพราะโรงพยาบาลต้องระงับบริการด่านหน้าลง
แม้ไม่มีข้อพิสูจน์ หรือหักล้างความเชื่อมโยงระหว่างการตัดงบประมาณของรัฐบาล และสภาพการทำงานของแพทย์และพยาบาล แต่ “เควิน โทห์” นักจิตวิทยาองค์กร ที่ทำวิจัยเกี่ยวกับสุขภาพจิตของแพทย์อังกฤษ บอกว่า “บุคลากรการแพทย์ที่ทำงานในระบบเอ็นเอชเอสมีระดับความเครียดสูง และคนเหล่านี้ต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลหรือต้องรักษาแบบฉุกเฉิน เมื่อตัดงบประมาณเอ็นเอชเอส บุคลากรการแพทย์จึงต้องช่วยกันแบ่งเบาภาระหน้าที่”
“เกล คินแมน” นักจิตวิทยาอาชีวอนามัย ผู้ร่วมเขียนวิจัยกับเควิน บอกว่า “บุคลากรการแพทย์มีทรัพยากรและอุปกรณ์จำกัด และยังต้องทำงานภายใต้แรงกดดัน แบกความคาดหวังสูง ทิ้งชีวิตส่วนตัวของตนเองและสุขภาพ เพื่อทำงานรักษาผู้ป่วย”
ด้าน “ดร. แคลร์ เจราดา” จิตแพทย์บำบัดและผู้อำนวยการราชวิทยาลัยแพทย์เวชปฏิบัติทั่วไป ช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตของแพทย์ด้วยการเป็นผู้อำนวยการด้านการแพทย์ของโครงการ Practitioner Health ซึ่งเป็นบริการด้านสุขภาพแพทย์ที่ได้รับทุนจากรัฐบาลมากที่สุดในโลก
ตั้งแต่ปี 2551 จนถึง มี.ค. 2565 โครงการดังกล่าว มีแพทย์ที่มีปัญหาสุขภาพจิตหรือมีอาการเสพติดมากกว่า 17,000 คน และกลุ่มแพทย์เหล่านี้มีจำนวนเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ
จากนั้นในปี 2561 เธอได้ตั้งกลุ่มบรรเทาทุกข์กลุ่มหนึ่งขึ้นมา เพื่อพูดคุย-แลกเปลี่ยนเกี่ยวกับความทุกข์หลังสูญเสียคนใกล้ตัวจากการฆ่าตัวตาย ซึ่งผู้เสียชีวิตเหล่านั้นล้วนเป็นบุคลากรทางการแพทย์
ดร.เจราดา เล่าว่า ในช่วงที่พบสมาชิกกลุ่มแบบตัวต่อตัวเป็นครั้งแรก ไม่มีใครเอ่ยปากพูดอะไร ผู้เข้าร่วมต่างร้องไห้ แต่สุดท้ายทุกคนก็พบกับความสบายใจ จากการแบ่งปันสถานการณ์โศกเศร้าที่มีความคล้าย ๆ กัน
การรับฟังเรื่องราวต่าง ๆ ของสมาชิกกลุ่มตลอดหลายปีที่ผ่านมา ช่วยให้ ดร.เจราดา ตั้งข้อสังเกตได้ 2-3 ข้อ เกี่ยวกับการฆ่าตัวตายของแพทย์ โดยหนึ่งในนั้นคือ แพทย์มักจบชีวิตตนเองในที่ทำงาน
“ผู้ที่เป็นทุกข์มักจบชีวิตตนเองในสถานที่ที่พวกเขารู้สึกถูกทำร้าย ดังนั้น บุคลากรการแพทย์มักฆ่าตัวตายในวิทยาลัยแพทย์หรือโรงพยาบาล และในลานจอดรถหรือในห้องน้ำ ” ดร.เจราดา กล่าว
ดร.เจราดา วิตกกังวลว่า งานให้บริการด้านสุขภาพที่หนักหน่วงมากขึ้นเรื่อยๆ อาจทำให้แพทย์จำนวนมากเกิดความเครียดยิ่งขึ้นไปอีก
ขณะที่ “อมันธิป สีธู” ซึ่งสูญเสียจักธิป พี่ชายที่เป็นแพทย์จากการทำงานหนักจนล้มป่วย แล้วฆ่าตัวตาย ได้จัดตั้งมูลนิธิ Doctors in Distress โดยมูลนิธินี้ ตั้งขึ้นเพื่อปกป้องสุขภาพจิตและป้องกันการฆ่าตัวตาย ด้วยการสร้างกลุ่มสนับสนุนบุคลากรการแพทย์ ก่อนที่พวกเขาจะเกิดความทุกข์ทางจิตใจ
“กลุ่มสนับสนุนเหล่านี้ มีหน้าที่เหมือนกลุ่มช่วยบำบัด แต่ไม่ใช่การบำบัด ภายใต้การช่วยเหลือของวิทยากรที่ผ่านการฝึกอบรมและมีนักวิเคราะห์ร่วมด้วย” อมันธิป กล่าว
มูลนิธิ Doctors in Distress ดำเนินงานตามจุดประสงค์ของอมันธิป เพราะเขาอยากมอบทางออกให้กับแพทย์คนอื่น ๆ ในสิ่งที่เขารู้สึกว่าสามารถช่วยพี่ชายของเขาได้ นั่นคือ สถานที่ที่ปลอดภัย ไม่มีการตัดสินกัน เป็นสถานที่ที่พวกเขาสามารถพูดคุยเกี่ยวกับผลกระทบจากการทำงานได้
ในช่วงการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 มูลนิธิแห่งนี้ ได้จัดการประชุมกลุ่มหลายครั้ง มีทั้งการประชุมสำหรับแพทย์ที่มีอาการลองโควิดและกำลังกักตัวเพราะโควิดอยู่ ซึ่งการประชุมเหล่านี้ ทำให้แพทย์ได้พูดคุยกัน เพื่อบรรเทาความโดดเดี่ยวและช่วยให้รู้สึกดีขึ้น
นอกจากนี้ มูลนิธิยังจัดประชุมกลุ่มสำหรับแพทย์ผิวดำ เพื่อให้พวกเขาสามารถแบ่งปันประสบการณ์ถูกเลือกปฏิบัติในที่ทำงาน
นอกจากแพทย์แล้ว ยังมีพยาบาลและบุคลากรด้านสุขภาพหลายคน ติดต่อมูลนิธิดังกล่าวเพื่อขอความช่วยเหลือ ซึ่งขณะนี้มูลนิธิได้ช่วยเหลือบุคลากรการแพทย์มากกว่า 2,500 คนแล้ว ส่วนใหญ่เป็นแพทย์มากกว่า
อมันธิป หวังว่า องค์กรของเขาจะสามารถช่วยจัดการปัญหาเฉพาะกลุ่มในวัฒนธรรมการองค์กรการแพทย์ได้



