วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

เปิดแผนรับไม้ต่อบริหารธุรกิจ ลูกหลานจีนยุคเทคโนโลยี

เปิดแผนรับไม้ต่อบริหารธุรกิจ ลูกหลานจีนยุคเทคโนโลยีนำหน้า โดยความเฉียบคมในการดำเนินธุรกิจของพ่อและการทำงานหนักของแม่ ส่งผลให้โรงงานผลิตของตู กลายเป็นซัพพลายเออร์ให้กับธุรกิจเครื่องใช้ขนาดใหญ่ของจีน ขณะสถาบันการเงินโลกแห่ปรับลดคาดการณ์จีดีพีจีน

สำนักข่าวรอยเตอร์ สัมภาษณ์ผู้บริหารรุ่น"ฉางเอ้อด้าย" 8 คน ที่พยายามดำเนินธุรกิจครอบครัวสู่ยุคใหม่ด้วยการอัปเกรดธุรกิจให้มีประสิทธิภาพ ขณะที่เผชิญกับความท้าทายมากมาย เช่น ต้นทุนค่าแรงงาน, การขาดแคลนแรงงาน และบางคนมีความขัดแย้งกับญาติในการหาทางดำเนินธุรกิจที่ดีที่สุด

“สตีเวน ตู” นักธุรกิจชาวจีนที่รับช่วงต่อบริหารโรงงานของพ่อแม่ ซึ่งเป็นโรงงานผลิตระบบควบคุมอุณหภูมิในเซี่ยงไฮ้  โดยหนึ่งในการดำเนินธุรกิจที่ตูเข้ามาเปลี่ยนแปลงคือ การเปิดเครื่องทำความร้อนของโรงงานในฤดูหนาว ซึ่งเป็นสิ่งที่บรรพบุรุษสุดมัธยัสถ์ของเขาไม่คิดจะทำ

ตู ผู้บริหารโรงงานวัย 29 ปี บอกว่า “ถ้าคุณไม่พัฒนาสภาพแวดล้อมการทำงาน แรงงานจะไม่มีความสุข และจะทำให้แรงงานทำงานให้ดีที่สุดได้ยากลำบาก การเปลี่ยนแปลงนั้นคุ้มค่าต่อต้นทุนที่เพิ่มขึ้น”

ตู บอกว่า เขาโตมาพร้อมกับความสบายและโอกาสมากมายที่พ่อแม่ไม่เคยคิดฝัน โดยเขาได้เข้าเรียนโรงเรียนมัธยมและมหาลัยในนิวซีแลนด์ สาขาวิศวกรรมไฟฟ้า จากนั้นย้ายไปสหรัฐเพื่อทำงานที่โรงงานวิสคอนซิน ของฟ็อกซ์คอนน์ บริษัทซัพพลายเออร์แอ๊ปเปิ้ล

ตู เรียนรู้วิธีการผลิตของญี่ปุ่นและไต้หวัน ที่ช่วยลดความไร้ประสิทธิภาพ ซึ่งทักษะเหล่านั้นเป็นประโยชน์ต่อโรงงานในจีน

ความเฉียบคมในการดำเนินธุรกิจของพ่อและการทำงานหนักของแม่ ส่งผลให้โรงงานผลิตของดู กลายเป็นซัพพลายเออร์ให้กับธุรกิจเครื่องใช้ขนาดใหญ่ของจีน 

นอกจากนี้ โรงงานของพ่อแม่ตูยังจำหน่ายชิ้นส่วนต่าง ๆ ที่ใช้ในระบบความคุมอุณหภูมิสำหรับห้างสรรพสินค้า ห้องคอมพิวเตอร์ เครื่องระบายความร้อนแบตเตอรี่ และอุปกรณ์การแพทย์ด้วย

อย่างไรก็ตาม กระบวนการผลิตของโรงงานยังคงไม่เปลี่ยนแปลงจนตูเข้ามารับช่วงต่อในปี 2562

ตู เริ่มใช้ซอฟต์แวร์พิเศษที่ลดการทำงานของฝ่ายบัญชี ฝ่ายรับออเดอร์ ฝ่ายจัดซื้อจัดจ้าง ฝ่ายดิลิเวอรี และกระบวนการทำงานอื่น ๆ ที่ก่อนหน้านี้ ต้องใช้แรงงานมนุษย์ และออกแบบพื้นที่โรงงาน เพื่อให้รถยกสามารถขับทั่วถึงทุกส่วนของโรงงาน ทั้งยังจัดพื้นที่คลังสินค้าและฝ่ายผลิตหลายส่วนเป็นกลุ่ม ๆเพื่อลดการใช้แรงของแรงงานที่มีอายุเฉลี่ยประมาณ 50 ปี

ปัจจุบัน แรงงานในบริษัทเดินเพียง 300 เมตร เพื่อปฏิบัติงานอื่น ๆ ที่ซับซ้อน ซึ่งลดลงจากเดิมที่ต้องเดิน 1 กิโลเมตร ทำให้ใช้เวลาปฏิบัติงานน้อยกว่า 1 ใน 3 ของการทำงานแบบเก่า

ตู บอกว่า “คนหนุ่มสาวมักจะขี้เกียจ แต่ความขี้เกียจก็แสดงให้เห็นถึงระบบการทำงานที่คล่องตัวมากขึ้น”

เปิดแผนรับไม้ต่อบริหารธุรกิจ ลูกหลานจีนยุคเทคโนโลยี

 ตู ยังขึ้นค่าแรง 10-20% ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา เพื่อรักษาอัตราการลาออกให้ต่ำกว่า 5% และตู บอกว่าโรงงานของเขามีประสิทธิภาพมากกว่า 50%

สิ่งที่ตูทำเหมือนกับผู้ประกอบการหนุ่มสาวคนอื่น ๆ อีกหลายพันคน ที่กำลังสืบทอดธุรกิจการผลิตที่ไม่สามารถพึ่งพาแรงงานจำนวนมาก เพื่อทำให้จีนกลายประเทศส่งออกสินค้าที่ใหญ่ที่สุดในโลกได้อีกต่อไป

นักวิชาการจีน เผยว่า แรงงานที่น้อยลงและเริ่มมีอายุมากขึ้น ประกอบกับการแข่งขันจากภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อินเดียและประเทศอื่น ๆ ทำให้ฐานอุตสาหกรรมอย่างน้อยหนึ่งในสามของจีน หรือผู้ผลิตระดับล่าง ล้าหลังกว่าประเทศอื่น ๆ

การอัปเกรดและการเปลี่ยนไปใช้งานเทคโนโลยีที่สำคัญ ส่วนใหญ่ดำเนินการโดยกลุ่มคนอายุ 20 ปีและ 30 ปีซึ่งเรียกว่า ‘ฉาง เอ้อด้าย’ หรือทายาทโรงงานรุ่นที่สอง ซึ่งเป็นการเล่นคำเกี่ยวกับนิสัยเสียของลูกคนรวยที่พูดว่า "ฟู เอ้อ ด้าย"

“จาง จี้เผิง” ผู้ช่วยวิจัยจากสถาบันวิจัย-พัฒนาคุณภาพและโครงสร้างใหม่ในเซินเจิ้น บอกว่า “ถ้าฉันเป็นฉางเอ้อด้าย นั่นคือฉันกำลังกอบกู้ธุรกิจครอบครัวจากการล้มละลายอยู่” และจาง คาดว่า กลุ่มผู้บริหารดังกล่าวราว 45,000-100,000 คน กำลังเข้าครอบครองธุรกิจโรงงานผลิตของเอกชนในจีนประมาณ 1 ใน 3

“จาง เจ้อชิง” นักธุรกิจชาวจีน คาดการณ์ว่า ตนประสบความสำเร็จในการเสริมประสิทธิภาพธุรกิจ ด้วยการเปลี่ยนไปใช้ระบบดิจิทัลเช่นกัน ซึ่งเขาใช้ตั้งแต่เริ่มบริหารโรงงานผลิตไข่ร่วมกับพ่อแม่ ซึ่งตั้งโรงงานอยู่เมืองรุ่ยชาง มณฑลเจียงซี

บริษัทจำหน่ายสินค้าเกษตรอี้เซียง ให้พนักงานทำหน้าที่หยิบไข่เป็ดใส่ถ้วยบนสายพาน ลำเลียงไข่ไปให้เครื่องแพ็คสุญญากาศ ซึ่งหน้าจอบนเครื่องแสดงค่าความเร็ว ขณะที่ไข่ถูกซีลและคำนวณการแพ็คสินค้าต่อพนักงาน 1 คน

นอกจากนี้ ป้ายบาร์โคดที่ติดตามการขนส่งผลิตภัณฑ์ตั้งแต่ฟาร์ม ไปโรงงานจนถึงร้านค้า หัวหน้างานสามารถตรวจสอบลำดับ การผลิตและการจัดส่งผ่านโทรศัพท์มือถือ และสามารถตัดสินใจดำเนินการต่าง ๆ ได้ตามข้อมูลที่ขึ้นแบบเรียลไทม์

จาง ผู้ประกอบการวัย 30 เผยว่า “ก่อนหน้านี้เราบันทึกข้อมูลทุกอย่างด้วยการเขียนใส่กระดาษ ข้อมูลภายในทั้งหมดค่อนข้างยุ่งเหยิง ทำให้เสียทรัพยากรจำนวนมาก”

จาง ก็เหมือนผู้ประกอบการฉางเอ้อด้ายอีก 5 คน ที่ให้สัมภาษณ์กับรอยเตอร์ ว่า ไม่เคยมีแผนรับช่วงต่อโรงงานมาก่อน เขาแค่อยากเรียนการออกแบบภูมิทัศน์ในฝรั่งเศส แต่รู้สึกว่าต้องเข้ามารับช่วงต่อ อย่างน้อย 2-3 ปี และโน้มน้าวพ่อแม่วัย 55 ปีให้อัปเกรดเทคโนโลยีการผลิต และเปิดช่องทางการจำหน่ายใหม่ ผ่านแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ ซึ่งก็คุ้มที่จางได้เข้ามาช่วย

จาง คิดว่า กระบวนการทำงานบางอย่างต้องปรับปรุง เพราะพนักงานหน้างานเริ่มอายุมากขึ้นเรื่อย ๆ และคนหนุ่มสาวก็อยากมาเป็นพนักงานหน้างานน้อยลง เนื่องจากหลายคนมีวุติการศึกษาระดับปริญญาและไม่อยากทำงานในโรงงาน หรือแม้แต่งานที่ต่ำกว่าระดับการศึกษาของตนเอง

ตอนแรกพ่อแม่ของจางยืนกรานไม่ใช้เงินปรับปรุงธุรกิจ เพราะคิดว่าไปได้ดีแล้ว แต่ก็ต้องยอมในที่สุด  โดยธุรกิจของครอบครัวจางมียอดขายเติบโต 35% ต่อปี ตั้งแต่เขาเข้ามาช่วยบริหาร