background-default

วันพฤหัสบดี ที่ 15 มกราคม 2569

Login
Login

ถอดบทเรียน “กัมมันตภาพรังสีรั่วไหล” ที่ “เชอร์โนบิล” และ “ฟุกุชิมะ” รั่วไหล รับมืออย่างไร?

ถอดบทเรียน “กัมมันตภาพรังสีรั่วไหล” ที่ “เชอร์โนบิล” และ “ฟุกุชิมะ” รั่วไหล รับมืออย่างไร?

ย้อนรอย เหตุการณ์การระเบิดของโรงงานนิวเคลียร์ และการรับมือสาร “กัมมันตภาพรังสี” รั่วไหลทั้ง “เชอร์โนบิล” และ “ฟุกุชิมะ”

Keypoints:

  • ภัยพิบัตินิวเคลียร์เชอร์โนบิล” เกิดขึ้นจากเจ้าหน้าที่เผลอไปปิดระบบทำงานอัตโนมัติบางส่วน จนทำให้เตาปฏิกรณ์ระเบิด 
  • ขณะที่ “ภัยพิบัตินิวเคลียร์ฟุกุชิมะแห่งที่หนึ่ง” แม้จะเกิดจากสึนามิพัดถล่ม แต่สถานการณ์อาจจะไม่แย่ขนาดนี้ หากเจ้าหน้าที่ให้ความสนใจกับคำร้องของความช่วยเหลือจากคนงานหน้าเตาปฏิกรณ์
  • แม้ว่าเหตุการณ์จะผ่านมาเป็นสิบปีแล้ว แต่สารกัมมันตรังสียังคงสร้างผลกระทบให้แก่มนุษย์ สัตว์ป่า และสิ่งแวดล้อมอยู่

 

ข่าวใหญ่ที่สุดในช่วงนี้คงจะหนีไม่พ้นการหายไปอย่างลึกลับของ “ซีเซียม 137” จากโรงงานไฟฟ้าไอน้ำ ที่จังหวัดปราจีนบุรี ท่ามกลาง “ความไม่ชัดเจน” เกี่ยวกับข้อมูลของสารอันตรายที่หายไป และการจัดการของภาครัฐ ทำให้ประชาชนโดยรอบเกิดความกังวล เพราะเราต่างรู้ดีว่ากัมมันตภาพรังสีนนั้นมีความร้ายแรงมากเพียงใด 

โดยเฉพาะประสบการณ์จากกรณีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ระเบิด 2 ครั้งใหญ่ ไม่ว่าจะเป็น “ภัยพิบัตินิวเคลียร์เชอร์โนบิล” ปี 2529 และ “ภัยพิบัตินิวเคลียร์ฟุกุชิมะแห่งที่หนึ่ง” เมื่อปี 2554 

กรุงเทพธุรกิจ” พาผู้อ่านย้อนรอยความเสียหายของภัยพิบัติจากนิวเคลียร์ทั้ง 2 ครั้ง ที่ถูกจัดความรุนแรงไว้ที่ระดับ 7 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดตามมาตราระหว่างประเทศว่าด้วยเหตุการณ์ทางนิวเคลียร์ และถือเป็นความเสียหายครั้งใหญ่ของมวลมนุษยชาติ อีกทั้งยังส่งผลกระทบมาถึงปัจจุบันแม้เหตุการณ์จะผ่านมาแล้วเป็นสิบปีก็ตาม รวมถึงวิธีการจัดการของภาครัฐ

  • ภัยพิบัติเชอร์โนบิล ปี 2529

ภัยพิบัติเชอร์โนบิล” เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ที่ร้ายแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ในแง่ของค่าใช้จ่ายและชีวิต เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 26 เม.ย. 2529 ณ โรงไฟฟ้านิวเคลียร์เชอร์โนบิล ทางตอนเหนือของกรุงเคียฟ ประเทศยูเครน ใกล้ชายแดนของเบลารุส ซึ่งในขณะนั้นทั้ง 2 ประเทศยังเป็นส่วนหนึ่งของสหภาพโซเวียต

อุบัติเหตุครั้งนี้เกิดขึ้นระหว่างทดสอบการทำงานของระบบหล่อเย็นและระบบทำความเย็นฉุกเฉินของแกนปฏิกรณ์นิวเคลียร์ โดยขณะที่กำลังทดสอบระบบของเตาปฏิกรณ์เครื่องที่ 4 ทีมวิศวกรสังเกตเห็นความผิดปกติในบางระบบของเตาปฏิกรณ์ จึงทำการปิดระบบเหล่านั้น แล้วทดสอบระบบต่อไป ซึ่งเป็นการกระทำที่ผิดหลักความปลอดภัยอย่างร้ายแรง 

ต่อมาไม่นาน เกิดแรงดันไอน้ำสูงขึ้นอย่างฉับพลันภายในเตาปฏิกรณ์ โดยปรกติแล้วระบบตัดการทำงานอัตโนมัติและระบบระบายความร้อนควรจะทำงาน แต่ในครั้งนี้กลับไม่ทำงาน คาดว่าเป็นหนึ่งในระบบที่ถูกปิดไปด้วย ส่งผลให้เกิดความร้อนสูงขึ้นจนแกนปฏิกรณ์นิวเคลียร์หมายเลข 4 หลอมละลาย และระเบิดขึ้น ทำให้เกิดรูรั่วขนาดใหญ่ สารกัมมันตรังสีซีเซียม-137 ปะทุในปริมาณมหาศาล แพร่กระจายสู่อากาศและพื้นดินโดยรอบอย่างรวดเร็ว และเกิดไฟลุกไหม้เตาปฏิกรณ์นานถึง 9 วัน ส่งผลกระทบต่อประชาชนกว่า 5 ล้านคนทั่วยุโรป

  • ภัยพิบัตินิวเคลียร์ฟุกุชิมะแห่งที่หนึ่ง ปี 2554

11 มี.ค. 2554 เกิดแผ่นดินไหวขนาด 9.0 แมกนิจูด บริเวณนอกชายฝั่งตะวันออกของคาบสมุทรโอชิกะ ภาคโทโฮกุ ของญี่ปุ่น ซึ่งลึกลงไปใต้ดิน 32 กิโลเมตร นับว่าเป็นแผ่นดินไหวครั้งรุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ญี่ปุ่น และเป็นหนึ่งในห้าแผ่นดินไหวครั้งรุนแรงที่สุดของโลกเท่าที่มีการบันทึกสมัยใหม่มาตั้งแต่ พ.ศ. 2443 โดยแผ่นดินไหวในครั้งนี้ทำให้เกิดคลื่นสึนามิที่มีขนาดสูงถึง 40.5 เมตร ในจังหวัดอิวาเตะ  และเป็นชนวนที่ทำให้เกิด “ภัยพิบัตินิวเคลียร์ฟุกุชิมะแห่งที่หนึ่ง” 

ในขณะนั้น โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุกุชิมะตรวจพบว่าเกิดแผ่นดินไหวและมีระบบหยุดการทำงานของเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์อัตโนมัติแล้ว พร้อมมีกำแพงป้องกันตัวโรงงานไฟฟ้าไว้แล้ว แต่ก็ไม่สามารถต้านทานคลื่นยักษ์ขนาด 14 เมตรที่พัดเข้าถล่มโรงไฟฟ้า ทำให้น้ำทะเลเข้าท่วมโรงไฟฟ้า ส่งผลให้เครื่องปั่นไฟฉุกเฉินที่ใช้ผลิตสารหล่อเย็นสำหรับหล่อเลี้ยงเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์หยุดทำงาน 

แม้ว่าทีมงานจะสามารถกู้ระบบไฟฟ้ากลับมาได้ แต่ไม่หลังจากนั้นไม่นาน อุณหภูมิในเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ทั้ง 3 เตาเพิ่มสูงขึ้นจนร้อนจัด ทำให้แกนปฏิกรณ์นิวเคลียร์บางส่วนหลอมละลาย และเกิดการระเบิดของสารเคมีภายในโรงงานขึ้นหลายครั้ง จนสารกัมมันตรังสีเริ่มรั่วไหลออกสู่บรรยากาศและมหาสมุทรแปซิฟิก

 

  • การรับมือและการอพยพ

เนื่องจากการระเบิดของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุกุชิมะนั้นไม่ได้เกิดขึ้นทันทีหลังจากที่เกิดแผ่นดินไหว ทางการญี่ปุ่นจึงสามารถอพยพประชากรส่วนใหญ่ไปออกจากพื้นที่ได้ทันท่วงที โดยจากข้อมูลของ หนังสือพิมพ์ Mainichi Shimbun คำนวณการอพยพผู้คนออกจากพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบราว 300,000 คน เคราะห์ดีที่ไม่มีประชาชนทั่วไปเสียชีวิตหรือได้รับบาดเจ็บจากการระเบิดในครั้งนี้ แต่มีคนงานในโรงไฟฟ้าได้รับบาดเจ็บอย่างน้อย 16 คน จากแรงระเบิด และมีคนงานอีกหลายสิบคนที่สัมผัสกัมมันตภาพรังสีโดยตรง

อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการสอบสวนอิสระที่รัฐสภาญี่ปุ่นตั้งขึ้น สรุปว่าเหตุการณ์นี้เป็น "ภัยพิบัติที่เกิดจากฝีมือมนุษย์อย่างแท้จริง" และกล่าวโทษบริษัทโรงไฟฟ้าว่า “ล้มเหลว” ในการปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านความปลอดภัย หรือการวางแผนรับมือกับเหตุการณ์เช่นนี้ 

ขณะที่ เหตุการณ์เชอร์โนบิลมีผู้เสียชีวิตโดยตรงจากอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นจำนวน 31 คน ซึ่งทั้งหมดเป็นเจ้าหน้าที่ดูแลเครื่องปฏิกรณ์และคนงานของโรงไฟฟ้า ส่วนรายงานของ คณะกรรมการวิทยาศาสตร์แห่งสหประชาชาติว่าด้วยผลกระทบจากรังสี หรือ UNSCEAR เมื่อปี 2551 ระบุว่า มีผู้เสียชีวิตที่ได้รับการยืนยันว่าเกิดจากรังสีทั้งสิ้น 64 ราย 

ผลจากการระเบิดในครั้งนั้น ทำให้เกิดขี้เถ้าปนเปื้อนกัมมันตภาพรังสีพวยพุ่งขึ้นสู่บรรยากาศ ปกคลุมทั่วพื้นที่ตะวันตกของสหภาพโซเวียต และแผ่ขยายไปถึงยุโรปตะวันออก ยุโรปตะวันตก ยุโรปเหนือ แต่ชาวเมืองพรีเพียต ที่อยู่ละแวกใกล้เคียงกับโรงงานไฟฟ้ากลับไม่ได้อพยพออกจากพื้นที่โดยด่วน พวกเขายังคงใช้ชีวิตปรกติ จนกระทั่ง ประชากรเริ่มล้มป่วย ด้วยอาการปวดหัวอย่างรุนแรง มีรสชาติโลหะในปาก พร้อมกับไอและอาเจียน ซึ่งพวกเขาต้องรอจนในวันถัดมา ราว 14.00 น. ของวันที่ 27 เม.ย. ถึงจะได้เริ่มทำการอพยพ รวมถึงประชากรในเมืองอื่น ๆ ของยูเครน เบลารุส และรัสเซีย มากกว่า 336,431 คน ที่อพยพออกจากพื้นที่

จากเริ่มต้นอพยพประชาชนในรัศมี 3 กิโลเมตรออกนอกพื้นที่ สามวันให้หลังจากการระเบิด ทางการเริ่มอพยพประชากรเพิ่มเติมในรัศมี 10 กิโลเมตรจากโรงไฟฟ้า และสิบวันหลังจากที่เกิดอุบัติเหตุ ได้ขยายเขตการอพยพประชาชนออกไปถึง 30 กิโลเมตร ซึ่งถือว่าล่าช้าไปมาก แต่เนื่องด้วยในขณะนั้นยังไม่เคยเกิดเหตุเช่นนี้มาก่อน ทำให้การประเมินสถานการณ์เป็นไปด้วยความยากลำบาก

 

  • ความเสียหายและผลกระทบ

การรั่วไหลของกัมมันตภาพรังสีของทั้ง 2 เหตุการณ์ส่งผลให้ประชาชนที่เคยอาศัยอยู่ในเมืองเชอร์โนบิล และ ฟุกุชิมะ ไม่สามารถกลับเข้าไปอาศัยอยู่ในบ้านเรือนของตนเองได้อีกต่อไป ตามข้อมูลของ กรีนพีซ องค์กรรณรงค์ด้านสิ่งแวดล้อม ระบุว่า ผลการตรวจสอบรังสีแสดงให้เห็นว่า พื้นที่ป่ารอบเชอร์โนบิลและฟุกุชิมะกลายเป็นแหล่งที่มีการสะสมสารกัมมันตรังสี และทำให้ชุมชนใกล้เคียงมีความเสี่ยงจากการสัมผัสหรือเกิดการปนเปื้อนขึ้นใหม่

จากรายงานเกี่ยวกับผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพเนื่องจากกัมมันตภาพรังสีในเหตุการณ์เชอร์โนบิลของ เชอร์โนบิลฟอรัม (Chernobyl Forum) การรวมตัวองค์กรองค์การพลังงานปรมาณูนานาชาติ (IAEA) รวมทั้งองค์กรอื่น ๆ ของสหประชาชาติและรัฐบาลประเทศต่าง ๆ เมื่อปี 2548 พบว่า มีผู้ป่วยด้วยโรคความผิดปกติจากการได้รับรังสีสูงแบบเฉียบพลัน หรือ ARS (Acute Radiation Syndrome) ทั้งสิ้น 237 คน โดยมี 31 คน เสียชีวิตภายใน 3 เดือนแรก ซึ่งเกือบทั้งหมดเป็นเจ้าหน้าที่กู้ภัยที่ไม่ทราบถึงอันตรายของรังสีและควัน

นอกจากนี้ กัมมันตภาพรังสีที่ปนเปื้อนและตกค้างอยู่นั้นทำให้ประชาชนได้รับรังสีมีความเสี่ยงเป็นโรคมะเร็ง เช่น มะเร็งเม็ดเลือดขาว หรือ ลูคีเมีย มะเร็งเต้านม มะเร็งต่อมไทรอยด์ เป็นต้น โดยประมาณการ ว่าการเสียชีวิตจากมะเร็งที่เป็นผลกระทบจากเหตุการณ์นี้อาจสูงถึง 4,000 คน จากประชากรทั้งหมด 5 ล้านคนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ปนเปื้อน โดยเด็กในยูเครนเป็นมะเร็งต่อมไทรอยด์เพิ่มสูงขึ้นกว่า 7 เท่า ซึ่งมาจากการดื่มนมวัวที่ได้รับรังสี

อีกทั้งยังเกิดยีนกลายพันธุ์ในสัตว์ที่สามารถส่งต่อยังรุ่นต่อไป และความผิดปรกติทางร่างกาย เช่น มีเนื้องอก สมองเล็กลง ร่างกายโตไม่เต็มที่ ตาเป็นต้อกระจก เป็นต้น

ขณะที่ข้อมูลจากการสำรวจเพื่อการจัดการสุขภาพของจังหวัดฟุกุชิมะที่เผยแพร่ในปี 2556 พบว่า มากกว่า 40% ของเด็กที่อยู่รอบพื้นที่โรงไฟฟ้าที่เข้าการตรวจด้วยคลื่นความถี่สูงมีก้อนไทรอยด์หรือซีสต์ขนาดตั้งแต่ 5.1-20.1 มิลลิเมตร นอกจากนี้ในปี 2557 มีรายงานว่า พลูม (plume) ของไหลที่อยู่ใต้น้ำกัมมันตรังสีกำลังเคลื่อนไหวผ่านมหาสมุทรแปซิฟิกมาถึงชายฝั่งตะวันตกของสหรัฐ

แม้เหตุการณ์การระเบิดโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ทั้ง 2 แห่งจะผ่านมาแล้วมากกว่า 10 ปี แต่สารกัมมันตภาพรังสียังคงอยู่ และเป็นฝันร้ายที่คอยย้ำเตือนถึง “ความประมาท” ในการรับมือและจัดการวิกฤติอันส่งผลให้เกิดหายนะครั้งใหญ่ที่ประเมินค่าความเสียหายไม่ได้

 

ที่มา: IEEEIstpravdaNBC NewsUNSCEAR