หญิงสิงคโปร์มีบุตรลดต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ในปี 65 เหตุเพราะเป็นปีเสือ

หญิงสิงคโปร์มีบุตรลดต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ในปี 65 เหตุเพราะเป็นปีเสือ ด้านเกาหลีใต้ เผยตัวเลขเฉลี่ยของทารกที่คาดหวังต่อผู้หญิงชาวเกาหลีใต้ 1 คนตลอดชีวิตการสืบพันธุ์ ร่วงเหลือ 0.78 คน เมื่อปีที่แล้ว ลดลงจากเดิม 0.81 คน ในปีก่อนหน้า
อัตราเจริญพันธุ์ ของสิงคโปร์ลดลง โดยสตรี 1 คนให้กำเนิดเด็กมีชีวิตได้เพียง 1.05 คนในปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นอัตราต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ตามข้อมูลของกรมสถิติสิงคโปร์ที่ย้อนหลังไปกว่า 60 ปี
ทั้งนี้ อัตราเจริญพันธุ์หมายถึง จำนวนบุตรเกิดที่รอดชีวิตโดยเฉลี่ยต่อสตรีในวัยเจริญพันธุ์ 1 คน
สถานีโทรทัศน์ซีเอ็นเอ รายงานว่า นางอินดรานี ราจาห์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวในรัฐสภาเมื่อวันศุกร์ (24 ก.พ.) ว่า อัตราการให้กำเนิดบุตรของสตรีในสิงคโปร์ที่ลดลงนั้นส่วนหนึ่งเป็นเพราะเป็นเพราะปี 2565 เป็นปีเสือในปฏิทินจันทรคติ ซึ่งโดยทั่วไปแล้วจะมีอัตราการเกิดของเด็กลดต่ำลงตามความเชื่อในหมู่ชาวจีนที่ไม่ต้องการมีบุตรในปีเสือ
ทั้งนี้ จำนวนการเกิดของเด็กที่มีชีวิตทั้งหมด ลดลง 7.6% จากปี 2564 ซึ่งเป็นช่วงที่ภาวะเจริญพันธุ์ฟื้นตัวขึ้นในช่วงเวลาสั้น ๆ ขณะที่โรคระบาดบรรเทาลง โดยอัตราการให้กำเนิดทารกต่อสตรี 1 คนนั้นได้ลดลงถึง 7 ปีในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาในสิงคโปร์ และต่ำกว่าอัตราการเจริญพันธุ์ทดแทน (replacement fertility rate) ที่ 2.1 คนต่อผู้หญิง 1 คน
สำหรับอัตราเจริญพันธุ์ทดแทนนั้นหมายถึง ภาวะเจริญพันธุ์ในระดับที่สตรีตลอดวัยเจริญพันธุ์คนหนึ่งจะสามารถให้กำเนิดบุตรได้เพียงพอที่จะทดแทนตนเองและคู่สมรส
ขณะข้อมูลจากสำนักงานสถิติเกาหลี เผยตัวเลขเฉลี่ยของทารกที่คาดหวังต่อผู้หญิงชาวเกาหลีใต้ 1 คนตลอดชีวิตการสืบพันธุ์ ร่วงเหลือ 0.78 คน เมื่อปีที่แล้ว ลดลงจากเดิม 0.81 คน ในปีก่อนหน้า
เกาหลีใต้มีอัตราการเจริญพันธุ์ต่ำที่สุดในกลุ่มประเทศสมาชิกขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (โออีซีดี) ซึ่งมีอัตราส่วนบุตรเฉลี่ยอยู่ที่ 1.59 คน ต่อผู้หญิง 1 คน เมื่อปี 2563 ส่วนสหรัฐอยู่ต่ำกว่า 1.64 คน และญี่ปุ่นอยู่ที่ 1.33 คน ในปีเดียวกัน
ข้อมูลนี้แสดงให้เห็นว่า รัฐบาลเกาหลีใต้ไม่สามารถแก้ไขปัญหาอัตราการเกิดที่ลดลง แม้ว่าจะใช้จ่ายเงินหลายพันล้านดอลลาร์ไปกับการช่วยเหลือการดูแลเด็กในแต่ละปีก็ตาม
แม้การแต่งงานจะถูกมองว่าเป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับการมีบุตรในเกาหลีใต้ แต่จำนวนการสมรสในประเทศก็ลดลงด้วยเช่นกัน ท่ามกลางค่าใช้จ่ายด้านที่อยู่อาศัยและการศึกษาที่สูงลิ่ว





