น้ำมันดิบราคาถูกรัสเซีย หนุนการค้าอินเดีย-หมีขาวพุ่ง โดยการนำเข้าสินค้าจากรัสเซียมีมูลค่า 37,310 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นจาก 7,710 ล้านดอลลาร์ ในช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า
อินเดีย ซึ่งไม่มีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับความสัมพันธ์ทางการทูตระดับสูงที่กำลังเป็นปัญหาในขณะนี้ระหว่างรัฐบาลวอชิงตันและรัฐบาลมอสโก ทำการค้ากับรัสเซียอย่างคึกคัก ซึ่งข้อมูลของกระทรวงการค้าอินเดียบ่งชี้ว่า อินเดียนำเข้าสินค้าจากรัสเซียเพิ่มขึ้น เกือบ 400% ในปีงบประมาณนี้ อานิสงส์จากการได้โควต้าสั่งซื้อน้ำมันดิบราคาถูกจากแดนหมีขาว
รัสเซีย เป็นประเทศส่งออกสินค้าอันดับ 4 ของอินเดียตลอดช่วง 10 เดือนแรกของปีงบประมาณปัจจุบัน จนถึงเดือน มี.ค. รองจากจีน, สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และสหรัฐ
การนำเข้าสินค้าจากรัสเซียทั้งหมดมีมูลค่าสูงถึง 37,310 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นจากเดิม 7,710 ล้านดอลลาร์ ในช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้า ขยายตัว 384% และรัสเซียครองส่วนแบ่งตลาดการนำเข้าสินค้าทั้งหมดในอินเดียในสัดส่วน 6.2% ในช่วงเวลาดังกล่าว
ท่ามกลางความขัดแย้งระหว่างรัสเซีย-ยูเครน และการคว่ำบาตรกรุงมอสโกของชาติตะวันตก ทำให้เกิดความวุ่นวายทั่วโลก "สุนิล บาร์ธวาล" รัฐมนตรีกระทรวงการค้าของอินเดีย บอกว่า อินเดียซื้อน้ำมันดิบปริมาณมากจากรัสเซียเพื่อนำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมกลั่นและจำหน่ายต่อไป ดังนั้น การส่งออกผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมของอินเดียจึงเพิ่มขึ้นมาก ตั้งแต่เดือนเม.ย. ปี2565 จนถึงเดือน ม.ค. ปี2566
การส่งออกสินค้าประเภทนี้มีมูลค่ามากถึง 78,580 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นจาก 50,770 ล้านดอลลาร์ในช่วงเวลาเดียวกันของปีงบประมาณก่อนหน้า
ปริมาณการค้าที่เพิ่มขึ้นนี้ มีผลต่อการแสดงท่าทีของอินเดียต่อสงครามที่เกิดขึ้นยูเครน โดยอินเดียปฏิเสธที่จะประณามรัฐบาลรัสเซีย พร้อมทั้งเรียกร้องให้มีการเจรจาเพื่อยุติสงครามจนทำให้การทำหน้าที่เจ้าภาพการประชุม G20 ในปีนี้ แตกต่างไปจากการทำหน้าที่เจ้าภาพของประเทศประชาธิปไตยอื่นๆ
อย่างไรก็ตาม รัฐบาลวอชิงตันที่ต่อต้านรัสเซียอย่างจริงจังก็ไม่ได้ส่งสัญญาณว่าไม่พอใจอินเดียที่ซื้อน้ำมันจากรัสเซีย
“แคเร็น ดอนฟรีด” ผู้ช่วยเลขาธการสำนักกิจการยุโรปและยูเรเชีย กล่าวผ่านการประชุมทางไกลกับสื่อมวลชนเมื่อวันที่ 8 ก.พ. ว่า “ฉันขอชี้แจ้งให้ชัดเจนว่า พวกเราไม่ต้องการคว่ำบาตรอินเดีย และเรากับอินเดียเป็นพันธมิตรกันมาอย่างยาวนาน”
“เจฟฟรีย์ เพียตต์” ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐ ฝ่ายทรัพยากรพลังงาน ระบุว่า รัฐบาลวอชิงตันมองว่าช่วงนี้เป็นโอกาสของหลายประเทศ รวมทั้งอินเดีย หลังจากกลุ่ม G7 กำหนดเพดานราคาน้ำมันรัสเซียสูงสุดไว้ที่ 60 ดอลลาร์/บาร์เรล
“สัญชัย กุมาร ปานดี” อาจารย์ประจำภาควิชาเอเชียกลางและยุโรปตะวันออกศึกษา สาขาภาษารัสเซีย จากมหาวิทยาลัยยาวาฮาร์ลาล เนห์รู อธิบายถึงสาเหตุที่สหรัฐยอมรับการค้าน้ำมันดิบระหว่างอินเดียและรัสเซีย ว่า “สหรัฐอาจเข้าใจว่า ถ้าอินเดียทิ้งรัสเซีย รัสเซียอาจใกล้ชิดจีนมากขึ้น ซึ่งไม่เกิดประโยชน์ต่อทั้งอินเดียหรือสหรัฐ เนื่องจากสหรัฐไม่อยากให้รัสเซียหนุนจีน สหรัฐเข้าใจดีถึงขีดจำกัดด้านอิทธิพลของตนเองที่มีต่ออินเดีย รวมถึงข้อบังคับและข้อจำกัดของอินเดียในด้านการจัดหาแหล่งพลังงาน
ทั้งนี้ อินเดียและจีนกลายเป็นผู้ซื้อน้ำมันดิบรายใหญ่จากรัสเซีย โดยข้อมูลจากเอสแอนด์พีโกลบอล คอมโมดิตี อินไซต์ส ระบุว่า ส่วนแบ่งน้ำมันดิบรัสเซียของแหล่งซัพพลายน้ำมันดิบอินเดียในปี 2564 มีสัดส่วนประมาณ 2.2% จากระดับนี้ ทำให้รัสเซียหลายเป็นซัพพลายเออร์น้ำมันดิบรายใหญ่ของอินเดียในเดือน พ.ย. ปีที่แล้ว และอินเดียได้รับน้ำมันจากรัสเซียวันละ 1 ล้านบาร์เรล
“เวอร์เท็กซา” ธุรกิจบริการข้อมูลด้านพลังงาน ระบุในรายงานเมื่อวันที่ 19 ม.ค. ว่า อินเดียนำเข้าน้ำมันดิบจากรัสเซียเพิ่มขึ้นเป็นประวัติการณ์ที่ 1.2 ล้านบาร์เรล/วัน เมื่อเดือน ธ.ค. ปีที่แล้ว และนำเข้า 1.3 ล้านบาร์เรล/วัน ในช่วง 2 สัปดาห์แรกของเดือน ม.ค.ปีนี้
อาจารย์ปานดี บอกด้วยว่า ก่อนเกิดความขัดแย้งระว่างรัสเซียและยูเครน อินเดียที่เป็นลูกค้าน้ำมันรายใหญ่ที่สุดอันดับสามของโลกและนำเข้ามากกว่า 80% สั่งซื้อน้ำมันดิบจากประเทศในภูมิภาคตะวันออกกลางในสัดส่วนกว่า 60%
“เอส ไจแชนการ์” รัฐมนตรีต่างประเทศอินเดีย กล่าวว่า การลดพึ่งพาน้ำมันจากประเทศตะวันออกกลางสอดคล้องกับผลประโยชน์ของประเทศและเศรษฐกิจอินเดียแล้ว โดยช่วงต้นเดือน ธ.ค. ไจแชนการ์ กล่าวกับรัฐสภาว่า “เราไม่ได้ขอให้โรงกลั่นซื้อน้ำมันจากรัสเซีย แต่เราขอให้โรงกลั่นซื้อน้ำมันจากทางเลือกที่ดีที่สุด เท่าที่สามารถทำได้ นี่เป็นนโยบายที่เหมาะสม เพื่อให้ได้ข้อตกลงที่ดีที่สุดต่อผลประโยชน์ของประชาชนอินเดีย
แต่ยอดนำเข้าน้ำมันจากรัสเซียที่เพิ่มขึ้นทำให้อินเดียถูกมองว่ากำลังเมินเฉยต่อชาติตะวันตกที่กดดันให้นานาประเทศหลีกเลี่ยงการซื้อน้ำมันถูกจากรัสเซีย
“นิรมาลา สิตารามัน” รัฐมนตรีกระทรวงการคลังอินเดีย โต้แย้งว่า การกระทำดังกล่าวคำนึงถึงผลประโยชน์และความมั่นคงทางพลังงานของประเทศเป็นอันดับแรก จึงไม่มีเหตุผลที่จะไม่ซื้อหากน้ำมันมีราคาที่ดี และกระบวนการซื้อขายขึ้นอยู่กับว่าผู้ส่งออกและผู้นำเข้าได้ประโยชน์จากสิ่งอำนวยความสะดวกเหล่านั้นมากเพียงใด
แต่ไม่ได้มีอินเดียประเทศเดียวที่ซื้อน้ำมันดิบจากรัสเซีย นายกรัฐมนตรีรานิล วิกรมสิงเห ของศรีลังกา ก็บอกว่า ศรีลังกาซื้อน้ำมันจากรัสเซียเพิ่มขึ้น เนื่องจากประเทศกำลังต้องการเชื้อเพลิงอย่างมากในการผลักดันให้เศรษฐกิจเดินหน้าต่อไปได้ โดยเมื่อเดือนพ.ค.ปีที่แล้ว ศรีลังกาสั่งซื้อน้ำมันดิบจากรัสเซียปริมาณ 99,000 ตัน เพื่อให้โรงกลั่นทำงานได้
ตั้งแต่รัสเซียเริ่มบุกยูเครนเมื่อปลายเดือนก.พ.ปีที่แล้ว ราคาน้ำมันดิบโลกพุ่งสูงขึ้นอย่างมาก ทำให้โรงกลั่นต่าง ๆ ในอินเดียและประเทศอื่นในเอเชียต่างหันไปซื้อน้ำมันจากรัสเซีย ซึ่งได้รับส่วนลดในราคาถูกกว่าตลาดโลกประมาณ 30 - 35 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล



