'จีน-อาร์เจนตินา-เวเนฯ' 3ชาติเป้าหมาย'ปูติน"ลี้ภัย

'จีน-อาร์เจนตินา-เวเนฯ' 3ชาติเป้าหมาย'ปูติน"ลี้ภัย

'จีน-อาร์เจนตินา-เวเนฯ' 3ชาติเป้าหมาย'ปูติน"ลี้ภัย โดยเบื้องต้นคนสนิทเตรียมให้ปูตินอพยพไปจีน แต่กังวลว่าโอกาสที่จะได้รับความร่วมมือจากรัฐบาลปักกิ่งอาจมีไม่มากโดยเฉพาะเมื่อปูตินแพ้สงคราม

การสู้รบระหว่างกองทัพรัสเซียและการตั้งรับของกองทัพยูเครนที่ยืดเยื้อ  ส่งผลกระทบไปทั่วทุกภาคอุตสาหกรรมทั่วโลก ทั้งยังมีกระแสข่าวต่างๆออมาเป็นระยะๆ ตั้งแต่ปัญหาสุขภาพของประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูตินของรัสเซีย จนถึงข่าวที่ว่าผู้นำรัสเซียวางแผนหนีออกนอกประเทศหากพ่ายแพ้ศึกในครั้งนี้

“อับบาส กัลล์ยามอฟ” อดีตเจ้าหน้าที่ร่างสุนทรพจน์ของประธานาธิบดีปูติน เปิดเผยแผนนี้แก่สื่อชั้นนำโดยอ้างแหล่งข่าวที่ไม่เปิดเผยชื่อ ซึ่งเขาบอกว่ามีข้อมูลภายในของเรื่องราวทั้งหมด โดยบอกว่าหากรัสเซียแพ้สงคราม ประธานาธิบดีปูตินจะเดินทางออกนอกประเทศทันทีโดยมีประเทศปลายทาง3แห่งคือ จีน ,อาร์เจนตินา และเวเนซุเอล

แผนการหลบหนีของผู้นำรัสเซียถูกกำหนดไว้ตั้งแต่ฤดูใบไม้ผลิภายใต้ชื่อ “ปฏิบัติการเรือโนอาห์” ที่มีนัยเกี่ยวข้องกับการค้นหาแผ่นดินใหม่ที่จะไปในกรณีที่เกิดความไม่สะดวกสบายอย่างสิ้นเชิงในประเทศบ้านเกิด และคณะผู้นำของรัสเซีย ไม่ได้ตัดความเป็นไปได้ในการที่ปูตินจะแพ้สงคราม ถูกถอดอำนาจ และจำเป็นต้องอพยพไปประเทศอื่น
 

จากการรายงานของเดลีบีสต์ สื่อสหรัฐ ระบุว่า ในเบื้องต้นคนสนิทของปูตินเตรียมให้ผู้นำอพยพไปจีน แต่ต่อมาคนกลุ่มนี้ก็เกิดความวิตกกังวลว่า โอกาสที่จะได้รับความร่วมมือจากรัฐบาลปักกิ่งอาจจะมีไม่มากโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อการเตรียมช่องทางการหนีออกนอกประเทศในช่วงที่ปูติน และคนสนิทเป็นฝ่ายแพ้สงคราม  ด้วยเหตุนี้ ประเทศเป้าหมายจึงเปลี่ยนไปเป็น “อาร์เจนตินา” หรือ “เวเนซุเอลา” แทน

บรรดาพันธมิตรของปูตินคือ “อีกอร์ เซชิน”ทำหน้าที่เป็นผู้ควบคุมแผนการอพยพไปเวเนซุเอลาให้แก่ประธานาธิบดีปูติน

กัลล์ยามอฟ ยังกล่าวด้วยว่า แผนการทั้งหมดดำเนินไปด้วยความราบรื่นและมือขวาของเซชินที่บริษัทพลังงาน รอสเนฟต์ ได้ลาออกอย่างเป็นทางการเพื่อไปกำกับแผนการด้วยตัวเองที่นั่น

นอกจากนี้ ยังมีรายงานข่าวที่อ้างอิงจากแหล่งข่าว 2 คนที่ใกล้ชิดกับรัฐบาลรัสเซียและแหล่งข่าวอีก 1 คนในบริษัทรอสเนฟต์ว่า ตอนนี้กลุ่มเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัสเซียเริ่มกว้านซื้ออสังหาริมทรัพย์ และกำลังอยู่ระหว่างยื่นขออนุญาตพำนักอาศัยในเวเนซุเอลา ขณะที่เจ้าหน้าที่เครมลิน และรัฐบาลรัสเซียระดับล่างลงมาอยู่ระหว่างดำเนินการการแสวงหาสิทธิการพำนักในเอกวาดอร์ ปารากวัย และอาร์เจนตินา

ขณะที่แหล่งข่าววงในอีกกลุ่ม เปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่รัสเซียได้ซื้ออสังหาริมทรัพย์บนเกาะมาร์การิตา ด้วยความมั่นใจว่าจะปลอดภัยจากการถูกส่งตัวในฐานะผู้ร้ายข้ามแดน

“เกาะมาร์การิตาในเวเนซุเอลากลายเป็นรีสอร์ตของคนกลุ่มนี้” แหล่งข่าวกล่าวถึงสกีรีสอร์ตคัวร์ชีเวล(Courchevel) สุดหรูบนเทือกเขาแอลป์ ประเทศฝรั่งเศส

ข่าวการเตรียมหาทางหนีทีไล่ของประธานาธิบดีปูตินหากแพ้สงครามมีขึ้นในช่วงเวลาเดียวกับที่ประธานาธิบดีปูติน ยืนยันอีกครั้งถึงความเสี่ยงของสงครามนิวเคลียร์ และไม่ตัดความเป็นไปได้ที่จะชิงเปิดฉากโจมตีด้วยอาวุธดังกล่าวก่อน หลังจากพ่ายแพ้จากการเข้าบุกยึดกรุงเคียฟทำให้ต้องถอยร่นมายึดทางภาคตะวันออกและทางใต้ของยูเครนแทน
ขณะที่สื่อดังของอังกฤษอย่างเดอะการ์เดียน รายงานโดยอ้างแถลงการณ์จากคณะเสนาธิการทหารกองทัพยูเครน ที่ระบุว่าตั้งแต่รัสเซียเริ่มบุกยูเครนเมื่อวันที่ 24 ก.พ. รัสเซียได้สูญเสียทหารไปแล้วไม่ต่ำกว่า 93,000 นาย และภายใน 24 ชั่วโมงล่าสุด ทหารยูเครนได้สังหารทหารรัสเซียไป 340 นาย

นอกจากนี้ การปะทะกันเมื่อวันที่ 8 ธ.ค.ยังทำให้กองทัพรัสเซียสูญเสียรถถัง 2 คัน ยานยนต์ประจัญบานหุ้มเกราะ 2 คัน และระบบปืนใหญ่ 2 ลำ

ล่าสุด วานนี้ (13ธ.ค.)ประธานาธิบดีปูติน ประกาศยกเลิกกำหนดการประชุมใหญ่ประจำปี ซึ่งมักจัดในช่วงปลายปีและมีการถ่ายทอดสดทางโทรทัศน์ไปทั่วประเทศ ซึ่งการเปลี่ยนแปลงนี้เกิดขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบทศวรรษ

กำหนดการประชุม ซึ่งปกติจะดำเนินเป็นเวลาหลายชั่วโมง คือแผนงานสำคัญแผนหนึ่งของปธน.ปูติน และเป็นช่วงเวลาที่ผู้นำรัสเซียจะเปิดโอกาสให้ผู้สื่อข่าวในประเทศและต่างประเทศถามคำถามต่าง ๆ ได้ตามสะดวก

“ดมิทรี เพสคอฟ” โฆษกเครมลิม กล่าวกับผู้สื่อข่าวเมื่อวันจันทร์(12ธ.ค.)ว่า งานประชุมใหญ่ครั้งนี้จะไม่เกิดขึ้นก่อนวันปีใหม่แต่ไม่ได้อธิบายว่า เพราะอะไรถึงมีการเลื่อนกำหนดการงานนี้

เดือนธ.ค.เป็นเดือนที่ 10 ของสงครามรุกรานยูเครน ขณะที่ รัฐบาลของปธน.ปูตินยังคงถูกตั้งคำถามเกี่ยวกับยุทธศาสตร์ทางทหารของรัฐบาลมอสโก โดยในช่วงต้นของการทำสงคราม กองกำลังของรัสเซียไม่สามารถยึดครองกรุงเคียฟ เมืองหลวงของยูเครนได้เลย และเมื่อเดือนที่แล้ว ยังถูกบีบให้ต้องถอนทัพออกจากเมืองเคอร์ซอนทางใต้ของยูเครน

ขณะที่‘ดมิทรี เมดเวเดฟ’ อดีตนายกรัฐมนตรีและอดีตประธานาธิบดีรัสเซีย ทั้งยังเป็นมือขวาของปูติน กล่าวเมื่อวันอาทิตย์(11 ธ.ค.) ว่า รัสเซียกำลังยกระดับการผลิตอาวุธรุ่นใหม่ เพื่อปกป้องตัวเองจากศัตรูในยุโรป, สหรัฐฯ และออสเตรเลีย

เมดเวเดฟ ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งรองประธานสภาความมั่นคงรัสเซีย ระบุผ่านแอพพลิเคชัน เทเลแกรมว่า “เรากำลังเพิ่มการผลิตอาวุธทำลายล้างที่ทรงพลังที่สุด รวมถึงอาวุธภายใต้หลักการใหม่”

อย่างไรก็ตาม เมดเวเดฟไม่ได้เปิดเผยว่าอาวุธดังกล่าวคืออะไร แต่ช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ปูตินเคยพูดหลายครั้งว่า รัสเซียกำลังพัฒนาอาวุธใหม่หลายอย่างรวมถึง อาวุธความเร็วเหนือเสียง ที่เขาอ้างว่าสามารถหลบเลี่ยงมิสไซล์ของระบบป้องกันทั้งหมดที่มีอยู่ในปัจจุบันได้