สมเกียรติไทยแค่ไหน “ไบเดน” ส่งรอง ปธน.สหรัฐ ร่วม APEC 2022

สมเกียรติไทยแค่ไหน “ไบเดน” ส่งรอง ปธน.สหรัฐ ร่วม APEC 2022

เมื่อประธานาธิบดี "โจ ไบเดน" ตัดสินใจถี่ถ้วนแล้ว จะเข้าร่วมงานแต่งงานหลานสาวคนโต นาโอมิ ไบเดน ถือเป็นงานใหญ่ในทำเนียบขาวครั้งแรกรอบ 10 ปี ตรงวันที่ 19 พ.ย. ไทยจัดประชุมสุดยอด APEC 2022 โดยส่ง "คามาลา แฮร์ริส" ร่วมงานแทน จะสะท้อนความเหมาะสม และสัมพันธ์ของสหรัฐ - ไทยอย่างไร

กรุงเทพธุรกิจ มีโอกาสได้สนทนากับ “สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว” อดีตปลัดกระทรวงการต่างประเทศและที่ปรึกษาพิเศษด้านการต่างประเทศของสำนักงานเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก เกี่ยวกับประเด็น “โจ ไบเดน” ผู้นำสหรัฐ ส่งรองประธานาธิบดี "คาเมลา แฮร์ริส" เดินทางร่วมประชุมผู้นำความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก (เอเปค) ในวันที่ 18-19 พ.ย.นี้ จะสมเกียรติประเทศไทยแค่ไหน 

สีหศักดิ์ กล่าวแสดงความเห็นในมุมมองนักการทูตว่า การที่รองประธานาธิบดี แฮร์ริส เดินทางมาร่วมประชุมเอเปคซัมมิต "ไม่เหมือน" เมื่อปี 2562 ในสมัยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ไม่ได้เดินทางมาเข้าร่วมการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน ครั้งที่ 35 ซึ่งประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ แต่ส่ง โรเบิร์ด ซี. โอไบรอัน ผู้ช่วยประธานาธิบดีฝ่ายกิจการความมั่นคงแห่งชาติมาแทน

สำคัญที่ "แฮร์ริส" อนาคตการเมืองอีกไกล

ถ้าหากมองว่า โจ ไบเดน เป็นแฟมิลี่แมน ถือว่า มีความจำเป็นจริงๆ เพราะมีความหมายสำคัญยิ่งและพอทดแทนบางสิ่งที่ลึกซึ้งในครอบครัวของเขา ขณะที่ไบเดนเองจะเดินทางมาร่วม ประชุมจี 20 ที่จัดขึ้นในภูมิภาคนี้อยู่แล้ว ส่วนตัวมองว่า ส่งแฮร์ริสมาแทน “ก็ทดแทนได้” 

“อยากให้มองอนาคตทางการเมืองของรองปธน.แฮร์ริสที่ยังไปอีกไกล หลังการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐ ซึ่งอาจจะส่งผลดีต่อไทยด้วยซ้ำไป” ทูตสีหศักดิ์บอก

 

นโยบายสหรัฐต่อไทย ผ่านเลนส์แข่งขันจีน

จุดห่วงกังวลที่เหนือไปกว่าเรื่องนี้คือ  "สหรัฐชอบมองไทยและอาเซียนผ่านเลนส์การแข่งขันกับจีน หรือก่อการร้ายที่เกิดขึ้นในอดีต "เราจะสำคัญก็ต่อเมื่อเป็นพันธมิตรต่อต้านจีน หรือเป็นพันธมิตรต่อสู้กับการก่อการร้าย"

ในมุมมองของทูตสีหศักดิ์ เห็นว่า สหรัฐควรมียุทธศาสตร์ต่ออาเซียนและต่อไทยบนผลประโยชน์ที่สหรัฐโฟกัสแค่ไทยหรืออาเซียน มิฉะนั้นแล้ว เมื่อความสัมพันธ์ของไทย-จีนดีขึ้นเรื่อยๆ สหรัฐก็อาจจะยิ่งถอยออกไปก็ได้ เพราะให้ความสำคัญกับไทยและอาเซียนลดลงก็ได้

"สำหรับผมไม่แน่ใจในกรณีความเป็นพันธมิตรที่ยั่งยืนของสหรัฐ เพราะมีเรื่องการเมืองภายในเข้ามาแทรกซ้อน อย่างที่จะเห็นในอดีตว่าสมัยสงครามเย็น เราร่วมมือเต็มที่กับฝ่ายสหรัฐ เปิดให้ใช้พื้นที่ในสนามบินอู่ตะเภานำเครื่องบิน B-52 นำไปทิ้งระเบิดที่เวียดนาม

จับทิศทาง นโยบายสหรัฐต่อไทย ในรอบครึ่งศตวรรษ

พอมาวันนึง ในการเลือกตั้งสหรัฐ ทางปธน.ริชาร์ด มิลเฮาส์ นิกสัน ก็บอกว่า เราปรับความสัมพันธ์กับจีนแล้ว สหรัฐถอนทหารออกจากเวียดนามได้ไม่ได้ทำให้เสียสถานะอะไร เสร็จแล้วหลังจากนั้น ก็ปล่อยให้จีนดูแลภูมิภาคนี้ และเมื่อมีปัญหากับกัมพูชา สหรัฐก็ร่วมมือกับจีน และเปิดโอกาสให้จีนมีบทบาทนำ" ทูตสีหศักดิ์เล่าและกล่าวว่า เพราะตอนนั้นสหรัฐมีความสัมพันธ์ที่ดีกับจีนและ “ไม่คิดว่าจีนเป็นภัย” ขณะที่ตอนนั้นสหรัฐไปให้ความสำคัญกับตะวันออกกลาง 

 

"จีน" ไม่เป็นตามทฤษฎี "สหรัฐ" มองไว้

แต่เมื่อเริ่มเห็นท่าว่าจีน ไม่เป็นไปตามทฤษฎีที่สหรัฐคิดอยู่คือจีนการเปิดประเทศ เศรษฐกิจเริ่มมาและเติบโตไปไกล จะเห็นว่า ในสมัยปธน.บารัก โอบามาได้ประกาศให้ความสำคัญกับเอเชีย (favorite Asia)

ส่วน ปธน.โดนัลด์ ทรัมป์ ก็มาอีกแนวหนึ่งจนพันธมิตรตามไม่ทัน กระทั่งปัจจุบันสมัยประธานาธิบดีไบเดน ก็กลับมาในแนวทางหนึ่ง ซึ่งผมคิดว่า ตอนนี้ "สหรัฐกำลังหาทางร่วมกับจีนหรือหาดุลยภาพใหม่" แต่สถานการณ์ปัจจุบันก็ไม่ได้เป็นอย่างนั้นซะเสียทีเดียว เพราะจะเห็นว่า 50% ของปัญหาความขัดแย้งที่สหรัฐมีต่อจีนเป็นเรื่องการเมืองภายในประเทศของสหรัฐเอง 

โลกแบ่งขั้ว เราต้องพึ่งพาตัวเองให้มาก

"ทั้งฝั่งเดโมแครตและริพับลิกัน มองจีนเป็นภัยคุกคาม รวมถึงอเมริกันที่ตกงานก็โทษจีน ปัญหาเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องของจีน แต่เป็นปัญหาจากเอกชน หรือการนำออโตเมชั่นมาทำงานแทนคน ดังนั้นจะเห็นว่า จีนเป็นปัจจัยหนึ่งและมีความสำคัญต่อการเมืองภายในของสหรัฐ

อย่างไรก็ตาม ส่วนตัวมองว่า ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีนได้เตรียมตัวแข่งขันกับสหรัฐไว้แล้วในระยะลองเทอม และคิดว่าคงพึ่งพาสหรัฐไม่ได้ กลับกันมีแต่จะหวาดระแวง เพราะสหรัฐก็มีท่าทีแบ่งขั้วมากขึ้น และในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อทางเศรษฐกิจจีน มองว่าต้องพึ่งพาตนเองมากขึ้นจะดีกว่า

สำนักข่าวเอพีรายงานว่า งานแต่งงานของ นาโอมิ ไบเดน หลานสาวคนโตของประธานาธิบดีสหรัฐ กับนายปีเตอร์ นีล คู่หมั้น ตรงกับวันที่ 19 พ.ย. โดยถือเป็นการแต่งงานในทำเนียบขาวครั้งแรกในรอบ 10 ปี