วันเสาร์ ที่ 4 เมษายน 2569

Login
Login

อาลัยเจ้าของนโยบาย'เปเรสทรอยกา'แห่งโซเวียต'มิคาอิล กอร์บาชอฟ'

อาลัยเจ้าของนโยบาย'เปเรสทรอยกา'แห่งโซเวียต'มิคาอิล กอร์บาชอฟ'

การถึงแก่อสัญกรรมของ ‘มิคาอิล กอร์บาชอฟ’ อดีตผู้นำรัสเซีย ในวัย 91 ปี เมื่อวันอังคาร(30ส.ค.) ถือเป็นการปิดฉากผู้นำคนสุดท้ายแห่งสหภาพโซเวียต และเจ้าของรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพปี 2533 จากบทบาทการยุติสงครามเย็น

สำนักข่าวทาสส์ สื่อใหญ่ของรัสเซียรายงานว่า ร่างของกอร์บาชอฟ จะถูกฝังที่สุสานโนโวเดวิชี ในกรุงมอสโก เมืองหลวงของรัสเซีย เคียงข้างกับภรรยาผู้ล่วงลับของเขา

กอร์บาชอฟ ได้รับการจดจำในฐานะผู้นำในหลากหลายมิติ เขาผู้มีเอกลักษณ์ปานสีแดงบนศีรษะลักษณะคล้ายแผนที่ คือผู้ที่นำพาการปฏิรูปมาสู่รัสเซียซึ่งในขณะนั้นยังคงเป็น “สหภาพโซเวียต” และเขายังเป็นเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์และขึ้นเป็นผู้นำสหภาพโซเวียตในปี 2528 ปกครองประเทศจนถึงปี 2534 กอร์บาชอฟเคยมีอุดมการณ์แบบลัทธิมาคส์-เลนิน แต่ต่อมาก็ได้เปลี่ยนเป็นประชาธิปไตยแบบสังคมนิยมในทศวรรษ 2533

แม้ว่ากอร์บาชอฟ จะดำรงตำแหน่งอดีตผู้นำสหภาพโซเวียตคนสุดท้ายในเวลาไม่ถึง 7 ปี แต่ก็ได้สร้างการเปลี่ยนแปลงมากมายซึ่งเป็น “การเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว” อย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนในตอนนั้น และนำไปสู่ "การล่มสลายของสหภาพโซเวียต" ซึ่งหมายถึงการปลดปล่อยประเทศในยุโรปตะวันออกหลายประเทศจากการครอบงำของรัสเซีย จากที่เคยเป็นประเทศเดียว ก็กลายเป็น 15 สาธารณรัฐแยกจากกัน และการสิ้นสุดสงครามเย็นระหว่างสหภาพโซเวียตและชาติตะวันตก

กอร์บาชอฟ เคยให้สัมภาษณ์สำนักข่าวเอพี สื่อใหญ่ของสหรัฐว่า กว่า 25 ปีหลังจากล่มสลายของสหภาพโซเวียต เขาไม่คิดจะใช้อำนาจเบ็ดเสร็จในการผนวกรวมสหภาพโซเวียตไว้ด้วยกัน เพราะเกรงว่าจะเกิดความวุ่นวายโกลาหลอย่างมาก โดยในตอนนั้นเขาเปิดเผยว่า “ประเทศ (สหภาพโซเวียต) ของเราเต็มไปด้วยอาวุธ และมันจะผลักดันให้ประเทศต้องเข้าสู่สงครามกลางเมืองอย่างแน่นอน”

ช่วงปลายวาระการดำรงตำแหน่งผู้นำโซเวียตของเขา กอร์บาชอฟแม้จะดูไร้จะไม่มีอำนาจแล้ว แต่ก็มีบทบาทใหญ่ขึ้นในช่วงครึ่งหลังของศตวรรษที่ 20 เมื่อเทียบกับนักการเมืองในยุคเดียวกัน โดยกอร์บาชอฟ เปิดเผยต่อสื่อเกี่ยวกับเรื่องนี้เมื่อปี 2535 หลังก้าวลงจากตำแหน่งผู้นำอดีตสหภาพโซเวียตว่า

การปฏิรูปที่ชัดเจนที่กอร์บาชอฟนำมาสู่สังคมและเศรษฐกิจของรัสเซีย คือภายในสองสามปีแรกของเขาในฐานะผู้นำสหภาพโซเวียต กอร์บาชอฟ ได้นำเสนอนโยบาย "กลาสนอสต์" (glasnost) ที่แปลว่า"การเปิดกว้าง" และ "เปเรสทรอยกา" (perestroika) หรือ "การปรับโครงสร้าง" ที่โด่งดังไปทั่วโลก จนนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ในสหภาพโซเวียตและนำมาซึ่งการวิพากษ์วิจารณ์ในขณะเดียวกัน 

นโยบายการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจของสหภาพโซเวียตภายใต้ "เปเรสทรอยกา" เป็นการเปิดประเทศ ขณะเดียวกัน ก็เป็นการกระจายอำนาจการควบคุมเศรษฐกิจ ส่งผลให้บทบาทของรัฐบาลในกระบวนการตัดสินใจของแต่ละองค์กรลดลงอย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้ง เปเรสทรอยกา ยังมุ่งหวังที่จะปรับปรุงระดับการผลิตด้วยการยกระดับคุณภาพชีวิตของคนงานให้ดีขึ้น รวมถึงการให้เวลาพักผ่อน และสภาพการทำงานที่ปลอดภัยมากขึ้น

ในยุคตกต่ำของกอร์บาชอฟ อำนาจของเขาเสื่อมถอยลงจากความพยายามก่อรัฐประหารในเดือนส.ค. ปี2534 เขาได้ใช้ช่วงเวลาสุดท้ายในการดำรงตำแหน่งผู้นำ เฝ้ามองการล่มสลายของสหภาพโซเวียต จนกระทั่งเขาลาออกจากตำแหน่งในวันที่ 25 ธ.ค.ในปีเดียวกัน และสหภาพโซเวียตก็ได้ลบตัวเองออกจากแผนที่ในวันต่อมา

กอร์บาชอฟ ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพในปี 2533  จากบทบาทการยุติสงครามเย็น และใช้ช่วงเวลาที่เหลือของชีวิตขึ้นรับรางวัลต่าง ๆ จากทั่วทุกมุมโลก แต่เขากลับถูกดูหมิ่นอย่างมากในบ้านเกิดของตัวเอง

ชาวรัสเซียกล่าวหากอร์บาชอฟว่า เป็นตัวการให้สหภาพโซเวียตต้องล่มสลายในปี 2534 จากที่เคยเป็นประเทศมหาอำนาจที่ควบคุม 15 ประเทศในยุโรปตะวันออก ขณะที่พันธมิตรการเมืองของเขาต่างตัดสัมพันธ์และโยนให้เขาเป็นแพะรับบาปกับความวุ่นวายต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นภายในประเทศ