นักวิจัยนานาชาติเริ่มแกะรอยไวรัสใหม่ ชื่อว่า “ลางยาเฮนิปาห์” (Langya henipavirus) หรือ “เลย์วี” (LayV) หลังจีนพบผู้ติดเชื้อไวรัสนี้แล้วหลายสิบคน คาด “หนูผี” เป็นต้นตอ แต่ขณะนี้ยังไม่มีหลักฐานแพร่สู่คนได้หรือไม่
สำนักข่าวต่างประเทศรายงานวันนี้ (10 ส.ค.) ว่า ไวรัสเลย์วี อยู่ในกลุ่มเดียวกับไวรัสนิปาห์ (Nipah) และไวรัสเฮนดรา (Hendra) ถูกพบครั้งแรกในมณฑลซานตงและเหอหนาน ทางตะวันออกเฉียงเหนือของจีนช่วงปลายปี 2561 แต่เพิ่งถูกนักวิทยาศาสตร์ระบุถึงอย่างเป็นทางการเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว
บรรดานักวิทยาศาสตร์จากจีน สิงคโปร์ และออสเตรเลีย เปิดเผยว่า ไวรัสเลย์วีถูกตรวจพบเบื้องต้นจากผู้ที่มีอาการไข้ในภาคตะวันออกของจีน ซึ่งมีประวัติสัมผัสกับสัตว์ในช่วงที่ผ่านมาซึ่งส่วนใหญ่เป็นเกษตรกร ผู้ติดเชื้อจะมีอาการเหนื่อยล้า ไอ สูญเสียความอยากอาหาร และปวดศีรษะ นอกจากนี้ยังมีอาการผิดปกติของเซลล์เม็ดเลือด รวมถึงสัญญาณความเสียหายของตับและไต
วารสารการแพทย์นิวอิงแลนด์ (The New England Journal of Medicine) ระบุว่า ผู้ป่วย 26 คนจากทั้งหมด 35 รายในกลุ่มข้างต้น ติดเชื้อไวรัสเลย์วี
ขณะที่นักวิจัยระบุว่า ไม่มีหลักฐานบ่งชี้ว่าผู้ป่วยกลุ่มนี้สัมผัสใกล้ชิดกับผู้ติดเชื้อไวรัสเลย์วี หรือมีประวัติเคยติดเชื้อมาก่อน ซึ่งบ่งชี้ว่า การติดเชื้อจากคนสู่คน “อาจมีโอกาสเกิดขึ้นเป็นครั้งคราว” และขณะนี้หน่วยงานสาธารณสุขไต้หวันกำลังจับตาการแพร่ระบาดอย่างใกล้ชิด
ผลการตรวจเชื้อยังระบุด้วยว่า ไวรัสดังกล่าวพบใน “หนูผี” (Shrew) สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดเล็ก มีลักษณะทั่วไปคล้ายหนู ประมาณ 27% ซึ่งมักเป็นพาหะของไวรัสเฮนิปาห์ (Henipavirus) ในตระกูลเดียวกัน จึงบ่งชี้ได้ว่า หนูผีอาจเป็นแหล่งรังโรคตามธรรมชาติ แต่ขณะเดียวกันก็พบไวรัสนี้ใน 2% ของแพะ และ 5% ของสุนัขในท้องถิ่นด้วย
- หนูผี (Shrew) ผู้ต้องสงสัยเป็นพาหะไวรัสเลย์วีในจีน -
อย่างไรก็ตาม จนถึงปัจจุบันยังไม่มีผู้เสียชีวิตจากไวรัสเลย์วี และนักวิทยาศาสตร์ยืนยันว่า “ไม่ต้องตระหนก”
ศาสตราจารย์ หวัง หลินฟา จากโรงเรียนแพทย์มหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ (Duke-NUS Medical School) ซึ่งรวมเขียนงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสารการแพทย์นิวอิงแลนด์ด้วย เปิดเผยว่า จนถึงขณะนี้ ผู้ติดเชื้อไวรัสเลย์วีไม่เคยมีถึงขั้นเสียชีวิตหรืออาการรุนแรง และ “ไม่มีความจำเป็นต้องตื่นตระหนก”
ขณะที่คณะวิจัยจากจีน สิงคโปร์ และออสเตรเลีย ระบุว่า จำเป็นต้องมีการตรวจสอบเพิ่มเติมเพื่อทำความเข้าใจกับโรคชนิดนี้ให้ดีขึ้นต่อไป
-------------
ที่มา: Bloomberg, Guardian, Washington Post





