โอกาสไทยลงทุนพันธบัตรอียูสินทรัพย์ระดับทริปเปิลเอ โดย NextGenerationEU เป็นโครงการเพื่อการฟื้นตัวและปรับตัวของอียู ช่วยเหลือรัฐสมาชิก สังคม ภาคธุรกิจให้ฟื้นตัวจากการระบาดของโควิด-19 ใช้วิกฤตินี้ลงทุนเพื่ออนาคต
การระบาดของโควิด-19 ถือได้ว่าส่งแรงกระเพื่อมไปทั่วโลก นานาประเทศต่างต้องมีนโยบายเพื่อการฟื้นตัวหลังโควิด แต่จะดำเนินนโยบายอย่างไรให้ประเทศตนกลับมาแข็งแกร่งได้พร้อมๆ กับดูแลสภาพแวดล้อม สหภาพยุโรป (อียู) ถือเป็นประเทศหนึ่งที่มีบทบาทโดดเด่นในด้านนี้ รวมถึงการใช้ตลาดทุนเป็นศูนย์กลางการระดมเงินเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน
ในโอกาสเยือนไทยเมื่อวันก่อน โยฮันเนส ฮาห์น คณะกรรมาธิการสหภาพยุโรปด้านงบประมาณ ให้สัมภาษณ์พิเศษกรุงเทพธุรกิจถึงโครงการ NextGenerationEU (NGEU) ที่อียูต้องการนำเสนอให้กับรัฐบาลไทย
"การเดินทางมาประเทศไทยเป็นส่วนหนึ่งของการเข้าถึงเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ผมไปสิงคโปร์ มาเลเซียมาก่อน แล้วมาไทยจากนั้นไปอินโดนีเซีย เป้าหมายหลักคือเพื่อโปรโมท NextGenerationEU" ฮาห์นเปิดฉากการสนทนา พร้อมอธิบายว่า NextGenerationEU เป็นโครงการเพื่อการฟื้นตัวและปรับตัวของอียู ช่วยเหลือรัฐสมาชิก สังคม ภาคธุรกิจให้ฟื้นตัวจากการระบาดของโควิด-19 และใช้วิกฤตินี้ลงทุนไม่เพียงแค่เพื่อฟื้นตัว แต่ยังเป็นการลงทุนเพื่ออนาคตทำให้ยุโรปยืดหยุ่นและแข็งแกร่งมากขึ้น เป็นสิ่งที่เราให้ความสำคัญทางการเมืองเป็นอันดับแรก
"เราวางแผนระดมทุนในตลาดทุนเป็นเงิน 8 แสนล้านยูโรถึง พ.ศ.2569 ด้วยการออกพันธบัตร ผมจึงมาที่นี่เพื่อเชื้อเชิญนักลงทุนเอเชียโดยเฉพาะกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ ธนาคารชาติ และนักลงทุนที่มีศักยภาพเข้ามามีส่วนร่วมในความพยายามนี้ ตั้งแต่ก.ค.ปีที่แล้วแล้วเราระดมได้ 130,000 ล้านยูโร แต่สัดส่วนของนักลงทุนเอเชียนับถึงขณะนี้แค่ 7% ผมเลยคิดว่าต้องทำให้มากกว่านี้ นี่คือเหตุผลที่ผมมาที่นี่เพื่อมาหารือ อธิบาย และเชื้อเชิญนักลงทุนครับ"
ก่อนมาไทย ฮาห์นแวะไปมาเลเซียและสิงคโปร์มาก่อน ท่าทีของสองประเทศถือว่าน่าสนใจทีเดียว
"ทั้งสองประเทศให้ความสนใจมากๆ เลยครับ มีการจัดเวทีเสวนาที่ตัวแทนตลาดทุนในภูมิภาคเข้าร่วมด้วย ความสนใจเข้าซื้อก็คงจะเห็นได้ในเร็วๆ นี้ เมื่อสองสัปดาห์ก่อนผมก็ไปแบบนี้ที่ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ กลุ่มประเทศอ่าวเปอร์เซียก็ไปมาหลายประเทศ นอกกลุ่มอียูไปสหราชอาณาจักร ฤดูใบไม้ร่วงนี้จะไปสหรัฐและแคนาดา เป็นส่วนหนึ่งของการเข้าถึงโลก เพื่อสร้างความเข้าใจถึงศักยภาพของเรา ที่รัฐบาลและประชาชนมีความตั้งใจเดียวกันต้องการแก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พร้อมๆ กับยึดมั่นในพหุภาคีนิยม ต่อระเบียบโลก ปฏิบัติตามสนธิสัญญา สัญญา ด้วยความเคารพซึ่งกันและกัน" คณะกรรมาธิการอียูขยายความ ซึ่งการมาเมืองไทยของเขานั้นมีกำหนดพบเจ้าหน้าที่ระดับสูงหลายคนทั้ง
สุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน,
อาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) แต่เอาเข้าจริงเขาได้พบกับผู้ว่าฯ ธปท.เพียงคนเดียว
"น่าเสียดายทั้งคู่ไปสภา ซึ่งเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ครับแต่ก็พลาดโอกาสอันดี ผมมาเมืองไทยไม่กี่ชั่วโมงและนี่เป็นการเยือนครั้งแรกของคณะกรรมาธิการอียูในรอบกว่าแปดปีถือเป็นโอกาสอันดีที่อียูได้ส่งตัวแทนมา ก็คงต้องรอโอกาสหน้า"
อย่างไรก็ตามในการพบกับเจ้าหน้าที่ระดับสูงเพียงหนึ่งเดียวของไทย ฮาห์นเล่าว่า ได้รับการตอบรับที่ดี เพราะผู้ว่าฯ ธปท. ไม่ได้มีแค่ความสนใจแต่ยังมีความรู้ความเข้าใจในสิ่งที่ตนนำเสนอ
"เราไม่ได้เริ่มต้นจากศูนย์ ท่านแสดงความสนใจ ผมเองก็ค่อนข้างมั่นใจ แต่สุดท้ายแล้วการตัดสินใจต้องขึ้นอยู่กับฝ่ายไทย ผมเชื่อว่าท่านเข้าใจว่าเราได้เสนอสินทรัพย์ที่น่าสนใจระดับทริปเปิ้ลเอ ในสกุลเงินยูโร เป็นการเพิ่มการลงทุนทางเลือกในสกุลเงินโลก นอกเหนือจากพันธบัตรสกุลเงินดอลลาร์"
เมื่อถามถึงประโยชน์ที่ประเทศไทยและคนไทยจะได้รับจาก NextGenerationEU และอียูกรีนบอนด์ คณะกรรมาธิการอียูอธิบายว่า นี่คือการลงทุนเพื่ออนาคตของตนเอง เป็นโอกาสทางการเงินและการเปลี่ยนผ่านด้านสิ่งแวดล้อม
"หนึ่งในสามของพันธบัตรเราเรียกว่า กรีนบอนด์ โดยเราจะออกกรีนบอนด์ 2.5 แสนล้านยูโร ถึง พ.ศ. 2569 ทำให้เราเป็นผู้ออกกรีนบอนด์รายใหญ่สุดของโลก พร้อมกับระบบที่โปร่งใสตรวจสอบได้ รายงานให้ทราบว่าเงินถูกนำไปใช้ในโครงการของรัฐสมาชิกอย่างไร ตัวอย่างเช่น ตั้งแต่เดือน มี.ค.เป็นต้นมามีการอัพเดตข้อมูลรายสัปดาห์บอกให้ทราบว่า เงินถูกนำไปใช้อย่างไร แต่ภายในสิ้นปีนี้จะเป็นการอัพเดตรายวันให้ข้อมูลแบบเรียลไทม์
นอกจากนี้ยังเป็นการลงทุนที่ใช้เทคโนโลยีใหม่ เปิดโอกาสให้บริษัทไทยได้เข้ามีส่วนร่วมในอียูซึ่งเป็นตลาดเดียว ประชากรรายได้สูงปานกลาง 450 ล้านคน ถือเป็นอีกตลาดที่น่าสนใจมาก"
สำหรับลูกค้าของอียูกรีนบอนด์ ฮาห์นยืนยันว่าทุกคนซื้อได้ แต่กลุ่มเป้าหมายแรกแน่นอนว่าเป็นกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ กองทุนบำเหน็จบำนาญ
"ใครก็ตามที่อยากให้มีตราสารหนี้ในพอร์ตการลงทุนื สำหรับบางสถาบันอาจต้องมีข้อกำหนดบางประการ ในระหว่างนี้มีการออกพันธบัตรอายุ 3-30 ปีให้เลือกสำหรับลูกค้าที่มีศักยภาพ ผมบอกเลยว่า นี่เป็นผลิตภัณฑ์สำหรับ final buyer มากกว่าเฮดจ์ฟันด์ ผลตอบแทนก็ขึ้นกับอายุพันธบัตร สิบปีตอนนี้อัตราดอกเบี้ยอยู่ที่ 1.6-1.7%"
ฟังแบบนี้แล้วสำหรับคนที่สงสัยว่าจะมีอะไรมารับประกัน ฮาห์นยืนยันว่า มีทั้งงบประมาณอียูและงบประมาณรัฐสมาชิกเป็นเครื่องรับประกัน เรียกได้ว่ารับรองกันหลายชั้น
“นี่คือเหตุผลว่าทำไมพันธบัตรของเราจึงเป็นสินทรัพย์ระดับทริปเปิ้ลเอ” คณะกรรมาธิการอียูรับรองหนักแน่น
ส่วนการมาเยือนสี่ประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มาเลเซีย สิงคโปร์ ไทย และอินโดนีเซีย ฮาห์นให้เหตุผลว่า เป็นประเทศที่อียูประเมินแล้วว่าน่าสนใจในแง่ของศักยภาพการลงทุน
ในแง่ภาพรวมเศรษฐกิจ ในช่วงเวลาที่ทุกคนพูดถึงเงินเฟ้อสูง แนวโน้มเศรษฐกิจถดถอย อดสงสัยไม่ได้ว่านี่เป็นเวลาที่เหมาะสมหรือไม่สำหรับอียูกรีนบอนด์ เรื่องนี้คณะกรรมาธิการอียูมีคำตอบ
"เหมาะสมครับ ต.ค.ปีก่อนเราออกกรีนบอนด์ครั้งแรก เป็นการออกกรีนบอนด์ใหญ่สุดของโลกในวันเดียว เราออกเท่าที่ต้องการระดมทุนสุดท้ายได้ 1.2 หมื่นล้านยูโร แต่ความสนใจสั่งจองมีเข้ามามาก ผมคิดว่าอยู่ที่ 178,000 ล้านยูโร ตอนนั้นเราต้องการ 1.2 หมื่นล้านยูโร เพราะเราต้องระดมทุนตามข้อตกลงที่ทำกันไว้กับรัฐสมาชิก เมื่อสองสัปดาห์ก่อนอียูออกพันธบัตรปกติอายุแตกต่างกัน มูลค่า 8 พันล้านดอลลาร์ ก็มีการสั่งจองมากกว่าหกเท่า กล่าวได้ว่าพันธบัตรของเรามีการจองซื้อมากกว่าที่เสนอขาย 6 ถึง 6.5 เท่ามาโดยตลอดขึ้นอยู่กับช่วงเวลา ผลิตภัณฑ์ อายุ ภาวะตลาด"
ด้านสถานการณ์เศรษฐกิจของอียูในขณะนี้ ฮาห์นระบุ
"เราก็เหมือนที่อื่นๆ ในโลกล่ะครับ เศรษฐกิจหลังโควิดฟื้นตัวเร็วจนประหลาดใจ แล้วก็มาเจอความติดขัดของซัพพลายเชนโลก และด้วยสงครามในยูเครนทำให้ต้องมาทบทวนตัวเลขการเติบโตของเศรษฐกิจกันใหม่ คาดการณ์ล่าสุดเมื่อสัปดาห์ก่อนจากคณะกรรมาธิการยุโรป คาดว่าปีนี้เติบโต 2.5% ส่วนปี 2566 ตัวเลขอยู่ที่ 1.5% แต่ก็ยังเติบโต เราไม่พูดถึงภาวะเศรษฐกิจชะงักงันหรือถดถอย เงินเฟ้อปีนี้อยู่ที่ราว 7% แตกต่างกันระหว่างเขตยูโรกับนอกเขตยูโร ปีหน้าลดลงครึ่งหนึ่ง
ความท้าทายปัจจุบันอยู่ที่ราคาพลังงานที่คิดเป็นครึ่งหนึ่งของอัตราเงินเฟ้อในยุโรป ซึ่งเราไม่น่าจะเห็นราคาพลังงานกลับไปอยู่ในระดับก่อนสงครามภายในหนึ่งปี ราคาพลังงานยังคงสูงต่อไป และยุโรปขาดแคลนแรงงานฝีมือ ถือเป็นสถานการณ์ที่น่าสนใจในด้านดีมานด์ ส่วนด้านซัพพลายผมหวังว่าถ้าจีนยกเลิกล็อกดาวน์จะทำให้ซัพพลายเชนค่อยๆ กลับมาเป็นปกติซึ่งสุดท้ายแล้วส่งผลต่อเงินเฟ้อ" ฮาห์นกล่าวโดยสรุป



