‘ท่องเที่ยวอาเซียน’เริ่มคึกคักแต่น้อยกว่า‘สหรัฐ-ยุโรป’ ด้านผู้เชี่ยวชาญในธุรกิจท่องเที่ยวมองว่า การระบาดใหญ่ช่วงกว่าสองปีที่ผ่านมา อาจสร้างความเสียหายด้านการท่องเที่ยวแก่ภูมิภาคนี้มากกว่าพื้นที่อื่นๆของโลก
ตอนนี้เริ่มมีภาพนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าหลายประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ให้เห็นบ้างแล้ว แต่การฟื้นตัวของธุรกิจท่องเที่ยวในภูมิภาคยังไม่ถึงระดับที่แข็งแกร่งเหมือนช่วงก่อนหน้าที่จะเกิดการระบาดของโรคโควิด-19 และผู้เชี่ยวชาญในธุรกิจท่องเที่ยวมองว่า การระบาดใหญ่ช่วงกว่าสองปีที่ผ่านมา อาจสร้างความเสียหายด้านการท่องเที่ยวแก่ภูมิภาคนี้มากกว่าพื้นที่อื่นๆของโลก
เว็บไซต์ซีเอ็นบีซี นำเสนอรายงานภาพรวมการท่องเที่ยวในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยอ้างถึงข้อมูลจากซิริอุม บริษัทวิเคราะห์ข้อมูลเที่ยวบิน ที่ระบุว่า ในชาติเศรษฐกิจหลักๆของภูมิภาคอย่างสิงคโปร์ ไทย และมาเลเซีย ที่ถือเป็นจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวยอดนิยมด้วยนั้น ปริมาณเที่ยวบินต่างๆที่หวนกลับเข้าไปให้บริการอีกครั้งมีระดับเท่ากับปี 2562
ในสิงคโปร์ ซึ่งมีการจองเที่ยวบินเข้ามากที่สุดในภูมิภาคในปีนี้ โดยยอดจองเที่ยวบินเพิ่มขึ้นจาก 30% ของเดือนม.ค.ปี 2562 เป็น 48% ในช่วงกลางเดือนมิ.ย. เช่นเดียวกับฟิลิปปินส์ที่ยอดจองตั๋วในเที่ยวบินขาเข้าประเทศเพิ่มขึ้นอย่างมากเช่นกัน จากประมาณ 20% ในช่วงเริ่มต้นเดือนม.ค.ถึงเกือบ 40% ในช่วงปลายเดือนมิ.ย.
องค์การท่องเที่ยวโลกของสหประชาชาติ(ยูเอ็นดับเบิลยูทีโอ)ระบุว่า การท่องเที่ยวเป็นแหล่งรายได้หลักของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในภูมิภาคนี้เพิ่มขึ้นกว่าสองเท่าจาก 63 ล้านคนในปี 2552 เป็น 139 ล้านคนในปี 2562
รายงานของธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งเอเชีย(เอดีบี)ที่ตีพิมพ์เผยแพร่เมื่อเดือนพ.ค.ที่ผ่านมา ระบุว่า อุตสาหกรรมท่องเที่ยวมีสัดส่วนประมาณ 10% ของผลผลิตมวลรวมภายในประเทศ(จีดีพี)ในเวียดนาม สิงคโปร์ และมาเลเซีย และมีสัดส่วนประมาณ 20% และ 25% ของจีดีพีในประเทศไทย กัมพูชา และฟิลิปปินส์
“การระบาดของโรคโควิด-19 อาจจะสร้างความเสียหายแก่ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มากกว่าส่วนที่เหลือของโลกเพราะรัฐบาลประเทศต่างๆปิดพรมแดนมานานเกือบสองปี และถึงตอนนี้การเดินทางภายในประเทศก็ยังมีข้อจำกัดต่างๆ” แกรี โบเวอร์แมน ผู้อำนวยการบริษัทเช็ค-อิน เอเชีย บริษัทวิจัยด้านการท่องเที่ยว กล่าวและว่า ถ้าเทียบกับอเมริกาเหนือหรือยุโรป ในช่วงสองปีคือปี 2563 และปี 2564 ทั้งสองภูมิภาคนี้มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไปท่องเที่ยวมากกว่า
ประเทศส่วนใหญ่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่รวมถึง สิงคโปร์ ไทย อินโดนีเซีย มาเลเซีย เวียดนาม และฟิลิปปินส์
เปิดให้นักท่องเที่ยวที่ได้รับวัคซีนครบถ้วนจากทุกประเทศเดินทางเข้าประเทศได้โดยไม่ต้องผ่านการกักกันหรือทดสอบเมื่อเดินทางมาถึง “ในส่วนของสิงคโปร์ หลังจากทางการสิงคโปร์ยกเลิกข้อกำหนดตรวจโรคก่อนเดินทางเมื่อเดือนเม.ย. ธุรกิจท่องเที่ยวและการเดินทางก็ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมากในเวลาอันรวดเร็ว” สแตนลีย์ ฟู ผู้ก่อตั้งโอเรียนทัล ทราเวล แอนด์ ทัวร์ บริษัทท่องเที่ยวในสิงคโปร์ กล่าว และว่า บรรดานักท่องเที่ยวจองตั๋วเดินทางเพื่อท่องเที่ยวนานขึ้นและใช้จ่ายเงินมากขึ้นด้วย
ฟู กล่าวว่า “ก่อนที่โรคโควิด-19จะระบาด บริษัทได้รับการจองทัวร์ท่องเที่ยวสัปดาห์ละประมาณ 20 ชุด ส่วนใหญ่เป็นทัวร์สามหรือสี่วัน แต่ตอนนี้ เพิ่มเป็นการจองสัปดาห์ละ 25 ชุดและระยะเวลาในการเที่ยวเพิ่มเป็น 10 วัน ส่วนค่าใช้จ่ายโดยเฉลี่ยของทัวร์ที่จัดตามความต้องการของลูกค้าเพิ่มขึ้นจากประมาณ 2,000 ดอลลาร์ต่อคนก่อนโควิด-19ระบาดเป็น 4,000 ดอลลาร์-6,000 ดอลลาร์ต่อคน”
“ผมคิดว่าพวกเขารู้สึกปลอดภัยเพียงพอแล้วตลอดช่วงสองปีที่ไม่ได้ไปไหน และตอนนี้ก็อยากเที่ยวเพื่อชดเชยกับช่วงเวลาที่ไม่ได้เที่ยว” ผู้ก่อตั้งโอเรียนทัล ทราเวล แอนด์ ทัวร์ กล่าว
เนื่องจากบรรดานักท่องเที่ยวมีเวลามากขึ้นในการอยู่ในสิงคโปร์ ฟูและทีมงานของเขาจึงจัดโปรแกรมให้ลูกค้าได้ไปเยี่ยมชมที่ต่างๆที่อยู่นอกโปรแกรมปกติ เช่นไปเที่ยวชานเมืองเพื่อดูชาวบ้านในท้องถิ่นเล่นไทเก็ก หรือพาไปดื่มด่ำกาแฟรสชาติแบบที่ชาวสิงคโปร์ดื่มกันตามแหล่งจำหน่ายกาแฟพื้นบ้าน
ส่วนนักท่องเที่ยวที่ติดต่อใช้บริการฟูก็เป็นนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก โดยเฉพาะประเทศต่างๆในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ถือว่าสวนทางกันอย่างมากกับช่วงก่อนเกิดการระบาดใหญ่ที่ตอนนั้นนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่เป็นชาวจีน แต่ตอนนี้ จีนยังคงจำกัดการเดินทางออกนอกประเทศ
เอดีบีระบุว่า ในปี 2562 นักเดินทางจากจีนมีสัดส่วนมากกว่า 30% ของนักท่องเที่ยวที่เข้าไปเที่ยวประเทศต่างๆในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การปิดพรมแดนที่กินเวลานานจึงสร้างผลกระทบอย่างรุนแรงแก่ภูมิภาคนี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
“จำนวนนักท่องเที่ยวจีนลดลงอย่างมากในเดือนเม.ย.เนื่องจากทางการจีนออกมาตรการจำกัดการเดินทางทางอากาศทั้งเข้าและออกจากประเทศ”ลู กล่าวพร้อมทั้งไม่คาดหวังว่าสถานการณ์ในจีนจะดีขึ้นในเร็ววันนี้
อย่างไรก็ตาม “จอห์น แกรนท์”หัวหน้านักวิเคราะห์จากโอเอจี บริษัทข้อมูลด้านการเดินทาง ให้ความเห็นว่า การฟื้นตัวของธุรกิจเดินทางและการท่องเที่ยวในเอเชียยังตามหลังทวีปอื่นๆเพราะการพึ่งพาบรรดานักเดินทางจากต่างประเทศ โดยเฉพาะจากจีน รวมทั้งการดำเนินกลยุทธ์เปิดประเทศด้วยท่าทีระมัดระวังในภูมิภาค
ข้อมูลของโอเอจี ระบุว่า เอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีความจุเที่ยวบินประมาณ 66% ซึ่งวัดจากที่นั่งของสายการบินตามกำหนดการ เมื่อเทียบกับระดับก่อนเกิดโรคระบาด ส่วน ยุโรป และอเมริกาเหนือกลับมาอยู่ที่ประมาณ 88% และ 90% ของความจุก่อนเกิดโรคระบาดตามลำดับ



