3มายาคติที่พยายามสร้างความชอบธรรมให้กับสิ่งที่ไม่มีวันชอบธรรม ขณะสหภาพยุโรป(อียู)สนับสนุนให้ทุกชาติสมาชิกสหประชาชาติธำรงไว้ซึ่งหลักการแห่งกฎบัตรสหประชาชาติ
นับถึงตอนนี้เป็นเวลามากกว่า 100 วันแล้วที่รัสเซียได้เข้ารุกรานยูเครนซึ่งเป็นประเทศเอกราชและมีอำนาจอธิปไตยเป็นของตน การรุกรานนี้คือการทำสงครามซึ่งเป็นการกระทำที่ทั่วโลกต่างหวังว่าจะเป็นเรื่องที่ล้าสมัยไปแล้วในโลกปัจจุบัน สิ่งที่ปรากฎในประเทศไทยซึ่งอยู่ห่างจากแนวหน้าของสงครามกลับเป็นขบวนการบิดเบือนข้อมูลข่าวสารของรัฐบาลรัสเซียที่มุ่งหวังเพื่อสร้างความสับสนให้กับผู้คนและพยายามสร้างความชอบธรรมให้กับสิ่งที่ไม่มีวันชอบธรรม
ในบทความนี้ ข้าพเจ้าขอยกตัวอย่างสามมายาคติหลักที่ปรากฎในสังคมไทย: มายาคติที่หนึ่ง ยูเครนเป็นหมากของชาติตะวันตกในการเอาชนะรัสเซีย
หลายเดือนก่อนการรุกราน ทั่วทั้งโลกได้เห็นอย่างชัดเจนว่ากองกำลังรัสเซียระดมพลจำนวนมากตลอดแนวชายแดนที่ติดกับยูเครน การระดมพลจำนวนมากนี้ไม่อาจเรียกได้ว่าเป็นความพยายามป้องกันตัวจากภัยคุกคามทางการทหารที่ไม่มีอยู่จริงจากยูเครน การรุกรานที่ปราศจากการยั่วยุก่อนนี้บีบบังคับให้ยูเครนปกป้องเสรีภาพ อำนาจอธิปไตย และบูรณภาพเหนือดินแดนของตนได้อย่างชอบธรรม
สหภาพยุโรปและชาติสมาชิก รวมทั้งประเทศที่เป็นหุ้นส่วนอื่น ๆ กำลังช่วยกันปกป้องยูเครนผ่านการส่งความช่วยเหลือทางมนุษยธรรม ยุทโธปกรณ์ ความช่วยเหลือทางการเงิน การคว่ำบาตร รวมทั้งการรับผู้ลี้ภัยสงครามอีกกว่า 6 ล้านคน
ผู้คนเสียชีวิตและบ้านเมืองถูกทำลายจากการที่ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูตินได้สั่งการให้กองทัพรัสเซียเคลื่อนกำลัง
สหภาพยุโรปได้ใช้อำนาจทางเศรษฐกิจที่มีเพื่อดำเนินการคว่ำบาตรขนานใหญ่ระดับที่เราไม่เคยดำเนินการมาก่อนเพื่อกดดันทางเศรษฐกิจและลดทอนศักยภาพทางการเงินของรัสเซียในการทำสงครามต่อไป
ไม่มีทางใดเลยที่การปกป้องยูเครนและระบบระหว่างประเทศซึ่งตั้งอยู่บนฐานของกฎกติกาที่ทุกฝ่ายยอมรับจะถูกมองว่าเป็นการที่ ‘ชาติตะวันตก’ โจมตีรัสเซียโดยใช้ยูเครนเป็นตัวแทน ในทางกลับกัน การกระทำของเราเป็นการแสดงถึงการปฏิเสธหลักการที่ว่า “อำนาจคือความชอบธรรม” ในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ อันเป็นหลักการสำคัญสำหรับชาติสมาชิกองค์การสหประชาชาติ
มายาคติที่สอง การคว่ำบาตรของสหภาพยุโรปและชาติตะวันตกทำให้ราคาอาหารพุ่งสูงขึ้น
ยูเครนและรัสเซียรวมกันส่งออกธัญพืชราวหนึ่งในสามของโลก ทว่ารัสเซียได้ทำลายพื้นที่ทางการเกษตรของยูเครนไปเป็นจำนวนมาก องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ประมาณการว่าในปีนี้ยูเครนจะไม่สามารถเก็บเกี่ยวธัญพืชปริมาณหนึ่งในสามของตนได้ นอกจากนี้ยังมีธัญพืชอีกราว 20 ล้านตันที่ติดค้างอยู่ในท่าเรือของยูเครน เนื่องจากถูกรัสเซียปิดกั้น รัสเซียยังได้ยึดเอาข้าวสาลีของยูเครนมาเป็นของตนและตัดสินใจหยุดการส่งออกข้าวสาลี การตัดสินใจดังกล่าวของรัฐบาลรัสเซียได้ทำให้ราคาอาหารพุ่งสูงขึ้นมาก เช่นเดียวกัน ราคาปุ๋ยที่พุ่งสูงขึ้นก็ทำให้เกษตรกรรายย่อยในประเทศกำลังพัฒนาเข้าถึงปุ๋ยได้อย่างยากลำบาก
องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติระบุว่ามีประเทศราว 50 ประเทศที่พึ่งพิงธัญพืชนำเข้าจากรัสเซียและยูเครนเป็นปริมาณถึงร้อยละ 30 หรือมากกว่าปริมาณที่ใช้บริโภคในประเทศ นอกจากนี้โครงการอาหารโลก (WFP) ได้ประมาณการว่าจะมีผู้คนทั่วโลกอีกกว่า 47 ล้านคนที่จะต้องเผชิญภาวะหิวโหยอย่างรุนแรงจากสงครามนี้
การคว่ำบาตรรัสเซียของสหภาพยุโรปไม่ได้มุ่งเป้าไปที่ภาคการเกษตร และยังไม่ได้ขัดขวางไม่ให้ยูเครนส่งออกธัญพืชหรือน้ำมันดอกทานตะวัน แต่ที่จริง กลับเป็นสงครามและการนำการค้าสินค้าเกษตรมาเป็นอาวุธทางการเมืองของรัสเซียเองที่เร่งปัญหาความไม่มั่นคงทางอาหารแก่ผู้คนหลายล้านคนทั่วโลก
มายาคติที่สาม สหภาพยุโรปและชาติตะวันตกกำลังกดดันให้ไทยเลือกข้างและต่อต้านรัสเซีย
ประชาคมนานาชาติได้ทำงานร่วมกันอย่างหนักเพื่อสรรสร้างระบบระหว่างประเทศที่ตั้งอยู่บนฐานของกฎระเบียบ สถาบันต่าง ๆ และการเจรจา หรือกล่าวอีกแบบคือระบบพหุภาคีนิยม ประเทศไทยและประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาคได้มีบทบาทสำคัญในกระบวนการนี้ ข้าพเจ้าขอชวนให้ทุกคนหวนคิดถึงการเจรจาอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเลที่เริ่มขึ้นเมื่อครั้งที่พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์ หรือพระองค์เจ้าวรรณไทยากรในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศทรงเป็นประธานการประชุม และเมื่อครั้งที่พระองค์ยังทรงเป็นประธานสมัชชาใหญ่สหประชาชาติเมื่อปี 2499
ทั่วโลกต่างตำหนิการที่รัสเซียรุกรานยูเครน ดังที่เห็นได้จากการที่ประเทศกว่า 141 ประเทศ รวมทั้งไทย สมาชิกสหภาพยุโรป และชาติอื่น ๆ จากทุกทวีปได้ให้ความเห็นชอบข้อมติของสมัชชาใหญ่สหประชาชาติเมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2565 การลงมติครั้งนี้ได้สะท้อนถึงความสำคัญอันยิ่งยวดของหลักการอย่างการเคารพอำนาจอธิปไตย บูรณภาพแห่งดินแดน และหลักห้ามการใช้กำลังทางทหารที่ระบุอยู่ในกฎบัตรสหประชาชาติและกฎหมายระหว่างประเทศ
สหภาพยุโรปสนับสนุนให้ทุกชาติสมาชิกสหประชาชาติธำรงไว้ซึ่งหลักการแห่งกฎบัตรสหประชาชาติและช่วยกันพิทักษ์ระบบระหว่างประเทศจากการทำลายของรัสเซียที่ดำเนินผ่านการรุกรานในครั้งนี้ การเจรจาและกฎหมายควรมีชัยเหนือการใช้กำลังทหาร
การสู้รบเกิดขึ้นในยุโรป ทว่าผลกระทบกลับเกิดขึ้นทั่วโลก การรุกรานในครั้งนี้เป็นเรื่องที่น่ากังวลสำหรับทุกคนที่ประสงค์จะปกป้องระบบพหุภาคี เราจะต้องไม่ยอมให้ปฏิบัติการเผยแพร่ข้อมูลบิดเบือนของรัฐบาลรัสเซียดึงความสนใจเราไปจากข้อเท็จจริงขั้นพื้นฐานที่ว่าไม่มีอะไรจะสร้างความชอบธรรมให้กับการสังหารผู้คน การทำลายทรัพย์สิน การฉวยใช้การส่งออกอาหารมาเป็นอาวุธทางการเมือง การเพิ่มความเปราะบางจากภาวะหิวโหยทั่วโลก หรือแม้แต่ภัยคุกคามต่อรัฐที่เล็กกว่าซึ่งมุ่งหวังที่จะเดินบนเส้นทางของตน
เป็นเรื่องน่าเสียใจที่คำกล่าวโบราณอย่าง “ความจริงคือศพแรกของสงคราม” ยังคงเป็นจริง ดังที่ได้ปรากฎผ่านปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารของรัสเซีย
สหภาพยุโรปยืนหยัดเพื่อสันติภาพ ความยุติธรรม ประชาธิปไตย และระบบพหุภาคี และนี่คือเหตุผลที่สหภาพยุโรปยืนเคียงข้างยูเครน



