เวิลด์แบงก์ หั่นคาดการณ์เศรษฐกิจโลกปีนี้ขยายตัวแค่ 2.9% พร้อมแสดงความกังวลว่าโลกกำลังเข้าสู่ภาวะ “Stagflation” หรือ ช่วงเวลาที่เศรษฐกิจซบเซาท่ามกลางภาวะเงินเฟ้อพุ่งสูง เหมือนที่เคยเกิดขึ้นในช่วงคริสต์ทศวรรษที่ 1970
เวิลด์แบงก์ หรือ ธนาคารโลก เปิดเผยรายงานแนวโน้มเศรษฐกิจโลกล่าสุดเมื่อวันอังคาร(7มิ.ย.)โดยระบุว่า มีแนวโน้มที่หลายประเทศทั่วโลกกำลังเข้าสู่ภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจ อันเนื่องมาจากภาวะการระบาดของโควิด-19 รวมทั้งผลกระทบจากการบุกยูเครนของรัสเซีย
ธนาคารโลก ปรับลดประมาณการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจโลกในปีนี้ขยายตัวแค่ 2.9% ต่ำกว่าระดับคาดการณ์เมื่อเดือนม.ค. ที่คาดว่าจะเติบโต 4.1% พร้อมทั้งคาดการณ์ว่า เศรษฐกิจโลกจะเติบโตที่ 3% ในปีหน้า และในปี 2567 ที่ระดับเงินเฟ้อในหลายประเทศทั่วโลกเพิ่มขึ้น
ธนาคารโลก คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจสหรัฐจะขยายตัวเพียง 2.5% ปีนี้ ลดลงจากระดับ 5.7% เมื่อปีก่อน และคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจในกลุ่มประเทศที่ใช้สกุลเงินยูโร จะเติบโตที่ 2.5% ในปีนี้ เทียบกับระดับการเติบโตที่ 5.4% ในปีก่อน
ส่วนเศรษฐกิจจีนจะขยายตัว 4.3% ในปีนี้ ลดลงจากระดับ 8.1% เมื่อปีที่แล้ว เนื่องการมาตรการล็อคดาวน์อย่างเข้มงวดตามนโยบายโควิดเป็นศูนย์ของทางการจีน ที่กดดันเศรษฐกิจในประเทศชะลอตัว
นอกจากนี้ เศรษฐกิจในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาและเศรษฐกิจเกิดใหม่ ธนาคารโลกคาดการณ์ว่าจะเติบโตที่ 3.4% ลดลงจาก 6.6% เมื่อปีก่อน
"เดวิด มัลพาสส์"ประธานธนาคารโลก ระบุในรายงานฉบับนี้ว่า ทุกวันนี้มีความเสี่ยงจากภาวะ stagflation มากขึ้น จากการเติบโตทางเศรษฐกิจที่อ่อนแอจะยังคงดำเนินต่อไปในช่วงทศวรรษนี้ เนื่องจากการลงทุนที่อ่อนแอในหลายพื้นที่ทั่วโลก เมื่อผนวกกับภาวะเงินเฟ้อในปัจจุบันที่พุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ในรอบหลายทศวรรษ และปัญหาห่วงโซ่อุปทานที่ชะงักงัน สะท้อนว่ายังคงมีความเสี่ยงที่ภาวะเงินเฟ้อจะยังคงอยู่ในระดับสูงไปอีกนาน



